@@@จุดวัดใจ@@@ —-ผลึกหิน—-

หากคุณมาถึงทางแยก ที่มีป้ายชี้ทางบอกทางขวา Easy Way ทางซ้าย Hard Way คุณจะเลือกไปทางไหน เกือบร้อยละร้อยผมเชื่อว่า ทุกคนต้องเลือกไปทางขวาแน่นอน ไม่มีใครที่จะเลือกเส้นทางที่มันยากลำบาก

ในเส้นทางเดินอันโดดเดี่ยวของการปลดปล่อยจิตวิญญาณอิสระด้วยตัวเอง แม้จะมีป้ายชี้บอกทางของเหล่าผู้ปฏิบัติธรรมที่เคยผ่านเส้นทางนี้ให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ด้วยความไม่เข้าใจหรือเข้าใจมิกระจ่างก็อาจทำให้เราหลงทางได้เสมอ

สำหรับผมหากชีวิตคือการทดลอง เราพึงทดลองชีวิตกับสัจจะธรรม ในวิถีแห่งธรรมที่ผมเดิน อย่างที่บอกแม้จะมีป้ายบอกทางแต่เพราะมิกระจ่างจึงหลง กว่าจะรู้ตัวว่าหลงก็มักจะหลงแล้วเสมอ แต่ก็เกิดผลดีเหมือนกันหากการหลงนั้นมันทำให้เราได้เรียนรู้ และกระจ่างถึงเส้นทางที่ถูกต้อง ดั่งในโศลกเรื่อง กระจก ของท่านเว่ยหลาง ที่ผมเขียนในบทความก่อนหน้านี้ แม้ผมจะเคยอ่านและคิดว่าเข้าใจในโฉลกนั้นมาก่อน แต่ก็มิได้กระจ่างจนถึงวันที่ตัวเองมีกระจกบานนั้นเสียเอง

จากบทความก่อนหน้าดังกล่าว ที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับ กายและจิต และพบว่าอุปสรรคอยู่ที่ตัวตน และให้สั่งสมองซ้ำๆถึงเรื่องความไม่มีตัวตน อันเกิดจากการมาชุมนุมรวมกันของ กาย จิต และเจตสิก ผมพบว่า เมื่อผมลองทำไปเรื่อยๆ ขณะที่กำลังเพลินกับความคิด ก็กลับมีเสียงๆหนึ่งปรากฏขึ้นมาในความคิดผุดขึ้นมาว่า “เรามิอาจแยกความมีตัวตนกับไม่มีตัวตนออกจากกัน เพราะสองสิ่งนี้มันคือสิ่งเดียวกัน เฉกเช่นกายกับจิตมันสัมพันธ์กัน หากแต่เราควรเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์ของการมีกันและกัน เรามิอาจหาความไม่มีตัวตนจากความไม่มีตัวตน หากแต่เราจะพบความไม่มีตัวตนจากการมีตัวตน”

สิ้นเสียงดังกล่าว ความคิดเรื่อง เต๋า ในหัวผมก็ผุดขึ้นมาทันที เราเองมิใช่หรือที่เขียนเรื่อง สรรพสิ่งมีขั้วตรงข้าม และก็บอกเองมิใช่หรือว่าหากทำลายฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็มิต่างทำลายตัวเอง และการอยู่ร่วมกันทั้งสองขั้วล้วนเป็นการประกอบให้เกิดมีขึ้นมาของสรรพสิ่ง…

ผมได้ถามกลับในความคิดว่า เราควรทำเช่นไร ปฏิบัติอย่างไร ถึงจะเข้าถึงความไม่มีตัวตน

คำตอบของความคิดในคำถาม ก็ผุดขึ้นมาอีกว่า “ให้เราเป็นดั่งน้ำ ที่ไม่เคยขัดขืนแปรเปลี่ยนได้ตามภาชนะที่บรรจุใส่ น้ำก็ยังคงความเป็นน้ำและพร้อมไหลลงสู่ต่ำ”

…พลันที่ได้คำตอบนั้นในหัวผมก็สว่างวาบ พร้อมกับอาการขนลุกซู่ไปทั้งตัว…

ผมเพิ่งเข้าใจว่า การจะทำให้เรารู้สึกได้ถึงการมิมีตัวตน หาใช่การสั่งสมองซ้ำๆอย่างที่ผมคิดเองเออเองว่าเป็นทางที่ถูกต้อง ถ้าทำได้จริงมันก็มิต่างจากหลอกตัวเอง หรือสะกดจิตให้เชื่อและเป็นอย่างนั้นทั้งที่ไม่จริง

…หากแต่เราต้องทำตัวเราให้ต่ำดั่งเช่นน้ำที่พยายามไหลสู่ที่ต่ำที่สุดตลอดเวลา เมื่อใดที่เราทำตัวเราให้ต่ำ ใจที่อยู่ตรงข้ามก็จะสูง ตรงข้ามยามใดเรายกตัวเราให้สูงใจเราก็จะต่ำ และการที่น้ำไม่ขัดขืนแปรเปลี่ยนได้ตามภาชนะที่ใส่ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ถ้วยทองหรือชามดิน ก็บอกว่าเราควรวางตนอย่างไม่ถือตัวตน ไม่ถือยศศักดิ์ ไม่แบ่งแยกชนชั้น และไม่ลืมตัวตน ดั่งเช่นน้ำที่ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใดก็มิเคยลืมความเป็นน้ำ เมื่อนำมารวมกันก็ผสานกันได้กลมกลืนดังเดิม

หากเราสามารถวางตนได้อย่างน้ำ เราก็จะไม่มีความแตกต่างของตัวตนไม่มีการแบ่งแยกคนที่ตัวตนหรือรูปลักษณ์ การวางตนให้ต่ำ วิถีการดำเนินชีวิตของเราต้องต่ำด้วย ตัดขาดจากทรัพย์สินเงินทองของมีค่า ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการขอ เฉกเช่นพระพุทธองค์ในพุทธกาล หากเราทำได้ก็ทำให้เราไม่ยึดติดในรูปกายตัวตน และของมีค่า และเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งกายและจิตก็จะเรียนรู้ถึงภาวะการไร้ตัวตน เพราะมิได้เอาตัวตนและวัตถุมีค่า มาเป็นปัจจัยเพื่อการดำรงคงอยู่ เมื่อเรามิยึดติดในตัวตนและวัตถุ และเห็นทุกตัวตนมีความสำคัญเท่ากันมิแตกต่าง เมื่อมิเห็นความแตกต่างในตัวตน มีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ไม่สำคัญ เช่นนี้แล้วมีตัวตนก็เหมือนดั่งไม่มี

ถึงตรงนี้นึกภาพออกไหมครับเพื่อนๆ ว่ามีตัวตนก็เหมือนดั่งไม่มี เพราะเรามิได้ให้ความสำคัญของความแตกต่างของตัวตน หากยังนึกภาพออกไม่ชัด ผมขอยกตัวอย่างหากเรามิให้ค่าความแตกต่างของเงินกับก้อนดิน ทั้งสองมีค่าเท่ากัน ถึงตอนนั้นเงินก็มิมีความหมายเมื่อมิมีความหมาย มีเงินก็เหมือนไม่มี…ว๊าบ!!! ไหมครับ สำหรับผมมันว๊าบ!!!สว่างขาวโพลนเลยทีเดียว…จึงได้ลำดับปรากฏการณ์ความคิดดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟัง…

เมื่อเราไร้ตัวตน ใจเราก็จะยิ่งบางเบาสูงขึ้น เหตุเพราะมิมีสิ่งใดให้ยึด เบาจนหลุดจากบ่วงและห่วงทั้งปวงที่เราต้องยึดถึงความมีตัวตน เมื่อใจไร้บ่วงไร้ห่วงใดๆใจก็พลันใสสว่าง ว่าง จากสิ่งยึดเหนี่ยวรั้งทั้งปวง…

ผมอุทานในใจ…แท้จริงแล้ว มันก็เป็นเช่นนี้เอง ธรรมชาติมันมีหนึ่งเดียวจริงๆ ทั้งเต๋า ทั้งธรรมะของพระพุทธเจ้า มันมีหนทางของมัน และหนทางที่ถูกต้อง จะพาเราไปถึงซึ่งสัจจะธรรม

ตลอดหลายวันมานี้ ผมพบว่า การต่อสู้ของผม จึงมิใช่การต่อสู้ระหว่างกายกับจิตดั่งที่เคยเป็นมาแต่ก่อน ที่พยายามแยกจิตกับกายออกจากกัน หลังจากการเรียนรู้ว่ากายกับจิตมันต่างเป็นขั้วตรงข้าม ที่ต้องดำรงคงอยู่ด้วยกัน หากแต่เป็นการต่อสู้ระหว่างจิตกับจิต โดยจิตหนึ่งใฝ่ดีที่คอยชี้แนะเส้นทางที่ถูกต้อง อีกจิตหนึ่งใฝ่ไม่ดีที่คอยพาผมออกนอกเส้นทาง โดยมีร่างกายผมเป็นสมรภูมิ

บัดนี้ผมได้มาถึงทางแยกที่จะต้องเลือกว่าจะไปทางซ้ายหรือทางขวา จะเลือกทางยากหรือทางง่าย หากผมเลือกทางขวามันก็ง่ายสำหรับผม เพราะวันนี้ผมมีพร้อมแล้วทุกสิ่ง มากจนเกินพอดีก็นับว่าได้ และเส้นทางนี้ก็คงมิทำให้ผมต้องไปดิ้นรนอะไรอีกมากมาย หากแต่ความสุขกายที่มี หาได้นำมาซึ่งความสุขใจที่จริงแท้ใสกระจ่าง

หากผมต้องเลือกทางซ้าย ผมคงต้องแลกกับสิ่งที่ผมมี และมันก็บอกแล้วว่า Hard Way ซึ่งหนทางมันก็คงมิง่าย หากง่ายหลายคนคงไปกันมาแล้ว แต่ในความยากที่ผมจะต้องเจอนอกจากจะแลกกับทุกสิ่งที่ผมมีทางโลก ผมอาจถึงกับต้องอุทิศตนเพื่อทำตนดั่งน้ำ ไม่ยึดติดเสื้อผ้าอาภรณ์หรือรูปลักษณ์ใดๆ เพื่อให้กระจ่างถึงตัวตนที่แท้จริงของน้ำ เพื่อจะได้เข้าถึงความไม่มีตัวตนจากการมีตัวตนที่วางตัวต่ำ การจะถึงซึ่งจุดนั้นวิถีการดำเนินชีวิตทั้งภายนอกและภายในของผม จะต้องมิมีความขัดแย้งกัน มันคงเป็นไปไม่ได้ หากผมจะเลือกที่จะดำรงสถานะที่เป็นอยู่ดั่งปัจจุบัน และเลือกปฏิบัติแต่เพียงภายในเพื่อจะให้รู้ถึงความว่าง

จากบทความหลายบทความที่ผมเขียน ผมก็เหมือนป้ายบอกทางอีกป้ายหนึ่ง หากใครตามผมมาตั้งแต่บทความ เมื่อผมฟื้นจากสลบ จะพบว่าผมได้หลงทางมาตลอด แต่จากการหลงทางแต่ละครั้งก็ทำให้ผมได้เรียนรู้และกระจ่างขึ้นเรื่อยๆ

ความที่เป็นศิษย์ไม่มีครู และเลือกที่จะเป็นต้นไม้นอกกระถาง มิมีใครคอยรดน้ำใส่ปุ๋ยและตัดแต่งกิ่ง ทำให้ผมได้เรียนรู้ที่จะยืนและหากินด้วยรากของตัวเอง หากมิถูกฟ้าผ่าหรือถูกทำลายโค่นไปเสียก่อนผมก็หวังว่า ต้นไม้ต้นนี้จะเติบโตแข็งแกร่งแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อเป็นร่มเงาและที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิตน้อยใหญ่ และมีประโยชน์ตามอย่างที่ควรจะเป็น

และวันนี้ผมได้มาถึง จุดวัดใจ ในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมจะต้องเลือกวิถีทางไหน ระหว่างทางโลกที่ผมถือว่าผมได้ประสบความสำเร็จมาแล้ว กับทางธรรมที่ผมรู้สึกว่าผมเพิ่งจะหัดเดิน และมิรู้ว่าจะต้องเผชิญหรือเจออะไรในหนทางข้างหน้า ที่จะพาผมดิ่งลึกเข้าสู่ภายในจิตใจเพื่อตามหา ดวงใจที่ใสกระจ่าง

❤️ผลึกหิน❤️

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่