นิมิตยังสุขสัมผัสให้เกิดขึ้นแก่ใครๆ
ย่อมปรากฏ ดุจปุยนุ่น ปุยป้ายและสายลม.
อาจารย์บางพวกกล่าวไว้ดังนี้.
ส่วนในอรรถกถาทั้งหลายมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ นิมิตนี้มีรูปคล้ายดาวปรากฏแก่ใครๆ
ดุจก้อนแก้วมณี และดุจก้อนแก้วมุกดา
เป็นสัมผัสแข็งปรากฏแก่ใครๆ
ดุจเมล็ดฝ้าย และดุจเสี้ยนไม้แก่น ปรากฏแก่ใครๆ
ดุจสายสังวาลยาว ดุจพวงดอกไม้และดุจเปลวควัน ปรากฏแก่ใครๆ
ดุจใยแมงมุมอันกว้าง ดุจกลุ่มเมฆ ดุจดอกปทุม ดุจล้อรถ
ดุจมณฑลดวงจันทร์และดุจมณฑลดวงอาทิตย์.
ก็แลนิมิตนั้น
เมื่อภิกษุหลายรูปนั่งท่องพระสูตร
เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า พระสูตรนี้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายเช่นไร
ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่าปรากฏแก่ผมดุจแม่น้ำใหญ่ไหลจากภูเขา.
อีกรูปหนึ่งกล่าวว่าปรากฏแก่ผมดุจแนวป่าแห่งหนึ่ง.
รูปอื่นกล่าวว่าปรากฏแก่ผมดุจต้นไม้มีร่มเงาเย็น สมบูรณ์ด้วยกิ่งเต็มด้วยผล.
สูตรเดียวเท่านั้นปรากฏแก่ภิกษุเหล่านั้นโดยความต่างกัน เพราะสัญญาต่างกัน.
กรรมฐานเดียวเท่านั้นย่อมปรากฏโดยความต่างกัน
เพราะสัญญาต่างกันด้วยอาการอย่างนี้
เพราะกรรมฐานนั้นเกิดแต่สัญญามีสัญญาเป็นนิทาน
มีสัญญาเป็นแดนเกิด ฉะนั้นพึงทราบว่า
ย่อมปรากฏโดยความต่างกันเพราะสัญญาต่างกัน.
อนึ่ง เมื่อนิมิตปรากฏ
ภิกษุนั้นพึงไปหาอาจารย์แล้วบอกให้ทราบว่า
ท่านอาจารย์ขอรับ นิมิตปรากฏเห็นปานนี้ ย่อมปรากฏแก่ผม.
ส่วนอาจารย์ควรกล่าวว่า
ดูก่อนอาวุโส นี้เป็นนิมิต ดูก่อนสัตบุรุษ ท่านจงทำกรรมฐานไว้ในใจบ่อยๆ เถิด
แต่นั้นพึงตั้งจิตไว้ในนิมิตเท่านั้น.
จำเดิมแต่นี้ไป ภิกษุนั้นย่อมมีภาวนาด้วยความแนบแน่นด้วยประการฉะนั้น.
สมดังที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า
ผู้มีปัญญายังจิตให้แนบแน่นในนิมิต เจริญอาการต่างๆ
ย่อมผูกจิตของตนในลมอัสสาสะและปัสสาสะ ดังนี้.
จำเดิมแต่ความปรากฏแห่งนิมิตอย่างนี้
เป็นอันภิกษุนั้นข่มนิวรณ์ทั้งหลายได้แล้ว.
กิเลสทั้งหลายสงบ. จิตตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ
ครั้นแล้วภิกษุนั้นไม่ควรใส่ใจถึงนิมิตนั้นโดยความเป็นสี
ไม่ควรพิจารณาโดยความเป็นลักษณะ.
แต่แล้วภิกษุควรเว้นอสัปปายะ ๗ มีอาวาสเป็นต้น
แล้วเสพสัปปายะ ๗ เหล่านั้น
ควรรักษาไว้ให้ดีดุจขัตติยมเหสีรักษาครรภ์ของพระเจ้าจักรพรรดิ
และดุจชาวนารักษาท้องข้าวสาลีและข้าวเหนียวฉะนั้น.
ต่อแต่นั้น พึงรักษานิมิตนั้นไว้อย่างนี้แล้ว
ถึงความเจริญงอกงามด้วยมนสิการบ่อยๆ
ยังความเป็นผู้ฉลาดในอัปปนา ๑๐ อย่างให้ถึงพร้อม
พึงประกอบภาวนาโดยมีความเพียรสม่ำเสมอ
เมื่อภิกษุพยายามอยู่อย่างนี้
จตุกฌานและปัญจกฌานย่อมเกิดในนิมิตนั้น
ตามลำดับดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
การท่องจำพระสูตรเดียวกันแต่ความเห็นต่างกัน เพราะสัญญา
ย่อมปรากฏ ดุจปุยนุ่น ปุยป้ายและสายลม.
อาจารย์บางพวกกล่าวไว้ดังนี้.
ส่วนในอรรถกถาทั้งหลายมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ นิมิตนี้มีรูปคล้ายดาวปรากฏแก่ใครๆ
ดุจก้อนแก้วมณี และดุจก้อนแก้วมุกดา
เป็นสัมผัสแข็งปรากฏแก่ใครๆ
ดุจเมล็ดฝ้าย และดุจเสี้ยนไม้แก่น ปรากฏแก่ใครๆ
ดุจสายสังวาลยาว ดุจพวงดอกไม้และดุจเปลวควัน ปรากฏแก่ใครๆ
ดุจใยแมงมุมอันกว้าง ดุจกลุ่มเมฆ ดุจดอกปทุม ดุจล้อรถ
ดุจมณฑลดวงจันทร์และดุจมณฑลดวงอาทิตย์.
ก็แลนิมิตนั้น
เมื่อภิกษุหลายรูปนั่งท่องพระสูตร
เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า พระสูตรนี้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายเช่นไร
ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่าปรากฏแก่ผมดุจแม่น้ำใหญ่ไหลจากภูเขา.
อีกรูปหนึ่งกล่าวว่าปรากฏแก่ผมดุจแนวป่าแห่งหนึ่ง.
รูปอื่นกล่าวว่าปรากฏแก่ผมดุจต้นไม้มีร่มเงาเย็น สมบูรณ์ด้วยกิ่งเต็มด้วยผล.
สูตรเดียวเท่านั้นปรากฏแก่ภิกษุเหล่านั้นโดยความต่างกัน เพราะสัญญาต่างกัน.
กรรมฐานเดียวเท่านั้นย่อมปรากฏโดยความต่างกัน
เพราะสัญญาต่างกันด้วยอาการอย่างนี้
เพราะกรรมฐานนั้นเกิดแต่สัญญามีสัญญาเป็นนิทาน
มีสัญญาเป็นแดนเกิด ฉะนั้นพึงทราบว่า
ย่อมปรากฏโดยความต่างกันเพราะสัญญาต่างกัน.
อนึ่ง เมื่อนิมิตปรากฏ
ภิกษุนั้นพึงไปหาอาจารย์แล้วบอกให้ทราบว่า
ท่านอาจารย์ขอรับ นิมิตปรากฏเห็นปานนี้ ย่อมปรากฏแก่ผม.
ส่วนอาจารย์ควรกล่าวว่า
ดูก่อนอาวุโส นี้เป็นนิมิต ดูก่อนสัตบุรุษ ท่านจงทำกรรมฐานไว้ในใจบ่อยๆ เถิด
แต่นั้นพึงตั้งจิตไว้ในนิมิตเท่านั้น.
จำเดิมแต่นี้ไป ภิกษุนั้นย่อมมีภาวนาด้วยความแนบแน่นด้วยประการฉะนั้น.
สมดังที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า
ผู้มีปัญญายังจิตให้แนบแน่นในนิมิต เจริญอาการต่างๆ
ย่อมผูกจิตของตนในลมอัสสาสะและปัสสาสะ ดังนี้.
จำเดิมแต่ความปรากฏแห่งนิมิตอย่างนี้
เป็นอันภิกษุนั้นข่มนิวรณ์ทั้งหลายได้แล้ว.
กิเลสทั้งหลายสงบ. จิตตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ
ครั้นแล้วภิกษุนั้นไม่ควรใส่ใจถึงนิมิตนั้นโดยความเป็นสี
ไม่ควรพิจารณาโดยความเป็นลักษณะ.
แต่แล้วภิกษุควรเว้นอสัปปายะ ๗ มีอาวาสเป็นต้น
แล้วเสพสัปปายะ ๗ เหล่านั้น
ควรรักษาไว้ให้ดีดุจขัตติยมเหสีรักษาครรภ์ของพระเจ้าจักรพรรดิ
และดุจชาวนารักษาท้องข้าวสาลีและข้าวเหนียวฉะนั้น.
ต่อแต่นั้น พึงรักษานิมิตนั้นไว้อย่างนี้แล้ว
ถึงความเจริญงอกงามด้วยมนสิการบ่อยๆ
ยังความเป็นผู้ฉลาดในอัปปนา ๑๐ อย่างให้ถึงพร้อม
พึงประกอบภาวนาโดยมีความเพียรสม่ำเสมอ
เมื่อภิกษุพยายามอยู่อย่างนี้
จตุกฌานและปัญจกฌานย่อมเกิดในนิมิตนั้น
ตามลำดับดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.