อัศวินเทเลอร์กับอาณาจักรแอตแลนติส...บทที่ 6 – ความลับของกลอเรีย (Part 3)

กระทู้สนทนา
ร่างกายที่อดหลับอดนอนมาหลายวัน ทำให้การตื่นนอนครั้งนี้สดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ผมชำเลืองมองคนด้านข้างที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงมุมห้องอย่างมีความสุข อย่างน้อย รอยยิ้มที่มุมปากเขาก็แสดงให้เห็นแบบนั้น ในห้องยังคงมืดแม้ว่าตอนนี้จะเป็นตอนเช้าแล้วก็ตามเพราะแสงแดดถูกบดบังด้วยผ้าม่านสีเขียวผืนยักษ์ที่อยู่ปลายเตียง ผมบิดขี้เกียจไปมาสักพัก พยายามทบทวนประสบการณ์ที่ผมได้รับมาเมื่อสองสามวันก่อน หลังจากที่บ้านระเบิด ชีวิตผมก็เปลี่ยน ผมเพิ่งรู้ว่าผมคืออัศวินของอาณาจักรแอตแลนติสที่เมื่ออายุครบอัศวินเพศ จะได้เริ่มสงครามที่ยิ่งใหญ่กับครีโทเนียส ศัตรูที่ร้ายกาจในรอบหลายร้อยปี ความจริงเหล่านี้มันพรากพ่อและแม่ไปจากชีวิตผม คนรอบข้างก็ตกอยู่ที่นั่งอันตรายหรือแม้แต่คนที่ไม่รู้จักอย่าง มิเชล ก็ต้องเป็นเหยื่อกับเหตุการณ์ในครั้งนี้
          “เทย์ นายทำอะไรเนี่ย” แมทบ่นงัวเงียหลังจากที่ผมกระชากผ้าม่านผืนใหญ่เพื่อให้แดดสาดความอบอุ่นสู่ภายในห้อง
          “รีบแต่งตัว วันนี้นายและฉันจะออกเดินสำรวจแถวนี้”
          “สักตอนบ่าย ๆ ได้ไหม” แมทตอบแล้วพลิกตัวหลบแสงสว่างจากภายนอก “นายก็รู้พวกเราเพลียกันมาตั้งหลายวัน ขอพักเอาแรงก่อนนะ”
          ผมกลอกตาไปมาและเปิดหน้าต่างให้กว้างเพื่อให้อากาศเข้ามาให้ห้อง ลมที่โชยเข้ามาปะทะใบหน้าทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาอีก ที่นี่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ว่าแสงแดดที่นี่จะร้อนมากเพียงใด อากาศก็กลับเย็นสบายอย่างไม่น่าเชื่อ
          ผมอาบน้ำแต่งตัวออกไปสำรวจอย่างที่ตั้งใจ ลักษณะของปราสาทที่ผมพักเป็นปราสาทขนาดกลางแบบกอธิค มีด้วยกันสองชั้น ชั้นล่างแบ่งออกเป็นสองฝั่งที่มีพรมสีแดงคั่นเป็นทางเดินเป็นแนวยาวจนสุดบันได แต่ละฝั่งของชั้นหนึ่งแบ่งออกเป็นสามห้องใหญ่ ๆ ห้องแรกของฝั่งซ้ายติดประตูทางเข้า เป็นห้องกว้างที่มีโต๊ะตัวใหญ่อยู่ตรงกลางและมีเก้าอี้หลายสิบตัวรายล้อม ลักษณะเหมือนห้องประชุมขนาดใหญ่ทั่วไป
          ส่วนห้องถัดมา ผมคิดว่าน่าจะใช้เพื่อว่าความ เพราะรูปแบบในห้องเหมือนกับศาลที่ไว้เพื่อว่าคดี แต่มันก็คล้ายคลึงกับห้องร่างกฏหมายที่ในสมัยก่อนใช้ถกเถียงกัน และห้องสุดท้ายของฝั่งซ้ายที่ติดกับบันได เป็นห้องโล่ง ๆ ที่มีทางเดินต่อออกไปด้านหลัง เช่นเดียวกับห้องตรงข้ามทางฝั่งขวามือ ส่วนสองห้องที่เหลือของชั้นล่างนี้ ประตูปิดตลอดเวลา ถึงผมมองไม่เห็นว่าภายในห้องเป็นแบบไหน แต่ก็พอจะเดาออกว่ามันเป็นห้องพยาบาลเพราะมีเครื่องหมายกาชาดสีแดงติดเหนือประตูทางเข้า ผมเลยเข้าใจว่าอารยธรรมบนโลกที่ผมจากมา มันก็ไม่ได้แตกต่างจากอารยธรรมของอาณาจักรแอตแลนติสแม้แต่น้อย
          ส่วนชั้นสองที่ผมยืนอยู่นี้ มีห้องเล็ก ๆ ด้านละหกห้องและห้องใหญ่หนึ่งห้องอยู่ตรงข้ามกับบันไดทางขึ้น ตรงกลางถูกคั่นด้วยระเบียงที่สามารถชะโงกหน้ามองชั้นหนึ่งได้ โคมระย้าที่อยู่บนเพดาน ทำให้วิจิตรไม่เบา
          ห้องเล็ก ๆ ด้านละหกห้องนี้คาดว่าใช้สำหรับต้อนรับอาคันตุกะต่างถิ่นแบบพวกผมแน่นอน เพราะแต่ละห้องมีหนึ่งเตียงที่กันสาดกั้นเป็นแนวยาวเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้พัก ชุดรับแขกหนึ่งชุดและห้องน้ำในตัว ขาดแต่อินเตอร์เนตไร้สาย ความรู้สึกของที่นี่ก็จะเหมือนกับห้องพักสุดหรูของโรงแรมปารีส มาริออต ส่วนห้องใหญ่ ๆ ที่อยู่ตรงข้ามกับบันไดของปราสาท ผมรู้แค่เป็นห้องของเจนีวา หรือท่านหญิงแอตลาส
          หลังจากที่ผมสำรวจห้องต่าง ๆ ของปราสาทนี้แล้ว ผมก็เดินออกมาข้างนอกตามลำพัง เจอทหารสองนายหน้าประตูทางเข้าที่มองผมตั้งแต่ หัวจรดเท้า แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอะไรมากนักหรอกเพราะพวกนี้อาจจะยังไม่รู้ว่า ผมสำคัญมากแค่ไหน
          ผมเดินมาเรื่อย ๆ จนมาถึงลานกว้างหน้าปราสาท มีทางเข้าห้องพยาบาลที่อยู่นอกตัวของปราสาท เลยทำให้คิดว่า ที่ทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้เจนีวาถูกรบกวนจากคนป่วยและญาติ ๆ ที่เข้ามาวุ่นวายตอนรักษามากกว่า และด้วยความที่ปราสาทแห่งนี้มีพื้นที่จำกัด มันจึงจำเป็นต้องรวมห้องพยาบาลเข้าด้วยกันกับตัวปราสาท
          และตามที่ผมสังเกตจะพบว่า บริเวณนี้มีต้นไม้ปกคลุมแออัด ซึ่งดูไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะสร้างปราสาทโดยไม่ได้ตัดต้นไม้ โอเค...ผมกำลังจะบอกว่าไม่เพียงแต่อารยธรรมของแอตแลนติสที่คล้ายกันกับโลก ผมว่าวิถีความต้องการของมนุษย์ก็มีความคล้ายคลึงกันด้วย ถ้าให้นายทุนน้ำมันมาทำธุรกิจที่นี่ น้ำมันบนโลกเราคงถูกลงชั่วพริบตาและป่าไม้ในแอตแลนติสคงหมดลงอย่างรวดเร็ว
          “จะไปไหน” ทหารหน้าประตูรั้วถามอย่างไม่เป็นมิตร
          “ผมจะออกไปข้างนอกครับ”
          “อัศวินเมสันสั่งไว้ว่า ชาวเอเธนส์ไม่สามารถออกจากบริเวณนี้ได้”
          “จริง ๆ แล้ว ผมเป็นคนอเมริกันนะ” ทหารสองคนมองหน้าผมด้วยความแปลกใจ เขาหันไปสบตากันก่อนจะพูดว่า
          “ยังไง เจ้าก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้”
          “นี่ ผมไม่ใช่นักโทษนะ ผมมีสิทธิ์ที่จะออกไป”
          “แต่พวกข้าได้รับคำสั่งจากอัศวินเมสันว่าห้ามคนจากเอเธนส์ออกไปนอกบริเวณของปราสาทนี้” ทหารหน้าประตูยังคงยืนยันคำเดิมพร้อมกำชับอาวุธข้างกายราวกับว่าผมกำลังจะจู่โจมเขาด้วยเวทมนตร์ขั้นสูง
          “ผมไม่รู้ว่าอัศวินเมสันของพวกนายใหญ่แค่ไหน แต่ถ้าถามเจนีวา เธอคงบอกว่าผมมีสิทธิ์ออกไปที่ไหนก็ได้แน่นอน หรือว่าจะให้ผมไปตามเธอมาพูดไหม” ผมขู่ให้ทหารทั้งคู่มองผมอย่างไม่สบายใจ
          “ว่าไง ผมออกไปข้างนอกได้หรือยัง”
          เขาไม่ตอบแต่ประสานสายตาเหมือนกำลังคิดว่าการปล่อยให้ผมออกไปข้างนอกเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ในขณะที่เขากำลังคิด ผมก็กำลังขยับเท้าเดินหน้าเรื่อย ๆ แต่ในท่วงท่านั้น ผมก็ระวังตัวเช่นกัน
          “โอเคแล้วฉันจะรีบกลับมา”
          ผมโบกมือล่ำลาแล้วรีบรุดหน้าบนทางเดินจนลับสายตาของทหารคู่นั้น ตลอดสองฟากที่ผ่านมามีบ้านที่สร้างง่าย ๆ ด้วยอิฐอยู่หลายหลังเป็นระยะ มีเนินเขาอยู่ข้างหน้าห่างจากผมประมาณสามร้อยเมตร พอข้ามเนินเขา ผมก็เจอกับหมู่บ้านขนาดย่อม รูปร่างบ้านก็คล้ายกัน ไม่แตกต่างกันมาก ผู้คนในบ้านจ้องมองผมเป็นตาเดียว ทหารบางคนกระซิบกระซาบกัน แม้ว่าจะรู้สึกอึดอัดใจ แต่การเรียนรู้ภูมิประเทศมันสำคัญมากกว่า ผมเดินต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน ตรงนี้มีทางแยกหลายทาง และผมต้องตัดสินใจเลือกหนึ่งทางแล้วเดินตรงไป

          “เจ้าเป็นใคร” เด็กคนหนึ่งถามผมเมื่อผมทำท่าทางหลงกับเส้นทางที่ผมเดินมา
          “นายหมายถึงฉันหรอ” ผมหันไปคุยกับเด็กที่อายุน่าจะประมาณสิบสอง เขาตัวเล็กกว่าและค่อนข้างผอมกว่าเด็กอายุรุ่มนี้ เขาสวมเสื้อผ้าขาด ๆ เหมือนกับมีคนใจดีบริจาคเสื้อระบายอากาศให้เขา เนื้อตัวมอมแมมเหมือนกับไม่ได้อาบน้ำมาแรมปี  
          “ใช่ เจ้ามาจากแอตแลนติสใช่ไหม”
          “ทำไมนายถึงคิดว่าฉันมาจากแอตแลนติสล่ะ”
          “ก็คนที่นั่นแต่งตัวเหมือนกับเจ้า”
          “เหรอ แต่ฉันมาจากอเมริกา”
          “อะไรคืออเมริกา” เขาถามพร้อมเขย่งเดิน ก้าวยาว ๆ ตามผม
          “อเมริกาก็คือเมืองเล็กที่อยู่ใกล้ ๆ กับเอเธนส์นั่นแหละ” ผมแน่ใจว่าอเมริกาไม่สามารถใหญ่ได้เท่ากับเอเธนส์ในความคิดของคนที่นี่
          “แล้วเจ้าเข้ามาที่นี่ได้ไง” เขาถามผมเสียงกระซิบอย่างตื่นเต้น จึงทำให้ผมหยุดเดิน เขาหันซ้ายหันขวาไปมองรอบตัวเหมือนกับว่าถ้ามีคนเห็นเขาคุยกับผม เขาจะถูกประหารชีวิตยังไงยังงั้น
          “เรื่องมันยาว” ผมมองไปข้างหน้า มีชายคนหนึ่งยืนมองเราสองคนอยู่ตรงปลายตรอกด้วยท่าทางพิรุจ เขาหันไปกระซิบกันก่อนจะตวัดสายตามองผมแล้วเดินจากไป “นายพาฉันออกไปจากที่นี่ได้ไหม...แล้วฉันจะเล่าให้ฟังว่าฉันมาที่นี่ได้ไง”
          เด็กชายตัวน้อยไม่ตอบแต่เขาพยักหน้าให้ผมเดินตามไป เขาพาผมเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เดินผ่านตรอกนั้นที เดินทะลุตรอกนี้ที เหมือนว่าไม่อยากให้ผมจำทางกลับได้ แต่มันก็มาถึงจุดที่ผมคุ้นตา จุดที่ไพน์เสียชีวิต
          “โอเค ขอบใจ” ผมกล่าวคำขอบคุณและรีบเดินออกจากตรอกแคบ ๆ
          “เจ้าจะไม่เล่าให้ข้าฟังเหรอ ว่าเจ้ามาที่นี่ได้ยังไง”
“เล่าสิ” ผมหันหลังกลับมาบอก “แต่มันไม่ใช่ตอนนี้ฉันต้องรีบกลับ แต่ถ้านายอยากรู้นายไปหาฉันที่ปราสาทท้ายเมืองสิ”
          “ข้าเข้าไปที่นั้นไม่ได้หรอก มันเป็นเขตของผู้ปกครองที่นี่”
          “ใครผู้ปกครองที่นี่” ผมขมวดคิ้วด้วยความอยากรู้
          “ท่านหญิงแอตลาส”
          “เจนีวา ปกครองที่นี่เหรอเนี่ย” ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แม้ว่าคำตอบที่เขาจะบอกมันไม่น่าประหลาดใจมากนัก แต่ทำไมเธอปล่อยให้ชาวบ้านแถวนี้อยู่กันในสภาพแบบนี้ เธอเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ อย่างน้อยมันก็ควรดีกว่านี้
          “ทำไมเจ้าเรียกท่านหญิงแอตลาสว่า เจนีวา ล่ะ”
          “ก็ชื่อจริงของท่านหญิงชื่อว่า เจนีวา นี่”
          “ใช่ แต่ไม่มีใครเรียกท่านหญิงแบบนั้นนะ ตั้งแต่...” เด็กชายสะดุ้งพร้อมเอามือปิดปากตัวเองราวกับว่าถ้าพูดอีกคำน้ำจะท่วมโลก
          “ตั้งแต่ อะไร…” ผมหรี่ตา
          “เปล่า ๆ เจ้ากลับเถอะ ข้าไปกับเจ้าไม่ได้หรอก ทหารยามไม่ให้ข้าเข้าไป”
          “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันจะอยู่กับนายที่นี่และจะเล่าทุกอย่างให้นายฟัง เพียงแต่ขอให้นายเก็บเรื่องนี้เป็นความลับแบบสุดยอดได้ไหม” ผมพูดพร้อมยื่นมือออกไปเพื่อจับมือ เขาได้แต่พยักหน้า
          “นายยื่นมาออกมาจับมือฉันสิ”
          “ทำไมล่ะ”
          “มันเป็นวิธีสัญญาของคนในเมืองที่ฉันจากมา”
          “อเมริกาเหรอ” ผมพยักหน้าแทนคำตอบ เขาจึงค่อย ๆ ยื่นมือมาจับมือผม แล้วผมก็เขย่ามือเขาเบาๆ รอยยิ้มของเด็กชายมอมแมมปรากฏบนใบหน้า
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่