ทำไมถึงยังเชื่อกับประโยคที่ว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ ทั้งที่ผมหิวเป็นทุกข์ ไปทำงานหาเงินซื้อข้าวกินอิ่มจึงมีความสุข

นี่ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า เงินซื้อความสุขได้ มีเงิน ซื้อข้าวกินอิ่ม ซื้อบ้าน คอนโด หลบฝนตก แมลง ยุงกัด ไม่ต้องไปนอนใต้สะพาน ซื้อของใช้จำเป็น ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวตปท มีความสุข สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ได้

หรือว่าเพราะเพลง คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ทำให้คนมองว่าคนรวยไม่ดี ไม่ดีตรงไหน ทำงานสุจริตหาเงินขยันขันแข็งพัฒนาตัวเองมีประโยชน์แก่สังคมเขาจึงให้เงินมา ภาษีก็จ่ายแก่รัฐไปพัฒนาประเทศ คนจนผู้ยิ่งใหญ่มีได้ คนรวยผู้ยิ่งใหญ่ก็มีได้เช่นกัน ชีวิตนี้ถ้าต้องเลือกระหว่างคนจนกับคนรวย ผมขอเป็นคนรวยดีกว่า เป็นคนรวยไม่ได้ผิด ไม่ได้ไปทำร้ายใคร ผมขอตะโกนดังๆว่า เงินซื้อความสุขได้เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนคร้าบบบ
แก้ไขข้อความเมื่อ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 59
บางคนบอกเงินซื้อความไม่แก่ไม่ตายไม่ได้ เช่นกันคนที่ไม่มีเงินก็ซื้อความไม่แก่ไม่ตายไม่ได้เหมือนกัน
จะรวย จน ก็ต้องตายเหมือนกัน แต่คุณภาพชีวิตระหว่างตอนที่เป็นอยู่หล่ะ คนมีฐานะ คุณภาพชีวิตย่อมดีกว่า

จะบอกว่าเงินซื้อความแก่ ความตายไม่ได้ จริงๆก็ไม่ถูกทั้งหมด แน่นอนทุกคนย่อมต้องตาย แต่คนมีเงินสามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีกว่า ป่วยฉุกเฉินก็มีเงินไปหาหมอ มีเงินซื้อยา มันทำให้สุขภาพคุณภาพชีวิตดีกว่า ยืดอายุและทำให้มีเวลาอยู่กับลูกหลานนานขึ้น ถ้าไม่มีเงินจะเอาตังที่ไหนไปซื้อยา หาหมอ ไม่ใช่ยาทุกอันจะเบิกได้ จะทำอะไรก็มีรายจ่ายทั้งนั้น

บางคนไปยกตัวอย่างมีเงินแล้วทะเลาะกัน ทำไมไม่ไปยกตัวอย่างไม่มีเงินแล้วถูกทอดทิ้งบ้างหล่ะ มันก็ต้องแยกกันไปหรือเปล่า หลายคนชีวิตดี มีฐานะเค้าก็รักกันดี ทำไมไม่พูดถึงบ้าง


พระพุทธเจ้าสอนว่าหมั่นรักษาทรัพย์ มีฐานะ มีกำลังจะประกอบทำความดีอะไรก็ง่าย มันเป็นเครื่องช่วย มันไม่ใช่สิ่งที่ผิด หลายคนมีเงินก็ช่วยเหลือสังคม ดูอย่างบิลเกต รวยระดับโลกเขาก็แบ่งเงินมหาศาลมาช่วยคนยากจนด้านการศึกษา พยาบาล ทำไมไม่มองว่ามีเงินแล้วจะทำความดีอะไรมันก็ง่ายสะดวก


จะบอกว่าแม้ไม่มีเงินแต่สุขสงบที่ใจมากกว่า ประโยคนี้ก็ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ถ้าดูจากทฤษฎีความต้องการแบบปีรามิดของมาสโลว จะสุขขั้นสูงสุด สุขสงบใจ ทำตามความฝัน เข้าใจตัวเองสังคม มีความสุขระดับจิตวิญญาณตระหนักรู้ มันก็ต้องผ่านขั้นแรก ความปลอดภัย กินอิ่มนอนหลับก่อนสิ ถ้าไม่มีเงินท้องยังหิว จะไปสงบใจได้อย่างไร



มีเงินไม่ผิด การเป็นคนรวยไม่ผิด ไม่ต้องรู้สึกผิดเพราะไปฟังบางคนมาบอก เราตั้งใจทำงาน ขยันทำงานหาเงิน ฝึกฝนทักษะ สร้างฐานะ เก็บเงิน เลี้ยงชีพโดยสุจริต เอาเงินที่หามาเลี้ยงครอบครัว ซื้อความสุข ของจำเป็น ทำตามความฝัน มีความสุข ถูกต้องแล้ว


ลองดูคนทำเพลง คนจนผู้ยิ่งใหญ่สิ ชีวิตเค้าจนไหมตอนนี้ ทำธุรกิจจนมีเงินหลักพันล้านหรือมากกว่า ทำไมเค้าไม่เป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่แบบในเพลงที่เค้าร้องหล่ะ มันย้อนแย้งไหม ลองคิดดู
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ตรงกันข้าม ไม่ใช่เพราะเพลงคนจนผู้ยิ่งใหญ่ แต่คือคนเขียนเพลง คนขัดเกลา สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ล้วนแต่เป็นคนรวย กดหัวคนจนไว้ด้วยคำว่า
ยิ้มพอได้แล้วพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีเถอะ อย่าเลียนแบบฉัน  แล้วแอบยิ้มที่มุมปาก

เหมือนกับคำที่บอกว่าพอเพียงส่วนใหญ่มักรวยอยู่แล้ว อย่างข่าวดารามีไร่ร้อยไร่กับไปใช้ชีวิต อยู่ที่ไร่ ( อย่างพอเพียง ) เหรออ  มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆที่ชอบออกมาสอนล้วนแล้วแต่เป็นคนรวยไม่ใช่คนจน สอนจนคนจนเองต้องเจียมตัวไม่กล้าฝันไกล

จำไว้ใครๆนั้นก็อยากรวยส่วนคนรวยนั้น ไม่อยากให้ใครทัดเทียมเลยสร้างคำมากดเอาไว้ต่างหาก  

รวยกระจุกจนกระจาย เกิดจากระบบอุปถัม ประเทศไทยคนรวยร้อยล้านพันล้านมีแค่ไม่กี่เปอร์เซ็น จุดเริ่มต้นจากระบบอุปถัมเนี่ยแหละมันเกื้อกูล ที่ดิน 60% ของประเทศเป็นของคนไม่กี่ตระกูล

สุดท้ายแล้วมีความพยามดิ้นรนไคว่คว้า ในสิ่งที่คนหยิบมือนึงของประเทศครอบครองไว้เกือบทั้งหมด สิ่งที่เขาตอบกลับมาได้คือ ทำไมไม่รู้จักพออ รู้มั้ยเงินซื้อทุกอย่างไม่ได้

ทั้งๆที่มันเอาไปซื้อความสุขจนมันหน่ำใจแล้ว ใช่บางคนก็คงบอกก็เขาทำงานบลาๆ จริงๆมันคือระบบมากกว่า คนรวยแล้วเขาก็จะรวยต่อไปด้วยเงินทุนที่เขามี  ประเทศเรา  ความเหลื่อมล้ำเรื่องทรัพย์สินที่คนรวยถือครองมีมากกว่าคนทั่วไป 70 เท่า
แต่คนเยอรมัน ต่างกันแค่ 70% ไม่ถึง 1 เท่า

ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วจะมาแย้งเรื่องเขาทำงานอะไรแบบนี้มันก็ไปเริ่มต้นที่ระบบอุปถัมจากนามสกุล อันสูงส่ง ทำให้ประเทศมีความเลื่อมล้ำมากกว่าปกติ

ผมเชื่อว่ามีน้อยประเทศที่จะมีการปลูกฝังอะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีระบบการปกครองภายในคล้ายไทย
ความคิดเห็นที่ 47
ผมชอบคำถามแนวนี้จัง
รู้สึกเหมือนเห็นตัวเองในสมัยก่อน วัยที่ไฟแรง วัยที่บ้างาน วัยที่ไขว่คว้าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของตัวเอง

มันแล้วแต่คนมองแหละครับ ของพวกนี้

ผมคงไม่ได้บอกให้ใครมองโลกแบบผม
แต่ผมเล่าชีวิตผมให้ฟังละกัน
ผมก็เป็นคนธรรมดา ไม่ได้บ้านรวย เป็นมนุษย์เงินเดือนปกติ
วันแรกที่เรียนจบทำงาน บ้างาน ทำงานทุกอย่าง หาความรู้ทุกอย่าง
จนเวลาผ่านไปเงินเดือนขึ้นอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เริ่มซื้อรถได้  ซื้อบ้านได้ ซื้อหลายๆอย่างที่เงินซื้อได้  (แต่ก็ไม่ได้ซื้อBMW ,Benz , คฤหาสน์หรูนะครับ ซื้อธรรมดาแบบเราๆเนี่ยแหละครับ บ้าน1หลัง รถ1คัน)

แต่งงานมีครอบครัว มีลูก ส่งลูกเรียน

จนวันหนึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิตก็มาถึง
ผมได้งานใหม่งานที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นสูงมากเลข6หลักกลางๆเลย ผมลังเลใจอย่างมากในตอนนั้นเพราะเงินมันเยอะจริงๆ เยอะจนแบบ ทำงานนี้แล้วไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรเลย
แต่สุดท้ายผมก็ปฎิเสธงานนี้ไป ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง ทั้งครอบครัว  ลูก ความมั่นคง  สุขภาพต่างๆ คือจริงๆมันก็ทำได้นะไม่ใช่ทำไม่ได้  แต่ผมห่วงอย่างอื่นมากกว่าเงิน

จนถึงวันนี้ผมก็ไม่เคยเสียใจสักครั้ง ผมเอางานนี้ไปให้เพื่อนผมคนหนึ่งที่สนใจ  เพื่อนผมมันบอกขอบคุณมาก แล้วทำไมเมงไม่ไปทำงานนี้วะ?
ผมก็บอกมันไปตรงๆ ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง  
วันนี้ผมก็สบายๆใกล้เกษียณแล้ว ลูกเรียนจบ มีงานดีๆทำ ชีวิตปกติดี เรื่อยๆ ไม่ได้ฟุ่มเฟือย ไม่ได้หรูหรา แต่ก็ไม่ได้ลำบาก

ในทางกลับกัน วันนี้เพื่อนผมคนนั้น ตอนนี้ซวยสุดๆ ตกงาน เพราะเขาจ่ายเงินมาก เขาก็ต้องคาดหวังมาก เมื่อทำให้เขาไม่ได้ สิ่งเดียวก็คือ ออก เขาไม่จ้างคนเงินเดือนเฉียดครึ่งล้านมานั่งเล่นอยู่แล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนผมคือ ตกงาน ลูกก็เกเร เพราะไม่มีเวลาดูแลลูก แฟนครอบครัวก็ห่างเหิน  

ผมเคยถามมันว่ามันโกรธผมหรือเปล่า เพราะผมเป็นคนเอางานนี้ให้มัน
มันก็ตอบผมตรงๆแมนๆว่าไม่โกรธ กุจะโกรธเมงได้ยังไง กุเลือกเอง วันนั้นที่เมงให้กุมา เมงก็ไมได้เอามีดมาจี้คอกุ แถมเมงก็บอกหมดแล้ว ว่าเหตุผลที่เมงปฎิเสธงานนี้คืออะไร แต่กุก็คิดว่ากุไหวเองในวันนั้น
แล้วสรุปคือกุคิดผิด แค่นั้นแหละ


ทุกๆคนมีวันเวลาที่ดี  มีวันเวลาที่แย่ในชีวิตครับ
มีจุดสูงสุดและต่ำสุดในชีวิตเสมอ
ถ้าสงสัยว่าผมไม่ได้รวยล้นฟ้า ไม่ได้มีเงินที่จะซื้อทุกอย่างได้บนโลก  แล้วจุดสูงสุดชีวิตผมคืออะไร   ก็คือวันนี้แหละครับ วันที่ผมเห็นคนในครอบครัว ยิ้มกันอย่างมีความสุข อยู่กันอย่างเข้าใจ เพราะมันยากกว่าจะหล่อหลอม ความรักใคร่ กลมเกลียว เข้าใจกัน


ชีวิตคนเราไม่มีผิดถูกหรอกครับ
มันแล้วแต่มุมมองคน

ที่ท่านอื่นๆแสดงความคิดเห็นมามันก็ไม่ผิดครับ
เพราะถ้ามองในมุมของคนที่มีความทะเยอทะยานสูง  การบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้  มันก็คือคำแก้ตัวของคนแพ้
ถ้ามองในมุมของพระสงฆ์ที่ปฎิบัติธรรมจริงๆ(ไม่นับพวกพระปลอมพระเลวนะ) เงินก็ซื้อความสุขไม่ได้จริงๆ ซื้อความสงบไม่ได้จริงๆ
ถ้ามองในมุมผม ผมก็คงต้องบอกว่ามันซื้อได้แหละความสุข แต่มันต้องมีวันที่พอ ซึ่งคำว่าพอของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน
ถ้ามองในมุมของมหาเศรษฐีที่รวยเป็นพันพันล้าน เขาก็คงมองว่ามันเป็นสิ่งปกติที่เขาทำคือหาเงิน
ถ้ามองในมุมเด็กๆไร้เดียงสา เงินก็คงมีค่าน้อยกว่าความสุขที่ได้ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ

มันไม่มีคนผิดหรอกครับ
ก็แค่อยู่ที่มุมมองและความสุขของคนๆนั้นเท่านั้นเอง


ส่วนจะเป็นคนรวยหรือคนจน มันก็ไม่ผิดหรอกครับ ถ้าคุณไม่ได้ทำร้ายใครทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ
ถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากจน แต่บังเอิญเลือกเกิดไม่ได้ครับ555

ผมเชื่อว่าคนจน ก็มีความทุกข์ของคนจนที่คนรวยไม่เข้าใจ
คนรวยก็มีความทุกข์ของคนรวยที่คนจนไม่เข้าใจ
ความคิดเห็นที่ 6
ควรมองว่ามันคิอประโยคสำหรับเตือนใจคนรวย ไม่ใช่ประโยคปลอบใจคนจนค่ะ

เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ไม่มีเงินนี่ความทุกข์มาแน่นอน
คนรวยไม่ได้มีความสุขทุกคน แต่คนที่ไม่มีเงินเลย(ไม่ใช่ว่าจนเฉยๆนะ)ไม่มีความสุขแน่นอน
ความคิดเห็นที่ 2
เป็นเรื่องหลอกตัวเองของคนบางกลุ่ม จริงๆยังมีอีกหลายอย่าง เช่น :

ดูสิ คนนั้นจบ ป สี่ยังรวยเป็นเจ้าสัวได้เลย, ความรักที่แท้จริง ดูจากภายใน ไม่ใช่หน้าตา รูปร่าง, ความสุขเริ่มที่ใจ ไม่ใช่ที่เงิน ฯลฯ

ที่สุดแล้วก็คือสรรหาคำต่างๆมาปลอบตัวเองนั่นแหละ แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาตัวเองไปสู่จุดที่ดี คนเราชอบหาข้ออ้างปลอบใจตัวเอง เพราะมันทำได้ง่ายกว่า
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  มนุษย์เงินเดือน การเงิน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่