อยากผอม แต่ก็ไม่เคยผอม

กระทู้คำถาม
เราตั้งใจเขียนกระทู้นี้มาเพื่อทบทวน วิธีการลดน้ำหนักของตัวเอง เรามีสาระพัดข้ออ้าง บวกกับเราอยากลดน้ำหนักให้ได้เป็นครั้งสุดท้าย อยากได้คำแนะนำ กำลังใจจากเพื่อนๆ สำหรับเราการลดน้ำหนักมันไม่ง่ายเลยจริงๆ

เราน้ำหนัก 74 สูง 161 อายุ 30
ตั้งแต่เด็กก็ไม่ใช่คนผอมเลย เป็นคนอวบๆ (ทุกคนว่าอย่างนั้น) เพราะเป็นคนมีหน้าอก กะสะโพก ไม่ใช่คนผอมแห้ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนจากคนอวบๆ มาเป็นคนอ้วนอย่างเต็มตัว

         ใครที่อ้วนก็น่าจะพอรู้นะคะว่าสำหรับเราๆแล้ว การลดน้ำหนักมันยาก เราหิว เราอยาก เราไม่อิ่ม เราลองลดน้ำหนักมาหลายวิธีมากๆ แต่ละวิธีก็มีอุปสรรค(ข้ออ้าง) ต่างๆนานา ออกตัวก่อนเลยว่าสิ่งที่จะบอกนี่มันคือข้ออ้าง เหตุผลส่วนตัวและความคิดเราเท่านั้น บางวิธีเราก็ไม่ได้ศึกษาจริงจัง แถมยังทำไม่จริงจังด้วย เรายอมรับเลย แต่มันก็คือเรื่องที่คนอ้วนๆแบบเราทุกคนเป็นและพบเจอ ไม่ใช่เราอ้วนไปวันๆ แต่บางวิธีที่เค้าทำประสบความสำเร็จและแชร์ๆกันมันก็ไม่เหมาะกับเราค่ะ

1. ออกกำลังกาย วิธีที่เป็นมาตรฐานและคนส่วนมากก็ดูแลร่างกาย สุขภาพกันด้วยวิธีนี้

- วิ่ง
       เราเริ่มจากหาเวลา วิ่ง เราเริ่มวิ่งตอนเย็นในหมู่บ้าน ข้อเสียคือ รถ ขับเข้าออก วิ่งไปคอยหลบรถไป เด็กปั่นจักรยาน เด่ววิ่งเด่วหยุดแถมรถจะชน วิ่งซักพักก็เลิก -ฟิตเนส เป็นสถานที่ออกกำลังยอดฮิต เครื่องเล่นมากมาย บางคนก็จ้างเทรนเนอร์มาดูแลส่วนตัว เราสมัครฟิตเนสไป เริ่ม 1 เดือนก่อน  บ้านเราค่อนข้างอยู่นอกเมืองนิดๆ จะไปฟิตเนสทีต้องขับรถเข้าเมือง นี่คือที่ใกล้ที่สุดแล้วนะ แถมคนใช้บริการเยอะมาก บางวันเครื่องนั่นก็เสีย นานกว่าจะซ่อม บางวันอีกเครื่องเสีย คนใช้บริการส่วนใหญ่มี 2 ประเภท คือ 1 หนุ่มๆ เพาะกล้าม 2 คุณป้าๆไฮโซ สาวๆแก่ ที่จ้างเทรนเนอร์หนุ่มมาดูแลพิเศษด้วย ด้วยความที่คนเยอะมากๆ แถมข้ออ้างเราคือ เราไม่ค่อยมีเวลา เราเป็นพนักบริษัท หาเช้า กินค่ำ ที่ทำงานกับบ้านห่างกัน ประมาณ 50-60 กิโลได้ ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกว่าๆ ตื่นตี5อาบน้ำแต่งตัว กินข้าว ออกจากบ้านตั้งแต่ 6โมงครึ่ง ถึงที่ทำงานก็เกือบ 8โมง ตอนเย็นเลิก5โมงก็จริงค่ะ แต่จะให้5โมงเด้งตัวออกจากออฟฟิศก็เป็นที่เพ่งเล็งของหัวหน้า ต้องอ้อยอิ่งซักพัก ก็ถึงบ้านทุ่มนึง 2 ทุ่ม ก็ต้องหาข้าวกิน เหนื่อย จะให้ขับรถไปฟิตเนสต่อก็ไว้ไหว สุดท้ายจบที่ร้านตามสั่งแถวบ้าน แล้วก็เข้าบ้าน อาบน้ำนอน ชีวิตวนไปแบบนี้ เสาร์ อาทิตย์ ก็มีไปเยี่ยมเยียนใช้บริการบ้าง ข้ออ้างคือ ต้องทำงานบ้าน ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ช่วงไหนงานพีคๆก็ต้องเอากลับมาทำงานบ้าน อ่อ เราเรียนภาษาเพิ่มเติมด้วย เพื่อพัฒนาในงาน ฟิตเนสก็เลยจบไป

- ซื้อเครื่องออกกำลังกาย

แน่ะๆ เราว่าใครๆก็ต้องมีไว้ประดับบ้าน มันเป็นเรื่องที่จะมาลบข้ออ้างเราเรื่องไม่มีเวลา ก่อนซื้อคือคิดไว้ว่า เราชอบออกกำลังกาย ชอบวิ่ง แค่เราไม่มีสถานที่ที่เหมาะสมและเวลาเท่านั่นเอง สามีเรายืนยันว่ามันต้องเป็นที่ตากผ้าแน่ๆ เหมือนบ้านอื่นๆทั่วไป เราอ้อนสามีอยู่นาน จนตัดสินใจซื้อ มาประดับบ้าน จนตอนนี้มันก็เป็นราวตากผ้าไปจริงๆ บ้านเราหลังไม่ใหญ่มาก ก็บ้านจัดสรร 2ชั้นทั่วไป เราก็แบ่งโซนให้ตรงนี้เป็นที่ออกกำลังกาย มันก็จะเหงาๆ ฟังเพลงก็ไม่ช่วยอะไร มันเบื่อๆ ครั้นจะเอาไปวางหน้าทีวีออกไปดูทีวีไปก็เกะกะสมาชิกในบ้านมากๆ จะใช้มือถือเปิดไปออกกำลังกายไป จอมันก็เล็กมาก ดูละมึนหัวมาก จะใช้ไอแพดเปิด มันก็ไม่มีที่วางสาระพัดข้ออ้างของเรา นอกจากนั้นเรายังเคย ทำT25 ที่ปวดร้าวไปทั้งตัว ทำไม่จบคอร์สหรอกค่ะ ทำวันนึงเดี้ยงไป3วัน เดินขึ้นลงบรรไดบ้านแทบไม่ไหว จะลุกจะนั่งก็โอดโอย

          หลังจากไม่ประสบความสำเร็จกับการออกกำลังกายอย่างหนัก เราก็หาข้อมูลไปเรื่อยๆ ข้อมูลบอกว่า อาหาร70% ออกกำลังกาย 30% ดังนั้นเราควรมาเน้นที่จำนวนเปอร์เซนต์เยอะๆดีกว่า

2. อาหารเสริม
อยู่มาวันนึงขณะถูๆ ไถๆ เฟชบุคเล่นๆ ก็เจอเพื่อนคนนึงแชร์ว่าลดน้ำหนักได้ถึง10กว่ากิโล เพียงแค่เปลี่ยนการกิน เราไม่รอช้าเลย เข้าไปดูรูปเพื่อน มันผอมลงเยอะมากจริงๆ ตัวดูลีนๆ เรารีบเข้าไปทัก ถามว่าทำยังไง เพื่อนก็ตอบกลับมาว่า แค่ปรับการกิน สนใจเด่วจะให้น้องที่รู้จักแนะนำให้ได้ น้องแนะนำฟรี เพื่อน(ที่ไม่สนิท) ก็ทิ้งข้อความไว้เพียงเท่านี้ ซักพักน้องคนนั้นก็ทักมาจริงๆ น้องถามอะไรนิดหน่อยและขอนัดเจอ เราก็เริ่มสงสัย ถามว่าค่าใช้จ่ายคิดยังไงเหรอ คือสิ่งที่น้องขายคืออะไร แนวคิดหรือผลิตภัณฑ์ น้องก็บอกว่าน้องแนะนำให้ฟรีแต่ ด้วยความฉลาดของเราก็คิดออกว่า "ของฟรี ไม่มีในโลก" แต่ก็อยากลองดู เพราะตอนนั้นคืออ้วนมากแล้วก็เห็นว่าเพื่อนของเรา ลดได้จริงๆ มันก็คุ้ม 2-3วันต่อมาก็นัดเจอน้องเค้า หู้ยยย หุ่นน้องดีมาก ขานิเรียวยาว บุคลิกภาพดีเลยอะ แต่ไม่ใช่คนที่แต่งหน้าอะไร พอมาถึงน้องก็เปิดคอม อธิบายๆๆ ร่ายยาวเป็นชั่วโมง จนเรามารู้ว่ามันคือคอร์สอาหารเสริมยี่ห้อนึง น้องจะปรับการกินให้ ในแต่ละอาทิตย์ ให้กินอาหารเสริม สลับกับอาหารทั่วๆไป กฎคือ ห้ามกิน ของหวาน ของมัน ของทอด ไม่น้ำมัน ไม่กระเทียมเจียว ดื่มน้ำเยอะๆ น้องมีการวัดสัดส่วนเราไว้ ค่าไขมันในช่องท้อง ไขมันร่างกาย แล้วน้องก็สรุป ว่าเราต้องซื้ออะไรบ้างนั่นๆนี่ๆ เดือนนึงตกเกือบ2หมื่น เพราะนอกจากอาหารเสริม เราต้องกินวิตามินนั่นนี่ เพราะปรับสมดุลร่างกาย ให้ได้อาหารหลักครบ5หมู่ ตอนนั้นเหตุการมันค่อนข้างเร็วมาก เราเห็นราคาตกใจนิดนึงแต่ไม่รู้อิท่าไหนตกลงซื้อ!!!  ไม่ได้ซื้อเพียงแค่คอร์สเดือนเดียวด้วย ซื้อไป3เดือน เพราะได้รับส่วนลดมากกว่าแล้วเราก็คิดว่า เวลาลดน้ำหนักมันก็ควรตั้งใจแบบต่อเนื่องด้วย!!!!  จากนั้นมาเราก็เข้าไปอยู่ในกลุ่มที่น้องบอกว่า คนเหล่านี้น้องดูแลอยู่ เราจะแชร์ความรู้กันและให้เรารายงานว่าแต่ละวันกินอะไรไปบ้าง เราก็เริ่มต้นวันรุ่งขึ้น กินอาหารของน้อง ปรากฎว่ามันไม่ค่อยอิ่ม มันเป็นผงๆชงกะน้ำ กินพร้อมวิตามินอีก1กำมือ เรากินตอนเช้า สายๆก็หิว แรกๆก็พยายามดื่มน้ำเยอะๆ หิวก็กินน้ำ เราก็ทำไปเรื่อยๆ ส่วนมากจะหลุด กินนั่นนี่เพิ่มเติมไปให้อิ่ม แต่ก็ไม่ลืมกฎว่าเน้นของมันของทอด พอจบ3เดือน เราลดลงไปประมาณ 5 กิโล กับเงิน5หมื่นบาท เราคิดแล้วว่าค่าใช้จ่ายมันสูงเกินไปเราจึงขอแยกทางกะน้อง


3. นับแคลลอรี่

เราไปอ่านๆ เปิดๆ เจอ การทำให้น้ำหนักลดได้ เราต้องกินให้น้อยว่าระบบเผาผลาญในร่างกาย ความคิดเริ่มเกิดความมุ่งมั่นอีกครั้ง ดาวน์โหลดแอ๊พในมือถือ คอยเช็คว่าจะกินอะไรมันกี่แคล แอ๊พนี้ทำให้เราได้ความรู้หลายๆอย่าง อะไรที่เราเคยคิดว่าไม่อ้วนๆ แคลน้อยๆ นี่ความจริงแคลอรี่สูงมาก อย่างหมูสะเต๊ะ ไม้ติ๊ดเดียว ร้อยกว่าแคล ในขณะที่ข้าวหนึ่งทัพพี กินอิ่มๆนี่ถึงถึงร้อยแคล ทำให้เราเลือกกินได้บ้าง บางครั้งก็ลืมเช็ค อ้าวกินไปละ อ้าววันนี้แคลเกินละทั้งๆที่ยังไม่ได้กินมื้อเย็น จะไม่กินก็ไม่ได้ มันหิว ก็นับๆขาดๆเกินๆแบบนี้ น้ำหนักไม่ขึ้นไม่ลงเลยเบื่อ แล้วการนับแคลนี้ก็ทำให้เรามารู้จักวิธีลดน้ำหนักของดาราคนนึง(ไม่กล้าเอ่ยชื่อ)ที่เค้ากินแค่500แคลต่อวัน ลดได้หลายสิบกิโลใน3เดือน เราไปตามดูคลิปเค้าทุกอัน ดูวิธีการของเค้าก็น่าสนใจดี เราจึงปฏิบัติการ ดาราคนนั้นเค้ากินซุป 2 มื้อ เช้า กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล + ซุป/ต้มจืด 1ถ้วย เที่ยงไม่กิน ระหว่างวันกินไม่เกิน 100 แคล ตอนเย็นกิน ซุป/ต้มจืด +โยเกิร์ต รวมๆแล้วประมาณ 500แคลลอรี่ต่อวัน เราก็คิดและมาปรับใช้ เรากินต้มจืด+กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลตอนเช้า เที่ยง ก็เลือกๆกินอาหารพวกต้มๆ เพราะเราทำงานที่บริษัท มีอาหารให้ทานฟรีแล้วแต่จะจัดมาให้ ก็ไม่ได้เลือกมากนัก ครั้นจะทำอาหารมาทานเอง เวลาก็แสนจะรัดตัว ส่วนตอนเย็นเรากินมะละกอ กินแบบอิ่มเลย คือวิธีของพี่ดาราเค้าค่อนข้างฮาร์ดคอ แต่ถ้าเราทำได้มันก็แค่3เดือนเอง เราคิดแบบนี้ แต่ๆๆๆ เราก็เป็นพนักงานบริษัท ย่อมมีสังคม ไปจะเทศกาลงานนั่นนี่ เลี้ยงรับคนเข้า เลี้ยงส่งคนออก ปาร์ตี้ชาบู หมูกะทะ คือเราก็พยายามปฏิเสธ แต่เราก็ปฏิเสธคนไม่ค่อยเก่ง ขี้เกรงใจ ใครชวนก็ต้องเออออห้อหมกกันไป ครั้นไปถึงกินน้อยๆ เพื่อนก็ถาม เป็นไรทำไมไม่กิน คะยั้นคะยอ หมดกัน แคลที่นับมา สูตรการกินซุปของเรา เป็นอันก็ต้องล้มเลิกการลดน้ำหนักวิธีนี้ไปโดยปริยาย

4. กินคลีน

วิธีนี้ค่อนข้างโด่งดังและเห็นคนประสบความสำเร็จเยอะมาก เราก็ดูๆ อ่านๆ ผ่านๆบ้าง เท่าที่จับใจความได้คือ ปรุงน้อย เน้นของที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยๆ ประมาณนั้น เราก็เป็นคนไม่ทำกับข้าว ไม่มีเวลาบวกกับทำไมเป็น เคยซื้ออาหารสด อกไก่ ผัก ปลา มาแช่ไว้ในตู้เย็น แช่นานไม่ได้เริ่มซักที จนสุดท้ายต้องทิ้ง เพราะคิดเมนูไม่ออกซะที

5. ทำ IF

คือการกินอาหารตามช่วงเวลา แบ่งเวลาหยุดกิน และแบ่งเวลากิน อันนี้ก็เพิ่งไปอ่านเจอไม่นานนี้ มีดาราทำหลายคน บอกว่ามันเวิร์กมาก แถมตอนที่เราฟาสเนี้ย ร่างกายหลั่งสารนั่นนี่ๆมาทำให้สุขภาพเราดีนั่นนี่ เราเริ่มต้นที่ 16/8 กินอาหารตอน 11.00-19.00 ในระหว่างนี้เราจะกินอะไรก็ได้ กินให้ครบมื้อ ไม่ต่ำกว่าค่า bmi ของแต่ละบุคคล หลังจาก 19.01-10.59 ให้หยุดกิน ดื่มได้แค่น้ำเปล่า กาแฟไม่ใส่น้ำตาล เราค่อนข้างชอบวิธีนี้นะ เราไม่หิวมาก เพราะรีบๆนอน ตอนเช้าไปที่ทำงานก็ดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล อดทนอีกนิดเดียวก็เที่ยง กินข้าวกับเพื่อนๆได้ตามสบาย กินพออิ่ม เลือกกินบ้าง มีกินผลไม้ แต่คือไปอ่านเจอว่าวิธีนี้มีผลต่อฮอโมนของผู้หญิง ทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อน มาช้า ไข่ไม่ตกบ้าง ตกช้าบ้าง แล้วเราแพลนจะมีลูก มันจะทำให้เราคำนวนวันตกไข่ยากและคลาดเคลื่อน ด้วยเหตุนี้เราเลยต้องหยุดการทำIF แล้วก็กลับมากินปกติเหมือนเดิม
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่