วันนี้ผมจะมารีวิวเกี่ยวกับการจัดฟันควบคู่กับการผ่าตัดขากรรไกรครับผม
ย้อนความมาก่อนที่จะเริ่มจัดฟัน สาเหตุที่อยากจัดฟันก็เพราะว่า 1.อยากยิ้มสวยแบบคนอื่นเขาบ้าง 2.ฟันกรามสบกันไม่ค่อยลง และรู้สึกว่าคางเราเริ่มเอียงๆไปทางซ้าย
ตอนแรกก็เข้าไปคลินิคแถวบ้านธรรมดาถามเรื่องจัดฟัน แล้วคุณหมอก็ขอดูฟัน สิ่งที่คุณหมอพูดก็คือจัดฟันไม่ได้นะต้องผ่าตัดก่อน เพราะคางเราเบี้ยว (เราก็นึกในใจว่าละ คือผมสงสัยตัวเองอยู่แล้วว่าต้องมีอะไรกับกรามหรือขากรรไกรแน่ๆ) คุณหมอก็เลยบอกว่าลองไปโรงพยาบาลใหญ่ๆปรึกษาอาจารย์หมอดู ก็เลยหารายละเอียดปรึษากับพ่อแม่ โรงพยาบาลไหนที่หมอเก่งๆ เลยมาเจอที่นี่ "โรงพยาบาลทันตกรรม คณะ ทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล" ผมเลยตัดสินใจเลือกที่นี่
เริ่มแรกผมไปหาหมอว่าต้องการจะจัดฟัน คุณหมอก็ดูฟันเหมือนเดิม แล้วก็พูดเหมือนกับที่หมอคลินิคแถวบ้านเป๊ะๆว่า รู้ใช่ไหมว่าต้องควบคู่กับการผ่าตัดด้วย ก็เลยบอกว่าทราบครับ จากนั้นก็ไปหน้าเค้าเตอร์ได้กระดาษมาใบหนึ่ง ซึ่งมีหัวข้อของราคาการจัดฟันแบบต่างๆ แล้วก็มีข้อของผมอยู่ในนั้นคือ การจัดฟันควบคู่กับการผ่าตัดขาไกรกรร พอดูเสร็จเรียบร้อย ถึงขั้นตอนการจองคิวตอนนั้นที่จองผมน่าจะอยู่ ไม่ม.5 ก็ ม.6 ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร แล้วก็ได้จองคิวเป็นที่เรียบร้อย (ผมพอได้รู้มาบ้างว่าการจองคิวที่นี่ใช้เวลานานมากก ซึ่งเป็นคลินิคในเวลา และได้นศ.แพทย์เป็นผู้รักษาให้จนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์) ว๊าปมาจากตอนจองคิวเสร็จ ถึงตอนที่ผมมีงานทำและเรียนมหาวิทยาลัยจบเป็นที่เรียบร้อย ณ.ตอนนี้น่าจะประมาณ 5-6ปี หลังจองคิว ซึ่งผมลืมไปแล้วว่าเคยลงจองไว้ จนมีสายโทรศัพท์เข้าขณะทำงาน เป็นเสียงผู้หญิงโทรมาจากโรงพยาบาลว่า.. คุณ.. ได้ลงทะเบียนจองคิวการจัดฟันควบคู่กับการผ่าตัดขากรรไกรไว้ใช่ไหมคะ เราก็นึกสักพักจำได้เออว่ะ ลงไว้ตอนมัธยมนี่หน่า ก็รู้สึกว่ามันนานไปไหม55 จากนั้นทางโรงพยาบาลได้ทำการนัดวัน เวลา ให้ไปหาคุณหมอ
วันนี้เป็นวันที่จัดฟันครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นแหะ (จะได้เริ่มยิ้มอย่างภาคภูมิใจสักที ซึ่งก่อนจัดฟันบอกเลยยิ้มไม่มั่นใจมากๆ ยกกำลัง100) พอคุณหมอจัดฟันให้เราเสร็จก็พาไป x-ray แบบละเอียดยิ๊บ แล้วก็ได้พบคุณหมออีกคนที่มีประสบการณ์ด้านการผ่าตัดขากรรไกรโดยตรง คุณหมอก็ถามคำถามว่าทำไมถึงอยากมาจัดฟัน เพราะอะไร เราก็บอกตามที่ข้างต้นได้เกริ่นไว้ ว่าเป็นเพราะแบบนี้นะถึงอยากมาทำ พอคุยกันเสร็จปุ๊บก็เหมือนจะดูโครงหน้าเราว่าจะเอาออกเท่าไร ผ่าแล้วจะเป็นแบบนี้นะรับได้ไหม จากนั้นก็ได้ลงทะเบียนการผ่าตัด (จัดฟันวันแรกปวดฟันมากมาย) น่าจะประมาณ 6 เดือนถัดไปถึงคิวผ่าตัด ก็แอบอึ้งนิดหน่อยเมื่อหมอเอาตารางมาให้ดู มีคนต่อคิวเยอะขนาดนี้เลยเหรอ คุณหมอบอกว่า 6 เดือนเร็วสุดแล้ว ก็เลยโอเคตามนั้น จากนั้นมาคุณหมอก็นัดมาดึงฟันเรื่อยๆเดือนละครั้งจนฟันเริ่มสวย และแล้วก็ถึงวันที่ผ่าตัด..
ผมได้คิวมาผ่าตัดที่มหิดลศาลายา 1คืนก่อนผ่าตัดต้องนอนที่โรงพยาบาล ซึ่งคนเฝ้าต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น (แม่ผมเป็นคนอาสามาเฝ้า น่ารักที่สุดเลย) ผมจองห้องแบบ1ห้อง มี2เตียง เป็นคืนที่ตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ พยาบาลเอายานอนหลับมาให้บอกว่าถ้าไม่หลับก็กินไปนะ จะหลับก็ไม่หลับสุดท้ายก็หลับ แหะๆ ซึ่งก่อนเที่ยงคืนต้องอดอาหารถึงพรุ่งนี้ และแล้วก็ถึงเช้าวันใหม่ อาบน้ำ สระผม เสร็จก็มีบุรุษพยาบาลมาเข็นเตียงออกไป จนกระทั่งถึงห้องผ่าตัด ผมนี่อย่างตื่นเต้นทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดไม่เคยผ่าตัดมาก่อน พอเข็นเข้าประตูพยาบาลให้เปลี่ยนเสื้อ กางเกง แล้วก็ให้กินยาก่อนเข้าห้องผ่าตัด จำไม่ได้แล้วว่าเป็นยาอะไร พอกินยาเสร็จ 15 นาทีให้หลัง ก็รู้สึกเริ่มมึนๆ เตียงที่เรานอนก็ถูกเข็นจากใครไม่ทราบ จนลืมตาอีกทีเห็นคนในห้องมากมาย 10กว่าคนได้ ดวงไฟอันใหญ่ๆเหนือหัว คุณหมอก็ถามว่าตื่นเต้นไหม ไม่ต้องกลัวนะ หมอจะพยายามเต็มที่ให้มันดีที่สุด(แต่ตอนนั้นหัวใจมันเต้นตึกๆๆ) ไอเราก็พยักหน้าลูกเดียว คุณหมอก็บอกว่าเดี๋ยวให้ดมยา สูดเข้าไปให้ลึกๆนะ ไหนลองสูดให้หมอดูหน่อย เราก็สูดดแบบลึกมาก ทันใดนั้นก็มีที่ครอบจมูกและปาก ได้ยินเสียงหมอแบบจางๆว่า สูดเข้าไปลึกๆ สูดอีก เท่านั้นแหละ..
ภาพตัด ตื่นมาอีกทีอยู่นอกห้องผ่าตัด มีคุณแม่ผู้น่ารักมาเฝ้าอยู่โซฟาอีกด้านของห้อง เราก็เหมือนจะลุกแต่ลุกไม่ได้ พยาบาลก็เดินมาพร้อมบอกว่า ตื่นแล้วเหรอ แล้วก็ยิ้มๆให้เรา ผมก็พยายามจะพูดแต่มันพูดไม่ได้เหมือนมีบางสิ่งเย็บติดอยู่ภายในปาก จากนั้นก็มีบุรุษพยาบาลเข็นเตียงไปที่ห้องพักพร้อมกับแม่ พอถึงห้องก็เจอพ่อมารอที่ห้องแล้ว แม่กับพ่อก็ถามว่าเจ็บไหม เป็นยังไงบ้าง ไอเราก็ได้แต่ตอบว่า อือๆ พยักหน้า แม่เลยเอากระจกมาให้ดูปรากฎว่า ... ที่พูดไม่ได้มาจากสาเหตุนี้ แผลเต็มริมฝีปากรวมกับขากรรไกรที่โดนตัดออกทำให้ไม่สามารถอ้าปากได้ในตอนนี้ แปรงฟันก็ไม่ได้ ต้องบ้วนน้ำยาทำความสะอาดอย่างเดียว อาหารเหรอไม่ต้องพูดถึง เป็นอาหารเหลวต้องใช้ที่ดูดยาของเด็กมาใส่ไว้ตรงมุมปากแล้วค่อยๆฉีดเข้าไป ตอนนั้น น่าจะนอนโรงพยาบาลได้ 2 คืน แล้วคุณหมอก็ให้กลับบ้านได้ เย้!
กลับมาบ้าน ก็เป็นคุณแม่สุดน่ารักที่เป็นคนหาของกิน ทั้งต้มข้าวต้มให้เหลวเหมือนโจ๊ก และก็พี่สาวที่เป็นคนซื้อน้ำผลไม้มาให้ ปากก็ยังอ้าไม่ได้อยู่ดี ยิ่งพยายามยิ่งรู้สึกปวดขากรรไกรที่ผ่า ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 6 เดือน ต้องกินของเหลวตลอด จากนั้นก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆจนหายสมบูรณ์ หลังจากการผ่าตัดน้ำหนักลดไป 10 กว่าโล หน้าแบบตอบมาก
ต้องขอบคุณ คุณแม่ผู้น่ารัก & พี่สาวผู้แสนดี & คุณหมอที่ผ่าตัดให้ และขาดไม่ได้เลยคือคุณหมอทันตแพทย์หญิงคนเก่งที่ดูแลฟันให้สวยงาม และคอยให้คำปรึกษาหลายๆอย่าง ซึ่งเดือนนี้ก็เป็นเดือนสุดท้ายที่จัดฟันด้วย ยังไงก็ขอบคุณนะครับ
ปล.ใครอยากถามเรื่องอื่นๆเกี่ยวกับการผ่าตัดหลังไมค์มาได้นะครับ ดูรูปอื่นๆเพิ่มได้ใน ig: tae.phanu ครับ
ส่วนรูป before & after ด้านล่างนะครับ
ก่อนผ่าตัด
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หลังผ่าตัด
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
รีวิว "จัดฟัน+ผ่าตัดขากรรไกร"
ย้อนความมาก่อนที่จะเริ่มจัดฟัน สาเหตุที่อยากจัดฟันก็เพราะว่า 1.อยากยิ้มสวยแบบคนอื่นเขาบ้าง 2.ฟันกรามสบกันไม่ค่อยลง และรู้สึกว่าคางเราเริ่มเอียงๆไปทางซ้าย
ตอนแรกก็เข้าไปคลินิคแถวบ้านธรรมดาถามเรื่องจัดฟัน แล้วคุณหมอก็ขอดูฟัน สิ่งที่คุณหมอพูดก็คือจัดฟันไม่ได้นะต้องผ่าตัดก่อน เพราะคางเราเบี้ยว (เราก็นึกในใจว่าละ คือผมสงสัยตัวเองอยู่แล้วว่าต้องมีอะไรกับกรามหรือขากรรไกรแน่ๆ) คุณหมอก็เลยบอกว่าลองไปโรงพยาบาลใหญ่ๆปรึกษาอาจารย์หมอดู ก็เลยหารายละเอียดปรึษากับพ่อแม่ โรงพยาบาลไหนที่หมอเก่งๆ เลยมาเจอที่นี่ "โรงพยาบาลทันตกรรม คณะ ทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล" ผมเลยตัดสินใจเลือกที่นี่
เริ่มแรกผมไปหาหมอว่าต้องการจะจัดฟัน คุณหมอก็ดูฟันเหมือนเดิม แล้วก็พูดเหมือนกับที่หมอคลินิคแถวบ้านเป๊ะๆว่า รู้ใช่ไหมว่าต้องควบคู่กับการผ่าตัดด้วย ก็เลยบอกว่าทราบครับ จากนั้นก็ไปหน้าเค้าเตอร์ได้กระดาษมาใบหนึ่ง ซึ่งมีหัวข้อของราคาการจัดฟันแบบต่างๆ แล้วก็มีข้อของผมอยู่ในนั้นคือ การจัดฟันควบคู่กับการผ่าตัดขาไกรกรร พอดูเสร็จเรียบร้อย ถึงขั้นตอนการจองคิวตอนนั้นที่จองผมน่าจะอยู่ ไม่ม.5 ก็ ม.6 ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร แล้วก็ได้จองคิวเป็นที่เรียบร้อย (ผมพอได้รู้มาบ้างว่าการจองคิวที่นี่ใช้เวลานานมากก ซึ่งเป็นคลินิคในเวลา และได้นศ.แพทย์เป็นผู้รักษาให้จนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์) ว๊าปมาจากตอนจองคิวเสร็จ ถึงตอนที่ผมมีงานทำและเรียนมหาวิทยาลัยจบเป็นที่เรียบร้อย ณ.ตอนนี้น่าจะประมาณ 5-6ปี หลังจองคิว ซึ่งผมลืมไปแล้วว่าเคยลงจองไว้ จนมีสายโทรศัพท์เข้าขณะทำงาน เป็นเสียงผู้หญิงโทรมาจากโรงพยาบาลว่า.. คุณ.. ได้ลงทะเบียนจองคิวการจัดฟันควบคู่กับการผ่าตัดขากรรไกรไว้ใช่ไหมคะ เราก็นึกสักพักจำได้เออว่ะ ลงไว้ตอนมัธยมนี่หน่า ก็รู้สึกว่ามันนานไปไหม55 จากนั้นทางโรงพยาบาลได้ทำการนัดวัน เวลา ให้ไปหาคุณหมอ
วันนี้เป็นวันที่จัดฟันครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นแหะ (จะได้เริ่มยิ้มอย่างภาคภูมิใจสักที ซึ่งก่อนจัดฟันบอกเลยยิ้มไม่มั่นใจมากๆ ยกกำลัง100) พอคุณหมอจัดฟันให้เราเสร็จก็พาไป x-ray แบบละเอียดยิ๊บ แล้วก็ได้พบคุณหมออีกคนที่มีประสบการณ์ด้านการผ่าตัดขากรรไกรโดยตรง คุณหมอก็ถามคำถามว่าทำไมถึงอยากมาจัดฟัน เพราะอะไร เราก็บอกตามที่ข้างต้นได้เกริ่นไว้ ว่าเป็นเพราะแบบนี้นะถึงอยากมาทำ พอคุยกันเสร็จปุ๊บก็เหมือนจะดูโครงหน้าเราว่าจะเอาออกเท่าไร ผ่าแล้วจะเป็นแบบนี้นะรับได้ไหม จากนั้นก็ได้ลงทะเบียนการผ่าตัด (จัดฟันวันแรกปวดฟันมากมาย) น่าจะประมาณ 6 เดือนถัดไปถึงคิวผ่าตัด ก็แอบอึ้งนิดหน่อยเมื่อหมอเอาตารางมาให้ดู มีคนต่อคิวเยอะขนาดนี้เลยเหรอ คุณหมอบอกว่า 6 เดือนเร็วสุดแล้ว ก็เลยโอเคตามนั้น จากนั้นมาคุณหมอก็นัดมาดึงฟันเรื่อยๆเดือนละครั้งจนฟันเริ่มสวย และแล้วก็ถึงวันที่ผ่าตัด..
ผมได้คิวมาผ่าตัดที่มหิดลศาลายา 1คืนก่อนผ่าตัดต้องนอนที่โรงพยาบาล ซึ่งคนเฝ้าต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น (แม่ผมเป็นคนอาสามาเฝ้า น่ารักที่สุดเลย) ผมจองห้องแบบ1ห้อง มี2เตียง เป็นคืนที่ตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ พยาบาลเอายานอนหลับมาให้บอกว่าถ้าไม่หลับก็กินไปนะ จะหลับก็ไม่หลับสุดท้ายก็หลับ แหะๆ ซึ่งก่อนเที่ยงคืนต้องอดอาหารถึงพรุ่งนี้ และแล้วก็ถึงเช้าวันใหม่ อาบน้ำ สระผม เสร็จก็มีบุรุษพยาบาลมาเข็นเตียงออกไป จนกระทั่งถึงห้องผ่าตัด ผมนี่อย่างตื่นเต้นทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดไม่เคยผ่าตัดมาก่อน พอเข็นเข้าประตูพยาบาลให้เปลี่ยนเสื้อ กางเกง แล้วก็ให้กินยาก่อนเข้าห้องผ่าตัด จำไม่ได้แล้วว่าเป็นยาอะไร พอกินยาเสร็จ 15 นาทีให้หลัง ก็รู้สึกเริ่มมึนๆ เตียงที่เรานอนก็ถูกเข็นจากใครไม่ทราบ จนลืมตาอีกทีเห็นคนในห้องมากมาย 10กว่าคนได้ ดวงไฟอันใหญ่ๆเหนือหัว คุณหมอก็ถามว่าตื่นเต้นไหม ไม่ต้องกลัวนะ หมอจะพยายามเต็มที่ให้มันดีที่สุด(แต่ตอนนั้นหัวใจมันเต้นตึกๆๆ) ไอเราก็พยักหน้าลูกเดียว คุณหมอก็บอกว่าเดี๋ยวให้ดมยา สูดเข้าไปให้ลึกๆนะ ไหนลองสูดให้หมอดูหน่อย เราก็สูดดแบบลึกมาก ทันใดนั้นก็มีที่ครอบจมูกและปาก ได้ยินเสียงหมอแบบจางๆว่า สูดเข้าไปลึกๆ สูดอีก เท่านั้นแหละ..
ภาพตัด ตื่นมาอีกทีอยู่นอกห้องผ่าตัด มีคุณแม่ผู้น่ารักมาเฝ้าอยู่โซฟาอีกด้านของห้อง เราก็เหมือนจะลุกแต่ลุกไม่ได้ พยาบาลก็เดินมาพร้อมบอกว่า ตื่นแล้วเหรอ แล้วก็ยิ้มๆให้เรา ผมก็พยายามจะพูดแต่มันพูดไม่ได้เหมือนมีบางสิ่งเย็บติดอยู่ภายในปาก จากนั้นก็มีบุรุษพยาบาลเข็นเตียงไปที่ห้องพักพร้อมกับแม่ พอถึงห้องก็เจอพ่อมารอที่ห้องแล้ว แม่กับพ่อก็ถามว่าเจ็บไหม เป็นยังไงบ้าง ไอเราก็ได้แต่ตอบว่า อือๆ พยักหน้า แม่เลยเอากระจกมาให้ดูปรากฎว่า ... ที่พูดไม่ได้มาจากสาเหตุนี้ แผลเต็มริมฝีปากรวมกับขากรรไกรที่โดนตัดออกทำให้ไม่สามารถอ้าปากได้ในตอนนี้ แปรงฟันก็ไม่ได้ ต้องบ้วนน้ำยาทำความสะอาดอย่างเดียว อาหารเหรอไม่ต้องพูดถึง เป็นอาหารเหลวต้องใช้ที่ดูดยาของเด็กมาใส่ไว้ตรงมุมปากแล้วค่อยๆฉีดเข้าไป ตอนนั้น น่าจะนอนโรงพยาบาลได้ 2 คืน แล้วคุณหมอก็ให้กลับบ้านได้ เย้!
กลับมาบ้าน ก็เป็นคุณแม่สุดน่ารักที่เป็นคนหาของกิน ทั้งต้มข้าวต้มให้เหลวเหมือนโจ๊ก และก็พี่สาวที่เป็นคนซื้อน้ำผลไม้มาให้ ปากก็ยังอ้าไม่ได้อยู่ดี ยิ่งพยายามยิ่งรู้สึกปวดขากรรไกรที่ผ่า ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 6 เดือน ต้องกินของเหลวตลอด จากนั้นก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆจนหายสมบูรณ์ หลังจากการผ่าตัดน้ำหนักลดไป 10 กว่าโล หน้าแบบตอบมาก
ต้องขอบคุณ คุณแม่ผู้น่ารัก & พี่สาวผู้แสนดี & คุณหมอที่ผ่าตัดให้ และขาดไม่ได้เลยคือคุณหมอทันตแพทย์หญิงคนเก่งที่ดูแลฟันให้สวยงาม และคอยให้คำปรึกษาหลายๆอย่าง ซึ่งเดือนนี้ก็เป็นเดือนสุดท้ายที่จัดฟันด้วย ยังไงก็ขอบคุณนะครับ
ปล.ใครอยากถามเรื่องอื่นๆเกี่ยวกับการผ่าตัดหลังไมค์มาได้นะครับ ดูรูปอื่นๆเพิ่มได้ใน ig: tae.phanu ครับ
ส่วนรูป before & after ด้านล่างนะครับ
ก่อนผ่าตัด
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หลังผ่าตัด
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้