กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกครับผม (อยากระบายเรื่องของตัวเอง)
ผมชื่อM เป็นคนธรรมดาคนนึง โตมาในสังคมเหมือนๆคนทั่วๆไป เรียนหนักสือในอำเภอเมืองๆหนึ่ง แล้วได้เข้าศึกษาต่อยังมหาลัยชั้นนำของไทย ในช่วงสมัยเป็นนักศีกษา ก็เรียนไปเล่นไปตามประสาวัยรุ่น ผมเป็นคนเรียนเก่ง มีเพื่อนไม่มากแต่เราสนิทกันมากๆ สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นเรื่องเมื่อเราเรียนในมหาวิทยาลัยก็คือเรื่องความรัก เพื่อนในกลุ่มเริ่มมีแฟนกันไปทีละคน แล้วเขาก็เริ่มแยกตัวออกไป คนแล้วคนเล่าจนเหลือผมคนสุดท้าย แล้วทำไมผมยังไม่มีแฟนหละ? ก็เพราะผมไม่สามารถจะมีความรักเหมือนคนปกติทั่วไปครับ ผมมีคนที่ชอบมากมายแต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกเค้าไป กลัวที่ว่าสังคมจะรับไม่ได้ กลัวเพื่อนในกลุ่มจะเลิกคบ ใช่แล้วครับผมเป็ยเกย์ เแต่ถ้าดูภายนอกคงดูกันไม่ออก ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้ผมอยากจะบอกว่า การที่คนๆนึงเป็นเกย์ มันทำให้เราใช้ชีวิตยากขึ้นมากๆ ทั้งเรื่องสังคน เรื่องครอบครัว หรือแม้กระทั้งแฟน เคยถามตัวเองว่าทำไมเราต้องเกิดมาเป็นเกย์? อยากเกิดมาเป็นผู้ชาย อยากมีชีวิตปกติ แต่งงานแล้วมีครอบครัวเหมือนคนทั่วๆไป พยายามแล้วที่จะไม่เป็น แต่จนแล้วจนรอดก็เหมือนเดิม เคยพยายามคบกับผู้หญิงอยู่แต่เราก็ไปกันไม่รอด สุดท้ายก็จบลงที่เป็นเพื่อนกัน เธอไม่รู้ว่าผมเป็น จริงๆก็อยากคบผู้ชาย แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเปิดเผยตัวเอง จนเมื่อผมเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมก็ไปทำงานต่างจังหวัดตัวคนเดียว อยากจะบอกว่ามันเหงามากๆ เหงาแบบมองไปทางไหนก็เห็นคนเดินจูงมือกันสองคน อยู่กันสองคน ทุกๆวันที่ผมเลิกงานมาต้องอยู่กับตัวเอง บ้านหลังเล็กๆที่เงียบเหงา พอทำงานได้3เดือน รู้สึกไม่อยากทำงานที่กำลังทำอยู่ (ผมเป็นวิศวกรครับ) ก็ได้ลาออกจากงาน
ตอนนี้ออกมาอยู่บ้านทำใจกับชีวิตตัวเอง อยู่กับพ่อ แม่ พี่ น้อง หลาน อยู่บ้านได้2เดือน ระหว่างที่อยู่บ้านก็หางานเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้งาน งานใหม่ได้งานที่ไกลบ้านกว่าเดิม แต่ได้อยู่กับเพื่อนที่เรียนด้วยกันตอนเรียนมหาลัย เพราะเขาเป็นคนหาให้ ผมเริ่มทำงานที่นั่นกับเพื่อนเราเช่าบ้านด้วยกัน ชีวิตที่ว่าเหงาๆก็เริ่มๆหายไป จนวันนึงตอนผมทำงานได้ปีกว่าๆ เพื่อนคนนี้ก็มาสารภาพรักกับผม ตอนแรกผมก็ไม่ได้ชอบเขาเท่าไหร่ แต่ด้วยความเหงา ทำให้ผมตอบตกลง (ตอนเรียนด้วยกัน ผมก็ไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้เป็นเกย์นะครับ) เราเริ่มคบกันทำงานคนละแผนก เราคุยกันระหว่างทำงานกันทุกวัน ปรึกษาเรื่องงานกัน เลิกงานก็ไปจ่ายตลาดซื้อกลับข้าวมาทำกินด้วยกัน วันหยุดช่วงweekendก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน ชีวิตช่วงนั้นคงเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดแล้ว เราคบกันได้2ปี และแล้วจุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้น
ผมคิดว่างานที่เรากำลังทำๆอยู่มันก้าวหน้ายาก ก็เลยอยากจะไปฝึกภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ เราสองคนตกลงกันว่าจะไปเรียนภาษากัน แล้วตกลงกันว่าจะไม่ไปด้วยกันเพราะถ้าเราไปด้วยกันคงพูดภาษาไทยกัน คงไม่ทำให้ภาษาเราพัฒนาขึ้น ผมเลือกไปแคนนาดา แฟนผมเลือกไปอเมริกา เราสองคนเริ่มทำเรื่องวีซ่ากัน จนในที่สุดวีซ่าแฟนผมก็ผ่าน แต่ผมต้องรอนานกวาเพราะใช้เวลานานกว่า แฟนผมลาออกจากงานเพื่อนกลับบ้านไปเตรียมตัว แต่ผมยังลาออกไม่ได้เพราะผมต้องคงสภาพคนทำงานไว้ก่อนเพราะเอกสารขอวีซ่า ผมขับรถไปส่งแฟนที่กทม. ระหว่างทางเราคุยกันสนุกสนาน แต่เมื่อตอนที่ผมต้องขับรถกลับมาคนเดียวทุกอยากเหมือนหยุดไปหมด ผมเริ่มคิดแล้วว่าผมจะอยุ่อย่างไรถ้าไม่มีเขา เราคุยกันตลอดทั้งสัปดาห์นั้น จนแฟนต้องปิดไปอเมริกาแล้วจริงๆ ผมไปส่งแฟนเหมือนเดิม ไปรับแฟนที่กทม. เราไปกินข้าวด้วยกัน ผมกินข้าวไม่ลง น้ำตาเริ่มไหล แต่แฟนคงไม่ได้สังเกตุ ครั้งนั้นแฟนจะจ่ายค่าข้าวให้ผมจำได้ แต่ผมบอกว่าไม่ต้อง เราเริ่มขับรถกันไปที่สุวรรณภูมิ ผมมองแฟนเดินเข้าgateไปจนลับตา ผมหันหลังกลับแล้วขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางก็คิดถึงแฟนตลอด ความเหงาเปล่าเปรี่ยวก็ถาโถมเข้ามาเมื่อมาถึงบ้านที่เคยพักด้วยกัน มองไปยังที่นอนที่เคยนอนด้วยกันตลอด2ปี ครัวที่เราเคยหัวเราะด้วยกัน ทะเราะกัน แล้วก็คืนดีกัน น้ำตาเริ่มไหลเมื่อเดินเข้ามาในบ้าน ความเหงาที่มันกัดกินหัวใจตลอดเวลา ร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงแฟน นั่งทำงานไปร้องไห้ไปก็มีจนเพื่อนร่วมงานถามว่าเป็นอะไร จนในที่สุด ผมก็ได้รับข่าวว่าวีซ่าผมไม่ผ่าน ผมตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วกลับมาอยู่บ้านกับพ่อ แม่(ผมบอกหัวหน้าไปหลายเดือนแล้วว่าผมจะลาออกเมื่อได้ทราบผลวีซ่า) แล้วฉนวนเหตุของความเจ็บปวดของผมก็ได้เริ่มขึ้น
ผมกลับมาอยุ่บ้านสบายใจเพราะมีทั้งพ่อ แม่ พี่ น้องแล้วก็หลานๆ ผมกินอิ่มนอนหลับหายเหงา ผมตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตกับครอบครัวสักระยะเพราะตั้งแต่เรียนมหาลัยจนกระทั่งทำงาน ผมไม่ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวเลย นานสุดก็1week ผมเริ่มทะเราะกับแฟนเพราะเวลาเราต่างกัน เราคุยกันน้องลง ส่วนใหญ่ก็จะทะเราะกันเรื่องคุยกัน เค้าถามผมว่าทำไม ผมไม่ค่อยโทรหาเขา แล้วเขาก็บอกว่าถ้าไม่อยากโทรก็ค่อยโทรมาเและกัน ผมก็โทรบ้างลืมบ้าง ตื่นสายบ้าง ถ้าผมตื่นสายเขาก็หลับไปแล้ว เราใช้ชีวิตแบบนี้มาได้1ปี จนในที่สุดผมขอวีซ่าใหม่เพื่อไปอเมริกาหาแฟน (อีกเหตุผมนึงที่ผมยังไม่ไปทำงานอยุ่บ้าน1ปีเพราะอยากรอแฟนเรียนภาษาจบแล้วค่อยไปสมัครงานด้วยกันใหม่) ผมทำเรื่องขอวีซ่าจนได้วีซ่ามา แล้วบินไปเรียนด้วยกันที่นั่น
แฟนมารับผมที่สนามบิน ผมดีใจมากที่ได้เจอแฟนอีกครั้งในรอบ1ปีกว่า เรานั่งรถออกจากสนามบินด้วยกัน แล้วขับรถต่อกันไปยังห้องพักแฟน เราใช้ชีวิตที่เมกาด้วยกัน อย่างมีความสุข ความหวังลึกๆของผมคือใช้ชีวิคที่เมกากับแฟนอย่างเปิดเผย ไม่ต้องทำอะไรแอบๆซ่อนๆเหมือนที่ไทย ชีวิตที่วาดฝันไว้สวยงามก็ได้เริ่มแตกหักลง เมื่อผมเล่นโทรศํพท์แฟนแล้วเห็นข้อความ คุยกันหวานซึ้ง จีบกันเหมือนเป้นแฟนกัน ผมว่าแฟนว่าคนคนนี้คือใคร แฟนบอกว่าเพื่อนแค่คุยกันเฉยๆ วันนั้นผมร้องไห้ทั้งวัน เสียใจเหมือนใจจะขาด ฟ้าถล่มลงมายังเจ็บน้อยกว่า แฟนมาง้อ มาปลอบ จนยอมเชื่อใจแฟน จริงๆแล้วตัวเองยอมโง่ แต่ไม่อยากเสียแฟนไป นานวันเข้า แฟนเริ่มคุยกับคนในlineมากขึ้น ขอใช้ชือย่อว่าC แฟนกับC คุยกันสนิทกันมากจนเราทะเราะกันบ่อยขึ้น แฟนเริ่มเฉยชากับเรา ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เราทะเราะกันแฟนจะเป็นคนง้อตลอด แต่ตอนนี้เขาไม่ง้อเราแล้ว เขาเลือกที่จะไม่สนใจ แล้วแล้วเขาก็บอกเลิกผม
รักครั้งแรกแตกสลายไม่เป็นชิ้นดี ความหวัง ความฝันที่เคยวาดไว้สวยหรู่ขาดสบั้น หน้าชาตัวชา มือสั่น นอนไม่หลับ ร้องไห้ทุกวัน อยู่อเมริกาตัวคนเดียวไม่มีเพื่อนสนิทื่พอจะคุยด้วยได้ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองดีขึ้น เลิกจากเวลาเรียนก็ ไปออกกำลังกายที่fitnessหนักๆ วิ่งไปร้องไห้ไปจนคนข้างๆมาถามว่าเราOKไหม กลับมาบ้านทุกครั้งเจอแฟน แฟนเฉยชา ยิ่งตอนผมเห็นแฟนคุยกับC ใจผมเหมือนโดนเหยียบย่ำซ้ำๆ จนเหมือนกับคนที่อยากตาย แต่ตายไม่ได้ คอยเจอภาพเดิมๆทุกๆวัน นอนไม่เคยหลับ ถ้าอยากหลับต้องซดbeerเข้าไปหลายๆขวดให้เมา ถึงจะนอนหลับ เป็นแปปนี้มาเป็นอาทิตย์ๆ บ้างครั้งต้องออกมานอนบนโซฟาเพื่อที่จะไม่ต้องได้ยินอะไร จนในที่จุดก็เลือกที่จะเดินออกมาจากบ้านแฟน ไม่อยากทนอยู่กับความเจ็บปวดที่ต้องเห็นแฟนคุยกับC ผมมาเช่าห้องอยู่ตัวคนเดียว ตอนแรกก็กลัวตัวเองจะอยู่ไม่ได้ ช่วงเดือนแรกๆที่อยุ่คนเดียว ก็ร้องไห้ทุกวัน จนเวลาๆค่อยๆผ่านไปก็ทำให้เราดีขึ้นๆ ตามลำดับ แต่เราก็ยังคุยกับแฟนเหมือนเดิม ตัดเขาไม่ขาด เราคุยกันเหมือนยังเป็นแฟนกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือC แต่Cก็ไม่ได้รู้ว่าแฟนมามีแฟนแล้ว
+++++++++++++ขออยุดไว้ตรงนี้ก่อนน่ะครับ ง่วงนอน ตี3.20แล้วตอนนี้ เดี๋ยวจะมาต่อใหม่ครับ+++++++
ความเจ็บปวดที่คุณไม่มีทางเข้าใจ
ผมชื่อM เป็นคนธรรมดาคนนึง โตมาในสังคมเหมือนๆคนทั่วๆไป เรียนหนักสือในอำเภอเมืองๆหนึ่ง แล้วได้เข้าศึกษาต่อยังมหาลัยชั้นนำของไทย ในช่วงสมัยเป็นนักศีกษา ก็เรียนไปเล่นไปตามประสาวัยรุ่น ผมเป็นคนเรียนเก่ง มีเพื่อนไม่มากแต่เราสนิทกันมากๆ สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นเรื่องเมื่อเราเรียนในมหาวิทยาลัยก็คือเรื่องความรัก เพื่อนในกลุ่มเริ่มมีแฟนกันไปทีละคน แล้วเขาก็เริ่มแยกตัวออกไป คนแล้วคนเล่าจนเหลือผมคนสุดท้าย แล้วทำไมผมยังไม่มีแฟนหละ? ก็เพราะผมไม่สามารถจะมีความรักเหมือนคนปกติทั่วไปครับ ผมมีคนที่ชอบมากมายแต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกเค้าไป กลัวที่ว่าสังคมจะรับไม่ได้ กลัวเพื่อนในกลุ่มจะเลิกคบ ใช่แล้วครับผมเป็ยเกย์ เแต่ถ้าดูภายนอกคงดูกันไม่ออก ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้ผมอยากจะบอกว่า การที่คนๆนึงเป็นเกย์ มันทำให้เราใช้ชีวิตยากขึ้นมากๆ ทั้งเรื่องสังคน เรื่องครอบครัว หรือแม้กระทั้งแฟน เคยถามตัวเองว่าทำไมเราต้องเกิดมาเป็นเกย์? อยากเกิดมาเป็นผู้ชาย อยากมีชีวิตปกติ แต่งงานแล้วมีครอบครัวเหมือนคนทั่วๆไป พยายามแล้วที่จะไม่เป็น แต่จนแล้วจนรอดก็เหมือนเดิม เคยพยายามคบกับผู้หญิงอยู่แต่เราก็ไปกันไม่รอด สุดท้ายก็จบลงที่เป็นเพื่อนกัน เธอไม่รู้ว่าผมเป็น จริงๆก็อยากคบผู้ชาย แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเปิดเผยตัวเอง จนเมื่อผมเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมก็ไปทำงานต่างจังหวัดตัวคนเดียว อยากจะบอกว่ามันเหงามากๆ เหงาแบบมองไปทางไหนก็เห็นคนเดินจูงมือกันสองคน อยู่กันสองคน ทุกๆวันที่ผมเลิกงานมาต้องอยู่กับตัวเอง บ้านหลังเล็กๆที่เงียบเหงา พอทำงานได้3เดือน รู้สึกไม่อยากทำงานที่กำลังทำอยู่ (ผมเป็นวิศวกรครับ) ก็ได้ลาออกจากงาน
ตอนนี้ออกมาอยู่บ้านทำใจกับชีวิตตัวเอง อยู่กับพ่อ แม่ พี่ น้อง หลาน อยู่บ้านได้2เดือน ระหว่างที่อยู่บ้านก็หางานเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้งาน งานใหม่ได้งานที่ไกลบ้านกว่าเดิม แต่ได้อยู่กับเพื่อนที่เรียนด้วยกันตอนเรียนมหาลัย เพราะเขาเป็นคนหาให้ ผมเริ่มทำงานที่นั่นกับเพื่อนเราเช่าบ้านด้วยกัน ชีวิตที่ว่าเหงาๆก็เริ่มๆหายไป จนวันนึงตอนผมทำงานได้ปีกว่าๆ เพื่อนคนนี้ก็มาสารภาพรักกับผม ตอนแรกผมก็ไม่ได้ชอบเขาเท่าไหร่ แต่ด้วยความเหงา ทำให้ผมตอบตกลง (ตอนเรียนด้วยกัน ผมก็ไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้เป็นเกย์นะครับ) เราเริ่มคบกันทำงานคนละแผนก เราคุยกันระหว่างทำงานกันทุกวัน ปรึกษาเรื่องงานกัน เลิกงานก็ไปจ่ายตลาดซื้อกลับข้าวมาทำกินด้วยกัน วันหยุดช่วงweekendก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน ชีวิตช่วงนั้นคงเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดแล้ว เราคบกันได้2ปี และแล้วจุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้น
ผมคิดว่างานที่เรากำลังทำๆอยู่มันก้าวหน้ายาก ก็เลยอยากจะไปฝึกภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ เราสองคนตกลงกันว่าจะไปเรียนภาษากัน แล้วตกลงกันว่าจะไม่ไปด้วยกันเพราะถ้าเราไปด้วยกันคงพูดภาษาไทยกัน คงไม่ทำให้ภาษาเราพัฒนาขึ้น ผมเลือกไปแคนนาดา แฟนผมเลือกไปอเมริกา เราสองคนเริ่มทำเรื่องวีซ่ากัน จนในที่สุดวีซ่าแฟนผมก็ผ่าน แต่ผมต้องรอนานกวาเพราะใช้เวลานานกว่า แฟนผมลาออกจากงานเพื่อนกลับบ้านไปเตรียมตัว แต่ผมยังลาออกไม่ได้เพราะผมต้องคงสภาพคนทำงานไว้ก่อนเพราะเอกสารขอวีซ่า ผมขับรถไปส่งแฟนที่กทม. ระหว่างทางเราคุยกันสนุกสนาน แต่เมื่อตอนที่ผมต้องขับรถกลับมาคนเดียวทุกอยากเหมือนหยุดไปหมด ผมเริ่มคิดแล้วว่าผมจะอยุ่อย่างไรถ้าไม่มีเขา เราคุยกันตลอดทั้งสัปดาห์นั้น จนแฟนต้องปิดไปอเมริกาแล้วจริงๆ ผมไปส่งแฟนเหมือนเดิม ไปรับแฟนที่กทม. เราไปกินข้าวด้วยกัน ผมกินข้าวไม่ลง น้ำตาเริ่มไหล แต่แฟนคงไม่ได้สังเกตุ ครั้งนั้นแฟนจะจ่ายค่าข้าวให้ผมจำได้ แต่ผมบอกว่าไม่ต้อง เราเริ่มขับรถกันไปที่สุวรรณภูมิ ผมมองแฟนเดินเข้าgateไปจนลับตา ผมหันหลังกลับแล้วขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางก็คิดถึงแฟนตลอด ความเหงาเปล่าเปรี่ยวก็ถาโถมเข้ามาเมื่อมาถึงบ้านที่เคยพักด้วยกัน มองไปยังที่นอนที่เคยนอนด้วยกันตลอด2ปี ครัวที่เราเคยหัวเราะด้วยกัน ทะเราะกัน แล้วก็คืนดีกัน น้ำตาเริ่มไหลเมื่อเดินเข้ามาในบ้าน ความเหงาที่มันกัดกินหัวใจตลอดเวลา ร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงแฟน นั่งทำงานไปร้องไห้ไปก็มีจนเพื่อนร่วมงานถามว่าเป็นอะไร จนในที่สุด ผมก็ได้รับข่าวว่าวีซ่าผมไม่ผ่าน ผมตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วกลับมาอยู่บ้านกับพ่อ แม่(ผมบอกหัวหน้าไปหลายเดือนแล้วว่าผมจะลาออกเมื่อได้ทราบผลวีซ่า) แล้วฉนวนเหตุของความเจ็บปวดของผมก็ได้เริ่มขึ้น
ผมกลับมาอยุ่บ้านสบายใจเพราะมีทั้งพ่อ แม่ พี่ น้องแล้วก็หลานๆ ผมกินอิ่มนอนหลับหายเหงา ผมตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตกับครอบครัวสักระยะเพราะตั้งแต่เรียนมหาลัยจนกระทั่งทำงาน ผมไม่ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวเลย นานสุดก็1week ผมเริ่มทะเราะกับแฟนเพราะเวลาเราต่างกัน เราคุยกันน้องลง ส่วนใหญ่ก็จะทะเราะกันเรื่องคุยกัน เค้าถามผมว่าทำไม ผมไม่ค่อยโทรหาเขา แล้วเขาก็บอกว่าถ้าไม่อยากโทรก็ค่อยโทรมาเและกัน ผมก็โทรบ้างลืมบ้าง ตื่นสายบ้าง ถ้าผมตื่นสายเขาก็หลับไปแล้ว เราใช้ชีวิตแบบนี้มาได้1ปี จนในที่สุดผมขอวีซ่าใหม่เพื่อไปอเมริกาหาแฟน (อีกเหตุผมนึงที่ผมยังไม่ไปทำงานอยุ่บ้าน1ปีเพราะอยากรอแฟนเรียนภาษาจบแล้วค่อยไปสมัครงานด้วยกันใหม่) ผมทำเรื่องขอวีซ่าจนได้วีซ่ามา แล้วบินไปเรียนด้วยกันที่นั่น
แฟนมารับผมที่สนามบิน ผมดีใจมากที่ได้เจอแฟนอีกครั้งในรอบ1ปีกว่า เรานั่งรถออกจากสนามบินด้วยกัน แล้วขับรถต่อกันไปยังห้องพักแฟน เราใช้ชีวิตที่เมกาด้วยกัน อย่างมีความสุข ความหวังลึกๆของผมคือใช้ชีวิคที่เมกากับแฟนอย่างเปิดเผย ไม่ต้องทำอะไรแอบๆซ่อนๆเหมือนที่ไทย ชีวิตที่วาดฝันไว้สวยงามก็ได้เริ่มแตกหักลง เมื่อผมเล่นโทรศํพท์แฟนแล้วเห็นข้อความ คุยกันหวานซึ้ง จีบกันเหมือนเป้นแฟนกัน ผมว่าแฟนว่าคนคนนี้คือใคร แฟนบอกว่าเพื่อนแค่คุยกันเฉยๆ วันนั้นผมร้องไห้ทั้งวัน เสียใจเหมือนใจจะขาด ฟ้าถล่มลงมายังเจ็บน้อยกว่า แฟนมาง้อ มาปลอบ จนยอมเชื่อใจแฟน จริงๆแล้วตัวเองยอมโง่ แต่ไม่อยากเสียแฟนไป นานวันเข้า แฟนเริ่มคุยกับคนในlineมากขึ้น ขอใช้ชือย่อว่าC แฟนกับC คุยกันสนิทกันมากจนเราทะเราะกันบ่อยขึ้น แฟนเริ่มเฉยชากับเรา ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เราทะเราะกันแฟนจะเป็นคนง้อตลอด แต่ตอนนี้เขาไม่ง้อเราแล้ว เขาเลือกที่จะไม่สนใจ แล้วแล้วเขาก็บอกเลิกผม
รักครั้งแรกแตกสลายไม่เป็นชิ้นดี ความหวัง ความฝันที่เคยวาดไว้สวยหรู่ขาดสบั้น หน้าชาตัวชา มือสั่น นอนไม่หลับ ร้องไห้ทุกวัน อยู่อเมริกาตัวคนเดียวไม่มีเพื่อนสนิทื่พอจะคุยด้วยได้ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองดีขึ้น เลิกจากเวลาเรียนก็ ไปออกกำลังกายที่fitnessหนักๆ วิ่งไปร้องไห้ไปจนคนข้างๆมาถามว่าเราOKไหม กลับมาบ้านทุกครั้งเจอแฟน แฟนเฉยชา ยิ่งตอนผมเห็นแฟนคุยกับC ใจผมเหมือนโดนเหยียบย่ำซ้ำๆ จนเหมือนกับคนที่อยากตาย แต่ตายไม่ได้ คอยเจอภาพเดิมๆทุกๆวัน นอนไม่เคยหลับ ถ้าอยากหลับต้องซดbeerเข้าไปหลายๆขวดให้เมา ถึงจะนอนหลับ เป็นแปปนี้มาเป็นอาทิตย์ๆ บ้างครั้งต้องออกมานอนบนโซฟาเพื่อที่จะไม่ต้องได้ยินอะไร จนในที่จุดก็เลือกที่จะเดินออกมาจากบ้านแฟน ไม่อยากทนอยู่กับความเจ็บปวดที่ต้องเห็นแฟนคุยกับC ผมมาเช่าห้องอยู่ตัวคนเดียว ตอนแรกก็กลัวตัวเองจะอยู่ไม่ได้ ช่วงเดือนแรกๆที่อยุ่คนเดียว ก็ร้องไห้ทุกวัน จนเวลาๆค่อยๆผ่านไปก็ทำให้เราดีขึ้นๆ ตามลำดับ แต่เราก็ยังคุยกับแฟนเหมือนเดิม ตัดเขาไม่ขาด เราคุยกันเหมือนยังเป็นแฟนกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือC แต่Cก็ไม่ได้รู้ว่าแฟนมามีแฟนแล้ว
+++++++++++++ขออยุดไว้ตรงนี้ก่อนน่ะครับ ง่วงนอน ตี3.20แล้วตอนนี้ เดี๋ยวจะมาต่อใหม่ครับ+++++++