ในถนนรามคำแหง มีรถเมล์มาก จนดูเหมือนว่ารถเมล์คือตัวก่อปัญหารถติด
แต่ถ้าใช้วิธีในวีดีโอ (ปล่อยรถเมล์แบบเรียงหน้ากระดาน) จะสามารถแก้ปัญหาได้ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=al7f0hNMvbU
โดยอาจจะเริ่มใช้วิธีในวีดีโอนี้ ในถนนที่ใหญ่ๆ ยาวๆ ก่อน หรือ
ในถนนที่มีปัญหาจราจรน้อยๆก่อน หรือ ในถนนรามคำแหง ก็ได้
ถ้าได้ผลดีค่อยเพิ่มในถนน ที่มีปัญหามาก
กว่า (ในลำดับต่อๆ ไป)
และเมื่อรถเมล์วิ่งได้เร็วกว่ารถเก๋งมากๆ ก็จะทำให้ผู้ใช้รถเก๋ง (ที่รีบ) เปลี่ยน
มาใช้รถเมล์ มากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาจราจร (รถติด) ก็จะลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน
ในปัจจุบัน (ใน กทม.) มีรถเมล์จำนวนมาก ดังนั้น การจะมีสัญญาณไฟ
สำหรับรถเมล์โดยเฉพาะ จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อให้สิทธิ
ปล่อย (ไฟเขียว) รถเมล์ มาก (นาน) กว่าสัญญาณไฟจราจร แบบที่ใช้ในปัจจุบัน
และ วิธีในวีดีโอนี้ ยังทำให้สามารถปล่อยรถเมล์แบบเรียงหน้ากระดานได้
รายละเอียดเรื่องนี้ ผมเขียนในพันทิพ หลายกระทู้ เช่น "รสัญญาณไฟจราจร
(แดง เหลือง เขียว) คิดกันชาตินี้ จะใช้กันถึงชาติหน้าเลยหรือ ??" เป็นต้น
สนใจดูย้อนหลังได้ หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกเว็บ a3n3t3.ran4u.com
จบ
ต่อไปนี้เป็นท่านว่า และผมว่า (ตอบ) ในครั้งที่แล้ว จะอ่านหรือไม่ก็ได้ครับ !!!!
ความคิดเห็นที่ 1
มันก็แนวคิดเดียวกับ BRT ละครับ แต่เอาแค่ BRT นี่ยังโดนคนใช้รถที่เห็นแก่ตัวด่ากันอยู่ไม่เลิกเลย
ตอบกลับ
มันต่างกับ BRT มากๆครับ
1. BRT คือการใช้เลนซ้ายเป็นช่อง BRT ห้ามรถอื่นๆ เข้ามาวิ่ง BRT วิ่งได้อย่างเดียว มันโหลงเหลง ใช้ถนนไม่คุ้มค่า
2. BRT ระยะทางรวม 15.9 กิโลเมตร มีจุดจอดรับส่งผู้โดยสาร 12 สถานี.... อ่านต่อได้ที่ :
https://www.posttoday.com/politic/report/437907 ต้องลงทุน 2000 ล้านบาท ขาดทุนอีก 1000 ล้าน ใน 6 ปี
วิธีปล่อยรถเมล์แบบเรียงหน้ากระดาน
1. ใช้เลนซ้ายสุดเป็นช่องบัสเลน แต่ให้รถเมล์ (ทุกสาย) และรถตู้ (แบบสาธารณะ) ทุกคันเข้ามาวิ่งในเลนนี้ได้
จึงเป็นการใช้ถนน (ช่องบัสเลน) อย่างคุ้มค่ามากๆ และช่องนี้ยังใช้เป็นช่องฉุกเฉินต่างๆได้ด้วย
2. วิธีนี้ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก (ขีดสี ตีเส้น) และเพิ่มสัญญาณไฟจราจร อีก 2 จุด / 1 แยก (8 จุด / 1 สี่แยก)
เพื่อใช้ห้ามรถเมล์ และ รถเก๋ง ถ้าคิดระยะทางรวม 15.9 กิโลเมตร เท่า BRT คงลงทุนไม่ถึง 20 ล้านครับ ส่วน
เรื่องขาดทุน คงไม่มี เพราะมันวิ่งได้เร็วกว่ารถเมล์ปรกติ 2 - 3 เท่า (ในเวลาเร่งด่วน) จึงน่าจะมีคนใช้มากขึ้น
และ เมื่อมันวิ่งเร็วขึ้น 2 - 3 เท่า (ในเวลาเร่งด่วน) ย่อมวิ่งรอบได้มากกว่า 2 - 3 เท่า (ในเวลาเร่งด่วน) เช่นกัน
(กำไรเห็นๆ ครับ)
แต่สามารถขนคนมากกว่า BRT หลายเท่า เพราะรถเมล์ และรถตู้มีมากกว่ารถ BRT หลายเท่าครับ
แต่ความเร็วก็จะด้อยกว่า BRT เล็กน้อย
รู้ไว้ใช่ว่า
ความคิดเห็นที่ 1-2
เรียงหน้ากระดานรึเรียงแถวตอนเอาให้แน่ก่อนครับ เรียงหน้ากระดานนี่คือเรียงกันไปจากซ้ายไปขวานะ
ส่วนบัสเลนกรุงเทพเคยทำมาแล้ว ผลปรากฎว่ารถติดวายป่วงเลยครับสุดท้ายต้องเลิก ผมเคยเจอรถเมล์รถตู้ทุกคันที่มีมาต่อช่องบัสเลนนี่ยาวเป็นกิโล ในขณะที่เลนอื่นว่างเชียวแต่ก็ออกไปไม่ได้กลายเป็นว่าบัสเลนติดแหง็กอยู่เลนเดียว
ตอบความเห็น 1 - 2
เรียงหน้ากระดาน คือ ถ้าเป็นทหาร จะเอาศอกชนศอก (ประมาณนั้น)
ส่วนแถวตอน คือ ถ้าเป็นทหาร จะยืนต่อท้ายคนหน้า
ถ้าเป็นรถยนต์ จอดแบบเรียงหน้ากระดาน คือ จอดชิดเส้นขาว (เส้นรอไฟแดง) ทั้ง 3 คัน
ถ้าเป็นรถยนต์ จอดแบบเรียงแถวตอน คือ จอดชิดเส้นรอไฟแดง 1 คัน ส่วนอีกสองคันจอดต่อท้าย (ในเลนเดียวกัน)
การที่รถเมล์ และ รถตู้ จอดติดอยู่ในช่องบัสเลนยาวเป็นกิโล เพราะปล่อยออกสี่แยกแบบแถวตอน จึงติดเป็นกิโล
แต่ถ้าปล่อยแบบเรียงหน้ากระดาน รถเมล์ 3 คัน จะจอดชิดเส้นขาว (เส้นรอไฟแดง) ทั้ง 3 คัน เมื่อได้ไฟเขียว
รถเมล์ทั้ง 3 คันจะออกตัวพร้อมกัน ทำให้ปล่อยออกจากสี่แยก เร็วกว่าแบบแถวตอน 3 เท่า (ในถนน 3 เลน)
ท่านว่า
ส่วนบัสเลนกรุงเทพเคยทำมาแล้ว ผลปรากฎว่ารถติดวายป่วงเลยครับสุดท้ายต้องเลิก
ผมว่า
ถนนที่มีช่องบัสเลนแล้วติดมาก อาจมาจาก
1. ช่องบัสเลน แบบปัจจุบัน ใช้การระบายรถเมล์แบบแถวตอน จึงระบายออกจากสี่แยกช้า
2. ในถนนนั้น ต้องแบ่งเลน 1 เลน มาทำช่องบัสเลน ย่อมทำให้รถเก๋งมีเลนลดลง 1 เลน
ดังนั้น จึงเหมือนดาบ 2 คม (มีทั้งข้อดีข้อเสีย)
ข้อดี
ผู้ใช้รถเมล์ใช้ผิวจราจรน้อยกว่าผู้ใช้รถเก๋งประมาณ 10 เท่า
รถเมล์ จะระบายคนผ่านสี่แยกเร็วกว่ารถเก๋ง 10 เท่า
ข้อเสีย
ถ้ามีรถเมล์ในช่องบัสเลนน้อย (โหลงเหลง) จะทำให้ช่องบัสเลนนั้นไม่คุ้มค่า (แบบ BRT)
แต่ถ้ามีรถเมล์ในช่องบัสเลนมากเกิน ก็อย่างที่ท่านว่า คือ ติดยาวเป็นกิโล
ดังนั้น จะต้องปล่อยแบบเรียงหน้ากระดาน (ตามวิธีในวีดีโอนี้) จะทำให้แก้ปัญหานี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์
ความคิดเห็นที่ 2
ถามคนขับเร็วยัง เลนขวา เค้าให้สำหรับแซงเท่านั้นนะ จะมาเรียงหน้ากระดานได้ยังไง
ตอบความเห็น 2
การปล่อยรถเมล์แบบเรียงหน้ากระดาน หมายถึง ถ้าเป็นถนน 6 เลน (ไป 3 เลน กลับ 3 เลน)
รถเมล์ก็จะวิ่งมาจอดรอหน้าไฟแดง ทั้ง 3 เลนเลย รถเมล์คันไหนต้องการเลี้ยวขวาให้จอดเลนขวา
เวลาได้ไฟเขียว รถเมล์ก็จะออกพร้อมกันทั้ง 3 เลน แทนการจอดรอไฟแดงแบบแถวตอนเรียงหนึ่ง
(แบบปัจจุบัน)
วิธีในวีดีโอ
จะแบ่งปล่อยรถเมล์ กับรถเก๋ง ออกจากกัน (เด็ดขาด)
ส่วนวิธีและขั้นตอน กล่าวใน ตามที่ความเห็น 1 - 1 และในวีดีโอ (ในกระทู้) ครับ
รู้ไว้ใช่ว่า
ความคิดเห็นที่ 3
ปัญหาหลักมันอยู่ที่วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน หรือเปล่าครับ ...
ตอบความเห็น 3
ผมว่าปัญหา (หลัก) ของจราจรใน กทม. จริงๆ มันไม่ได้อยู่ที่ วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน
เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ปัญหามันคงแก้ได้ไปแล้ว เช่น ลองเอาทหารสักแสนคน มายืนตลอดถนน
เส้นใดเส้นหนึ่งก็ได้ แล้วประกาศว่า ทุกคนในถนนเส้นนั้นจะต้อง มีวินัย และจิตสำนึกบนท้องถนน
ถามว่า รถในถนนเส้นนั้นจะวิ่งได้เร็วขึ้นหรือไม่ ???
ผมว่า รถคงวิ่งได้เท่าเดิม หรือ อาจจะเร็วขึ้นบ้าง แต่ไม่มาก
เพราะ วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน มันไม่ใช่ปัญหาหลัก
ช่วงเปลี่ยนรัฐบาล หรือ ผู้บังคับการจราจร ใหม่ๆ ก็จะมีการประกาศทำนองว่า
จะแก้ วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน นี่หล่ะ แล้วก็ไม่มีใครทำได้ อย่างที่เห็นทุกวันนี้
แต่ปัญหา (หลัก) ของจราจรใน กทม. จริงๆ มันก็คือ ปริมาณรถเก๋งที่มีมากๆๆๆๆ
แล้วมันมาติดที่สี่แยก (คอคอด) เท่านั้นเอง
ทางแก้
ต้องทำให้รถเมล์วิ่งเร็วขึ้น (ตามวิธีใน วีดีโอ) เพื่อให้ผู้ใช้รถเก๋งเปลี่ยนมาใช้รถเมล์มากๆ ครับ
สรุป
วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน ไม่ใช่ปัญหาหลักแน่นอน
รู้ไว้ใช่ว่า
ความคิดเห็นที่ 5
จะใช้บริการขนส่งสาธารณะได้ ต้องมีบริการที่จอดรถส่วนบุคคล ตามสถานีขนส่งหลักบริการด้วย
การออกจากหมู่บ้านชานเมืองออกมาถึงถนนใหญ่ ก็เป็นปัญหาของการเดินทางเหมือนกัน ...
เราจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้ นานาสงสัย
ตอบความคิดเห็นที่ 5
เงินครับ ต้องใช้เงินในการหา หรือสร้าง ที่จอดรถเก๋ง เพื่อเปลี่ยนไปใช้รถสาธารณะต่างๆ
แต่ทั้งหมด ก็จะต้องทำให้รถเมล์วิ่งเร็วกว่าในปัจจุบันก่อน เช่น อาจทำตามวิธีในกระทู้นี้ เป็นต้น
ถ้ารถเมล์วิ่งเร็วขึ้น 2 - 3 เท่า จากที่เคยวิ่งได้ ประมาณ 10 กม. / ชม. (ในเวลาเร่งด่วน)
เป็น 20 - 30 กม. / ชม. (ในเวลาเร่งด่วน) ก็น่าจะเป็นการนับ 1 เพราะน่าจะจูงใจให้ผู้ใช้รถเก๋งที่เร่งรีบ
เปลี่ยนมาใช้รถเมล์ได้บ้าง (ไม่มาก ก็น้อย)
แล้วจึงค่อย (นับสอง) มาดูว่าจะปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติม อะไร (ที่เกี่ยวกับรถเมล์) กันบ้าง ? จะใช้เงินเท่าไหร่ ?
เอาเงินมาจากไหน ?
เพราะถ้ารถเมล์วิ่งได้เหมือนในปัจจุบัน (ช้ากว่ารถเก๋งมากๆ) คงต้องใช้ทหารเอาปืนไปจี้ (บังคับ)
คนใช้รถเก๋ง ถึงจะยอมมาใช้รถเมล์
ถ้านับ 1 ได้ (ดีๆ) โอกาศนับ 2 ก็น่าจะมี (แน่ๆ) ได้ครับ
รู้ไว้ใช่ว่า
ความคิดเห็นที่ 6
ทุกวันนี้รถติดแบบไม่ขยับ ถนนเดี๋ยวแคบเดี๋ยวกว้าง บางเส้นติดรถขึ้นทางด่วน ติดรถเข้าออกซอย ติดทางกลับรถ ติดคอสะพาน ติดวงเวียน ติดถนนชำรุด ติดชุมชน ติดคนข้าม มอเตอร์ไซค์ปาดซ้ายขวา รถเมล์ออกขวาแล้วปาดเข้าซ้ายทันที บางคันวิ่งช้า บางคันวิ่งเร็วแล้วแต่ความถนัด สองแถวแท็กซี่จอดแช่ในจุดคับขัน วันดีคืนดีเฉี่ยวชนกันอีก สภาพแบบนี้จะแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการแค่นี้เหรอครับ เอางบไปทิ้งเปล่า ๆ
ทุกวันนี้แค่มีตำรวจมายืนโบกไม่ให้แย่งกันทำพฤติกรรมเหล่านี้ รถมันก็ไม่ติดแล้ว แต่เพราะตำรวจมายืนโบกไม่ได้ตลอด บางจุดสามารถกั้นทางได้ แต่บางจุดมันก็กั้นไม่ได้ ถ้าใส่ใจจะแก้จริง ๆ ก็เห็นแก้กันได้ อย่างหน้าจตุจักรเคยติดหนักเพราะพฤติกรรมเหล่านี้ ทำรถติดแหง่กทั้ง ๆ ที่ถนนโล่ง เดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้นเยอะ แต่กว่าจะมีใครมาจัดระเบียบก็ต้องช่วยกันแชร์ช่วยกันเชียร์อยู่หลายปี
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิธีการหรอกครับ อยู่ที่คนนี่แหละ ตั้งแต่ผู้ควบคุมกฎไปจนถึงคนใช้ถนน ถ้าควบคุมพฤติกรรมได้มันก็แก้ได้ ส่วนวิธีการที่ไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงมันทำอะไรไม่ได้หรอกครับ ลองทำแค่ช่วงเช้าก็คงต้องพับโครงการกลับไปล่ะ
คนไทยในตอนนี้ตระหนักถึงระเบียบวินัยน้อยมาก และมันมีผลไปเรื่องอื่น ๆ ด้วย เพราะวินัยทำให้คนหมู่มากอยู่กันได้อย่างสงบ บางประเทศเขาไม่ต้องมาคิดเรื่องพวกนี้ให้วุ่นวายเพราะเขาปลูกฝังให้เยาวชนเห็นความสำคัญของการรับผิดชอบต่อสังคมจากใจจริง สะพานลอยก็ไม่ต้องมี เพราะไม่มีรถใครไหนขับโดยไม่ระวังคนข้าม แต่ประเทศเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไหม ลองคิดดูครับ ไม่แก้เรื่องนี้ เรื่องอื่น ๆ ก็แก้ไม่จบครับ แค่พฤติกรรมคนขับรถเมล์ยังคุมไม่ได้เลย
ตอบความคิดเห็นที่ 6
ท่านว่า
ทุกวันนี้รถติดแบบไม่ขยับ ถนนเดี๋ยวแคบเดี๋ยวกว้าง บางเส้นติดรถขึ้นทางด่วน ติดรถเข้าออกซอย ติดทางกลับรถ ติดคอสะพาน ติดวงเวียน ติดถนนชำรุด ติดชุมชน ติดคนข้าม มอเตอร์ไซค์ปาดซ้ายขวา รถเมล์ออกขวาแล้วปาดเข้าซ้ายทันที บางคันวิ่งช้า บางคันวิ่งเร็วแล้วแต่ความถนัด สองแถวแท็กซี่จอดแช่ในจุดคับขัน วันดีคืนดีเฉี่ยวชนกันอีก สภาพแบบนี้จะแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการแค่นี้เหรอครับ เอางบไปทิ้งเปล่า ๆ
ผมว่า
ตามที่ท่านว่า เช่น รถติดถนนแคบ กว้าง ขึ้นทางด่วน เข้าออกซอย ทางกลับรถ คอสะพาน วงเวียน ถนนชำรุด ชุมชน คนข้าม มอเตอร์ไซค์ปาด ....เป็นต้น ตามที่ท่านว่า ผมลองอ่านดูหลายเที่ยว ตามที่ท่านว่า ท่านลองคิดดูดีๆ ถ้าถนนแคบ แต่รถน้อย มันก็ไปได้ ถ้าติดขึ้นทางด่วน แต่รถน้อย มันก็ไปได้ ถ้าติดเข้าออกซอย แต่รถน้อย มันก็ไปได้ ถ้าติดทางกลับรถ หรือ คอสะพาน หรือ วงเวียน หรือ ถนนชำรุด หรือ ชุมชน หรือ คนข้าม หรือ มอเตอร์ไซค์ปาด แต่ถ้ารถน้อย มันก็ไปได้ เช่นกัน
ดังนั้นตามที่ท่านว่ามา มันเป็นการเอาปัญหาตามปรกติในท้องถนนมาบรรยาย แล้วโทษว่ามันเกิดจากสิ่งนั้นๆๆ แต่ในตวามเป็นจริง ถ้ารถน้อย มันก็ไปได้ แต่ที่รถมันติด ไปไม่ได้ เพราะรถมันเยอะมากๆต่างหากที่ทำให้ไปไม่ได้ (จึงติด)
เหมือนคนเป็นเอส ใกล้จะตาย จะมีอาการ เป็นฝื่น อ่อนแรง ปอด ตับ ไต ใส พุง อักเสบ เป็นแผล ทำงานไม่ปรกติไปหมด จนเขาตายไป จะบอกได้ไหมว่า เขาตายเพราะอะไร ????
อาการเป็นฝื่น หรือ อ่อนแรง หรือ ปอด ตับ ไต ใส พุง อักเสบ เป็นแผล ทำงานไม่ปรกติ ไม่ว่าท่านจะตอบว่าตายเพราะอะไร มันก็ไม่ผิดทั้งนั้น แต่ถ้าเขาไม่เป็นเอส อาการเหล่านี้มันก็ไม่ทำให้เขาตาย หรือ อาจจะไม่เกิดอาการเลยก็ได้
ดังนั้น ถ้าจะตอบให้ถูกจริงๆ ต้องตอบว่า ตายเพราะเอส เป็นหลักครับ
ใช้รถเมล์แก้ปัญหารถติดในถนนรามคำแหง
แต่ถ้าใช้วิธีในวีดีโอ (ปล่อยรถเมล์แบบเรียงหน้ากระดาน) จะสามารถแก้ปัญหาได้ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=al7f0hNMvbU
โดยอาจจะเริ่มใช้วิธีในวีดีโอนี้ ในถนนที่ใหญ่ๆ ยาวๆ ก่อน หรือ
ในถนนที่มีปัญหาจราจรน้อยๆก่อน หรือ ในถนนรามคำแหง ก็ได้
ถ้าได้ผลดีค่อยเพิ่มในถนน ที่มีปัญหามาก
กว่า (ในลำดับต่อๆ ไป)
และเมื่อรถเมล์วิ่งได้เร็วกว่ารถเก๋งมากๆ ก็จะทำให้ผู้ใช้รถเก๋ง (ที่รีบ) เปลี่ยน
มาใช้รถเมล์ มากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาจราจร (รถติด) ก็จะลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน
ในปัจจุบัน (ใน กทม.) มีรถเมล์จำนวนมาก ดังนั้น การจะมีสัญญาณไฟ
สำหรับรถเมล์โดยเฉพาะ จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อให้สิทธิ
ปล่อย (ไฟเขียว) รถเมล์ มาก (นาน) กว่าสัญญาณไฟจราจร แบบที่ใช้ในปัจจุบัน
และ วิธีในวีดีโอนี้ ยังทำให้สามารถปล่อยรถเมล์แบบเรียงหน้ากระดานได้
รายละเอียดเรื่องนี้ ผมเขียนในพันทิพ หลายกระทู้ เช่น "รสัญญาณไฟจราจร
(แดง เหลือง เขียว) คิดกันชาตินี้ จะใช้กันถึงชาติหน้าเลยหรือ ??" เป็นต้น
สนใจดูย้อนหลังได้ หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกเว็บ a3n3t3.ran4u.com
จบ
ต่อไปนี้เป็นท่านว่า และผมว่า (ตอบ) ในครั้งที่แล้ว จะอ่านหรือไม่ก็ได้ครับ !!!!
ความคิดเห็นที่ 1
มันก็แนวคิดเดียวกับ BRT ละครับ แต่เอาแค่ BRT นี่ยังโดนคนใช้รถที่เห็นแก่ตัวด่ากันอยู่ไม่เลิกเลย
ตอบกลับ
มันต่างกับ BRT มากๆครับ
1. BRT คือการใช้เลนซ้ายเป็นช่อง BRT ห้ามรถอื่นๆ เข้ามาวิ่ง BRT วิ่งได้อย่างเดียว มันโหลงเหลง ใช้ถนนไม่คุ้มค่า
2. BRT ระยะทางรวม 15.9 กิโลเมตร มีจุดจอดรับส่งผู้โดยสาร 12 สถานี.... อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/report/437907 ต้องลงทุน 2000 ล้านบาท ขาดทุนอีก 1000 ล้าน ใน 6 ปี
วิธีปล่อยรถเมล์แบบเรียงหน้ากระดาน
1. ใช้เลนซ้ายสุดเป็นช่องบัสเลน แต่ให้รถเมล์ (ทุกสาย) และรถตู้ (แบบสาธารณะ) ทุกคันเข้ามาวิ่งในเลนนี้ได้
จึงเป็นการใช้ถนน (ช่องบัสเลน) อย่างคุ้มค่ามากๆ และช่องนี้ยังใช้เป็นช่องฉุกเฉินต่างๆได้ด้วย
2. วิธีนี้ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก (ขีดสี ตีเส้น) และเพิ่มสัญญาณไฟจราจร อีก 2 จุด / 1 แยก (8 จุด / 1 สี่แยก)
เพื่อใช้ห้ามรถเมล์ และ รถเก๋ง ถ้าคิดระยะทางรวม 15.9 กิโลเมตร เท่า BRT คงลงทุนไม่ถึง 20 ล้านครับ ส่วน
เรื่องขาดทุน คงไม่มี เพราะมันวิ่งได้เร็วกว่ารถเมล์ปรกติ 2 - 3 เท่า (ในเวลาเร่งด่วน) จึงน่าจะมีคนใช้มากขึ้น
และ เมื่อมันวิ่งเร็วขึ้น 2 - 3 เท่า (ในเวลาเร่งด่วน) ย่อมวิ่งรอบได้มากกว่า 2 - 3 เท่า (ในเวลาเร่งด่วน) เช่นกัน
(กำไรเห็นๆ ครับ)
แต่สามารถขนคนมากกว่า BRT หลายเท่า เพราะรถเมล์ และรถตู้มีมากกว่ารถ BRT หลายเท่าครับ
แต่ความเร็วก็จะด้อยกว่า BRT เล็กน้อย
รู้ไว้ใช่ว่า
ความคิดเห็นที่ 1-2
เรียงหน้ากระดานรึเรียงแถวตอนเอาให้แน่ก่อนครับ เรียงหน้ากระดานนี่คือเรียงกันไปจากซ้ายไปขวานะ
ส่วนบัสเลนกรุงเทพเคยทำมาแล้ว ผลปรากฎว่ารถติดวายป่วงเลยครับสุดท้ายต้องเลิก ผมเคยเจอรถเมล์รถตู้ทุกคันที่มีมาต่อช่องบัสเลนนี่ยาวเป็นกิโล ในขณะที่เลนอื่นว่างเชียวแต่ก็ออกไปไม่ได้กลายเป็นว่าบัสเลนติดแหง็กอยู่เลนเดียว
ตอบความเห็น 1 - 2
เรียงหน้ากระดาน คือ ถ้าเป็นทหาร จะเอาศอกชนศอก (ประมาณนั้น)
ส่วนแถวตอน คือ ถ้าเป็นทหาร จะยืนต่อท้ายคนหน้า
ถ้าเป็นรถยนต์ จอดแบบเรียงหน้ากระดาน คือ จอดชิดเส้นขาว (เส้นรอไฟแดง) ทั้ง 3 คัน
ถ้าเป็นรถยนต์ จอดแบบเรียงแถวตอน คือ จอดชิดเส้นรอไฟแดง 1 คัน ส่วนอีกสองคันจอดต่อท้าย (ในเลนเดียวกัน)
การที่รถเมล์ และ รถตู้ จอดติดอยู่ในช่องบัสเลนยาวเป็นกิโล เพราะปล่อยออกสี่แยกแบบแถวตอน จึงติดเป็นกิโล
แต่ถ้าปล่อยแบบเรียงหน้ากระดาน รถเมล์ 3 คัน จะจอดชิดเส้นขาว (เส้นรอไฟแดง) ทั้ง 3 คัน เมื่อได้ไฟเขียว
รถเมล์ทั้ง 3 คันจะออกตัวพร้อมกัน ทำให้ปล่อยออกจากสี่แยก เร็วกว่าแบบแถวตอน 3 เท่า (ในถนน 3 เลน)
ท่านว่า
ส่วนบัสเลนกรุงเทพเคยทำมาแล้ว ผลปรากฎว่ารถติดวายป่วงเลยครับสุดท้ายต้องเลิก
ผมว่า
ถนนที่มีช่องบัสเลนแล้วติดมาก อาจมาจาก
1. ช่องบัสเลน แบบปัจจุบัน ใช้การระบายรถเมล์แบบแถวตอน จึงระบายออกจากสี่แยกช้า
2. ในถนนนั้น ต้องแบ่งเลน 1 เลน มาทำช่องบัสเลน ย่อมทำให้รถเก๋งมีเลนลดลง 1 เลน
ดังนั้น จึงเหมือนดาบ 2 คม (มีทั้งข้อดีข้อเสีย)
ข้อดี
ผู้ใช้รถเมล์ใช้ผิวจราจรน้อยกว่าผู้ใช้รถเก๋งประมาณ 10 เท่า
รถเมล์ จะระบายคนผ่านสี่แยกเร็วกว่ารถเก๋ง 10 เท่า
ข้อเสีย
ถ้ามีรถเมล์ในช่องบัสเลนน้อย (โหลงเหลง) จะทำให้ช่องบัสเลนนั้นไม่คุ้มค่า (แบบ BRT)
แต่ถ้ามีรถเมล์ในช่องบัสเลนมากเกิน ก็อย่างที่ท่านว่า คือ ติดยาวเป็นกิโล
ดังนั้น จะต้องปล่อยแบบเรียงหน้ากระดาน (ตามวิธีในวีดีโอนี้) จะทำให้แก้ปัญหานี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์
ความคิดเห็นที่ 2
ถามคนขับเร็วยัง เลนขวา เค้าให้สำหรับแซงเท่านั้นนะ จะมาเรียงหน้ากระดานได้ยังไง
ตอบความเห็น 2
การปล่อยรถเมล์แบบเรียงหน้ากระดาน หมายถึง ถ้าเป็นถนน 6 เลน (ไป 3 เลน กลับ 3 เลน)
รถเมล์ก็จะวิ่งมาจอดรอหน้าไฟแดง ทั้ง 3 เลนเลย รถเมล์คันไหนต้องการเลี้ยวขวาให้จอดเลนขวา
เวลาได้ไฟเขียว รถเมล์ก็จะออกพร้อมกันทั้ง 3 เลน แทนการจอดรอไฟแดงแบบแถวตอนเรียงหนึ่ง
(แบบปัจจุบัน)
วิธีในวีดีโอ
จะแบ่งปล่อยรถเมล์ กับรถเก๋ง ออกจากกัน (เด็ดขาด)
ส่วนวิธีและขั้นตอน กล่าวใน ตามที่ความเห็น 1 - 1 และในวีดีโอ (ในกระทู้) ครับ
รู้ไว้ใช่ว่า
ความคิดเห็นที่ 3
ปัญหาหลักมันอยู่ที่วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน หรือเปล่าครับ ...
ตอบความเห็น 3
ผมว่าปัญหา (หลัก) ของจราจรใน กทม. จริงๆ มันไม่ได้อยู่ที่ วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน
เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ปัญหามันคงแก้ได้ไปแล้ว เช่น ลองเอาทหารสักแสนคน มายืนตลอดถนน
เส้นใดเส้นหนึ่งก็ได้ แล้วประกาศว่า ทุกคนในถนนเส้นนั้นจะต้อง มีวินัย และจิตสำนึกบนท้องถนน
ถามว่า รถในถนนเส้นนั้นจะวิ่งได้เร็วขึ้นหรือไม่ ???
ผมว่า รถคงวิ่งได้เท่าเดิม หรือ อาจจะเร็วขึ้นบ้าง แต่ไม่มาก
เพราะ วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน มันไม่ใช่ปัญหาหลัก
ช่วงเปลี่ยนรัฐบาล หรือ ผู้บังคับการจราจร ใหม่ๆ ก็จะมีการประกาศทำนองว่า
จะแก้ วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน นี่หล่ะ แล้วก็ไม่มีใครทำได้ อย่างที่เห็นทุกวันนี้
แต่ปัญหา (หลัก) ของจราจรใน กทม. จริงๆ มันก็คือ ปริมาณรถเก๋งที่มีมากๆๆๆๆ
แล้วมันมาติดที่สี่แยก (คอคอด) เท่านั้นเอง
ทางแก้
ต้องทำให้รถเมล์วิ่งเร็วขึ้น (ตามวิธีใน วีดีโอ) เพื่อให้ผู้ใช้รถเก๋งเปลี่ยนมาใช้รถเมล์มากๆ ครับ
สรุป
วินัยกับจิตสำนึกบนท้องถนน ไม่ใช่ปัญหาหลักแน่นอน
รู้ไว้ใช่ว่า
ความคิดเห็นที่ 5
จะใช้บริการขนส่งสาธารณะได้ ต้องมีบริการที่จอดรถส่วนบุคคล ตามสถานีขนส่งหลักบริการด้วย
การออกจากหมู่บ้านชานเมืองออกมาถึงถนนใหญ่ ก็เป็นปัญหาของการเดินทางเหมือนกัน ...
เราจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้ นานาสงสัย
ตอบความคิดเห็นที่ 5
เงินครับ ต้องใช้เงินในการหา หรือสร้าง ที่จอดรถเก๋ง เพื่อเปลี่ยนไปใช้รถสาธารณะต่างๆ
แต่ทั้งหมด ก็จะต้องทำให้รถเมล์วิ่งเร็วกว่าในปัจจุบันก่อน เช่น อาจทำตามวิธีในกระทู้นี้ เป็นต้น
ถ้ารถเมล์วิ่งเร็วขึ้น 2 - 3 เท่า จากที่เคยวิ่งได้ ประมาณ 10 กม. / ชม. (ในเวลาเร่งด่วน)
เป็น 20 - 30 กม. / ชม. (ในเวลาเร่งด่วน) ก็น่าจะเป็นการนับ 1 เพราะน่าจะจูงใจให้ผู้ใช้รถเก๋งที่เร่งรีบ
เปลี่ยนมาใช้รถเมล์ได้บ้าง (ไม่มาก ก็น้อย)
แล้วจึงค่อย (นับสอง) มาดูว่าจะปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติม อะไร (ที่เกี่ยวกับรถเมล์) กันบ้าง ? จะใช้เงินเท่าไหร่ ?
เอาเงินมาจากไหน ?
เพราะถ้ารถเมล์วิ่งได้เหมือนในปัจจุบัน (ช้ากว่ารถเก๋งมากๆ) คงต้องใช้ทหารเอาปืนไปจี้ (บังคับ)
คนใช้รถเก๋ง ถึงจะยอมมาใช้รถเมล์
ถ้านับ 1 ได้ (ดีๆ) โอกาศนับ 2 ก็น่าจะมี (แน่ๆ) ได้ครับ
รู้ไว้ใช่ว่า
ความคิดเห็นที่ 6
ทุกวันนี้รถติดแบบไม่ขยับ ถนนเดี๋ยวแคบเดี๋ยวกว้าง บางเส้นติดรถขึ้นทางด่วน ติดรถเข้าออกซอย ติดทางกลับรถ ติดคอสะพาน ติดวงเวียน ติดถนนชำรุด ติดชุมชน ติดคนข้าม มอเตอร์ไซค์ปาดซ้ายขวา รถเมล์ออกขวาแล้วปาดเข้าซ้ายทันที บางคันวิ่งช้า บางคันวิ่งเร็วแล้วแต่ความถนัด สองแถวแท็กซี่จอดแช่ในจุดคับขัน วันดีคืนดีเฉี่ยวชนกันอีก สภาพแบบนี้จะแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการแค่นี้เหรอครับ เอางบไปทิ้งเปล่า ๆ
ทุกวันนี้แค่มีตำรวจมายืนโบกไม่ให้แย่งกันทำพฤติกรรมเหล่านี้ รถมันก็ไม่ติดแล้ว แต่เพราะตำรวจมายืนโบกไม่ได้ตลอด บางจุดสามารถกั้นทางได้ แต่บางจุดมันก็กั้นไม่ได้ ถ้าใส่ใจจะแก้จริง ๆ ก็เห็นแก้กันได้ อย่างหน้าจตุจักรเคยติดหนักเพราะพฤติกรรมเหล่านี้ ทำรถติดแหง่กทั้ง ๆ ที่ถนนโล่ง เดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้นเยอะ แต่กว่าจะมีใครมาจัดระเบียบก็ต้องช่วยกันแชร์ช่วยกันเชียร์อยู่หลายปี
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิธีการหรอกครับ อยู่ที่คนนี่แหละ ตั้งแต่ผู้ควบคุมกฎไปจนถึงคนใช้ถนน ถ้าควบคุมพฤติกรรมได้มันก็แก้ได้ ส่วนวิธีการที่ไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงมันทำอะไรไม่ได้หรอกครับ ลองทำแค่ช่วงเช้าก็คงต้องพับโครงการกลับไปล่ะ
คนไทยในตอนนี้ตระหนักถึงระเบียบวินัยน้อยมาก และมันมีผลไปเรื่องอื่น ๆ ด้วย เพราะวินัยทำให้คนหมู่มากอยู่กันได้อย่างสงบ บางประเทศเขาไม่ต้องมาคิดเรื่องพวกนี้ให้วุ่นวายเพราะเขาปลูกฝังให้เยาวชนเห็นความสำคัญของการรับผิดชอบต่อสังคมจากใจจริง สะพานลอยก็ไม่ต้องมี เพราะไม่มีรถใครไหนขับโดยไม่ระวังคนข้าม แต่ประเทศเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไหม ลองคิดดูครับ ไม่แก้เรื่องนี้ เรื่องอื่น ๆ ก็แก้ไม่จบครับ แค่พฤติกรรมคนขับรถเมล์ยังคุมไม่ได้เลย
ตอบความคิดเห็นที่ 6
ท่านว่า
ทุกวันนี้รถติดแบบไม่ขยับ ถนนเดี๋ยวแคบเดี๋ยวกว้าง บางเส้นติดรถขึ้นทางด่วน ติดรถเข้าออกซอย ติดทางกลับรถ ติดคอสะพาน ติดวงเวียน ติดถนนชำรุด ติดชุมชน ติดคนข้าม มอเตอร์ไซค์ปาดซ้ายขวา รถเมล์ออกขวาแล้วปาดเข้าซ้ายทันที บางคันวิ่งช้า บางคันวิ่งเร็วแล้วแต่ความถนัด สองแถวแท็กซี่จอดแช่ในจุดคับขัน วันดีคืนดีเฉี่ยวชนกันอีก สภาพแบบนี้จะแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการแค่นี้เหรอครับ เอางบไปทิ้งเปล่า ๆ
ผมว่า
ตามที่ท่านว่า เช่น รถติดถนนแคบ กว้าง ขึ้นทางด่วน เข้าออกซอย ทางกลับรถ คอสะพาน วงเวียน ถนนชำรุด ชุมชน คนข้าม มอเตอร์ไซค์ปาด ....เป็นต้น ตามที่ท่านว่า ผมลองอ่านดูหลายเที่ยว ตามที่ท่านว่า ท่านลองคิดดูดีๆ ถ้าถนนแคบ แต่รถน้อย มันก็ไปได้ ถ้าติดขึ้นทางด่วน แต่รถน้อย มันก็ไปได้ ถ้าติดเข้าออกซอย แต่รถน้อย มันก็ไปได้ ถ้าติดทางกลับรถ หรือ คอสะพาน หรือ วงเวียน หรือ ถนนชำรุด หรือ ชุมชน หรือ คนข้าม หรือ มอเตอร์ไซค์ปาด แต่ถ้ารถน้อย มันก็ไปได้ เช่นกัน
ดังนั้นตามที่ท่านว่ามา มันเป็นการเอาปัญหาตามปรกติในท้องถนนมาบรรยาย แล้วโทษว่ามันเกิดจากสิ่งนั้นๆๆ แต่ในตวามเป็นจริง ถ้ารถน้อย มันก็ไปได้ แต่ที่รถมันติด ไปไม่ได้ เพราะรถมันเยอะมากๆต่างหากที่ทำให้ไปไม่ได้ (จึงติด)
เหมือนคนเป็นเอส ใกล้จะตาย จะมีอาการ เป็นฝื่น อ่อนแรง ปอด ตับ ไต ใส พุง อักเสบ เป็นแผล ทำงานไม่ปรกติไปหมด จนเขาตายไป จะบอกได้ไหมว่า เขาตายเพราะอะไร ????
อาการเป็นฝื่น หรือ อ่อนแรง หรือ ปอด ตับ ไต ใส พุง อักเสบ เป็นแผล ทำงานไม่ปรกติ ไม่ว่าท่านจะตอบว่าตายเพราะอะไร มันก็ไม่ผิดทั้งนั้น แต่ถ้าเขาไม่เป็นเอส อาการเหล่านี้มันก็ไม่ทำให้เขาตาย หรือ อาจจะไม่เกิดอาการเลยก็ได้
ดังนั้น ถ้าจะตอบให้ถูกจริงๆ ต้องตอบว่า ตายเพราะเอส เป็นหลักครับ