จิตสำนึกในความลำบาก



     ผมเกิดในครอบครัวที่จนในระดับล่างๆของสังคม  พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ  ผมจำได้ตอนเด็กๆเราจะย้ายที่อยู่กันบ่อยมาก  เพราะพ่อกับแม่ มีอาชีพรับจ้าง
      พ่อต้องเช่าที่วัดทำนาบ้าง เช่าที่แม่ใหญ่บ้าง  ช่วงที่ไม่มีน้ำก็จะทำนาไม่ได้  พ่อก็จะไปเก็บผักหาของป่าที่อุทัย
     มีอยู่ช่วงหนึ่งก่อนเข้ากรุงเทพ  พ่อหอบพาผมไปทำนาที่อุทัยธานี ( เรายังเด็กยังไม่ได้เรียนหนังสือ )  พ่อหอบของใส่รังน้ำปลากล่องกระดาษ พร้อมเสื้อผาหิ้วมือขาวมือนึง  ส่วนมือซ้ายก็อุ้มเราเข้าเอว
    เรายืนรอรถที่ป้ายรถโดยสาร เพื่อรอรถเมล์แดง นครสวรรค์-อุทัยธานี  เมื่อเห็นรถเมล์มาเสียงเด็กรถตะโกนบอกทางมาแต่ไกล  แล้วรถก็จอดตรงหน้าพวกเรา  เด็กรถตะโกนบอกเอาของมานี่เลยลงตรงไหนพี่ เด็กรถถามพ่อเรา แล้วก็จัดเก็บของใต้ท้องรถ เด็กรถก็เดินนำทางขึ้นรถเมล์พร้อมตะโกนขอบอกทาง “อ้าวขยับๆชิดในหน่อยขอทางให้พ่อลูกอ่อนด้วย” ตอนนั้นเราอยู่ในเอวของพ่อ อีกมือนึงพ่อก็ต้องโหนราวรถเมล์ไปด้วย ในวันนั้นคนแน่นรถมาก เราไม่รู้ว่าเค้าไปไหนกันแต่เบียดกันแน่นสุดๆ  รถก็ส่ายโยกตามเส้นทางเป็นปกติ มีคนเอาแขนเอาข้อศอกเอาตัวมาโดนมาเบียดเราหลายครั้งจนมีคนที่นั่งอยู่พูดว่า “เอาเด็กมานั่นนี่มา” แต่เราก็เกาะพ่อแน่นพูดแต่ว่าไม่ไป  ตอนนั้นเราจำหน้าใครไม่ได้เลยรู้แต่ว่ากลัวมาก พ่อเราตอบว่า “ไม่เป็นไรจะถึงแล้ว”   แล้วไม่นานเสียงเด็กรถก็ตะโกนมาจากด้านหน้ารถ  “ อ้าวถึงแล้วหลีกทางให้พ่อลูกอ่อนหน่อย”  เมื่อเสียงเด็กรถเงียบลงรถเมล์ก็เบรคจนตัวผู้โดยสารโยกไปโยกมารวมทั้งพ่อเราด้วย  เมื่อลงจากรถภาพที่เห็นและจะได้คือ ไม่มีป้ายรถเมล์ไม่มีบ้านคนไม่มีอะไรเลย มีแค่หลักกิโลบนถนนสองเลนส์ที่นานๆจะมีรถวิ่งสวนไปมา ข้างทางมีแต่หญ้าสูงๆ พ่อก็อุ่มเราวิ่งข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม พร้อมวางเราลงข้างทางพูดเสียงดังเลยว่า “ยืนนิ่งๆนะห้ามไปไหนพ่อข้ามไปเอาของก่อน” แล้วพ่อก็ข้ามไปเอาของกล่องพร้องเสื้อผ้าข้ามมาจนหมด

ขอมาต่อวันหลังครับ .......
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่