ชั่งน้ำหนักข้างเดียว จะบู้ จะบุ๋น เกมส์หงส์ฉะไก่ บอลทรงไหน ลองเดาดู



      โปรแกรมถัดไปของลิเวอร์พูล หลายคนก็คงรู้กันดีอยู่แล้ว ว่ามีคิวออกไปเยือนสเปอร์ส และต้องบอกก่อนว่าผลงานในปีก่อนในเกมส์พรีเมียร์ทั้ง 2 นัดระหว่างการพบกันของคู่นี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้มีสถานะเหนือกว่าสเปอร์สแต่อย่างใด เมื่อทำได้แค่เสมอในบ้านตัวเอง 2-2 และออกไปแพ้ไก่ หมดรูปด้วยสกอร์ 1-3 และด้วยสถานะที่ยัง”เหมือนเดิม”กับปีก่อน จึงหมายถึงทั้งคู่ยังเป็นทีมที่ต้องแย่งชิงพื้นที่บอลถ้วยยุโรปกันเช่นเดิม และการพบเจอกันเองระหว่างทีมคู่แข่งแย่งพื้นที่ top4 ผลการแข่งขันจากเกมส์แบบนี้จึงมีความหมาย และอาจส่งผลให้ทีมหนึ่งทีมใด อาจทำได้หรือไม่ได้ตามเป้าหมายของทีมพวกเขาเอง เกมส์แบบนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าปกติ

      และว่ากันในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งหงส์ทั้งไก่นั้นก็ยังอยู่บนเส้นทางที่ยังสามารถมองไปได้ไกลกว่าแค่แย่งชิงพื้นที่ top4 แม้ไก่เองเพิ่งจะพลาดท่าผ่ายแพ้ต่อวัตฟอร์ดมาหมาดๆ หงส์เองก็ชนะมาได้แบบ”ทรงไม่สวย” ในนัดล่าสุด แต่ก็คงไม่มีใครกล้าตัดทั้งคู่ออกจากสาระบบ”ตัวเต็งแชมป์” แม้กุนซือของทั้งคู่ อย่าง คล้อปหรือว่าพอสเอง ก็ไม่เคยมีใครออกมาพูดเต็มปากเต็มคำ ว่าตัวเองจะนำทีมเพื่อไปคว้าแชมป์ในปีนี้ แต่ก็รู้กันดี ว่ามันเป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีคทุกคน ที่ไม่ค่อยมีใครออกมาพูดกันอยู่แล้ว จนกว่าจะอยู่ในสถานะและห้วงเวลาที่เหมาะสม

      ดังนั้นชัยชนะในเกมส์นี้ หรือ 3 แต้ม ก็ต้องเป็นที่ต้องการของทั้งคู่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่ทั้งหงส์และไก่ต้องการกว่านั้น มันคือ”โมเมนตั้ม”ที่จะได้จากผลการแข่งขันที่ตนเองคาดหวังจากเกมส์นี้ สเปอร์สต้องการโมเมนตั้มเพื่อเรียกฟอร์มที่ดีที่สุดกลับมาให้ได้หลังจากพลาดท่าไปในสัปดาห์ก่อน ส่วนลิเวอร์พูลก็ต้องการชัยชนะต่อเนื่องเพื่อรักษา โมเมนตั้มที่ทีมอยากเล่นเพื่อประสบความสำเร็จของทีมไว้ แม้ชัยชนะที่ได้จะเป็นชัยชนะที่ไม่สวยงามก็ตามที แต่กับเกมส์นี้ ผมเชื่อว่าฟอร์มการเล่นที่ดีกว่าคู่แข่งไม่ว่าจะมาจากทีมใดก็ตาม หากทำได้ดีกว่า จะมีผลสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินผลการแข่งขันนัดนี้

      เนื่องจากทั้งสองทีมมีสไตล์การเล่นที่ชัดเจน เป็น”บอลบู้”กันทั้งคู่ ผลก็มาจากการปลุกปั้นทีมของกุนซือสองคนที่แตกต่างทางสัญชาติ แต่มุ่งหวังจะไปในจุดเดียวกัน คือเน้นทำทีมด้วยเกมส์รุก ปลูกสร้าง DNA แบบนี้ให้สืบอยู่ในสายเลือดของทีมตนเอง ซึ่งมีแค่ 2 ปัจจัยเท่านั้นที่มีผลต่อฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีมในนัดนี้ คือ การวางแผนการเล่นโดยผู้จัดการทีม การเล่นตามบทบาทที่ตนเองได้รับมอบหมายโดยผู้เล่นแต่ละคน

       ขอแจ้งกันก่อนว่า ใครที่เข้าอ่านมาแล้วคิดว่า กะทู้นี้จะหยิบยกเอารูปแบบการเล่น หรือฟอร์มของนักเตะแต่ละตำแหน่งของสองทีมมาเทียบกัน แล้วชี้ว่าทีมไหนดีกว่า ก็คงต้องบอกว่า ขออภัยที่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ จขกท. ที่น่าจะรู้กันดีอยู่ว่าเชียร์หงส์แดง สารภาพตามตรงว่า มีโอกาสดูสเปอร์เล่นเต็มๆในฤดูกาลนี้แค่นัดเดียว ในนัดที่ไปฝั่งผีที่โอลด์แทรฟอร์ด ส่วนนัดอื่นๆนัดก็ดูแค่ไฮไลท์บ้าง แต่ก็ไม่ครบทุกนัด จึงไม่บังอาจไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรมากนักกับทีมที่ไม่ได้ดูเขาเล่นอย่างจริงจัง กะทู้นี้จึงได้แต่ขอวิจารณ์ถึงหงส์เป็นหลักนะครับ

       ถึงลิเวอร์พูลจะมีรูปแบบการเล่นที่ชัดเจน มี DNA “เล่นเกมส์รุก” ที่เข้มข้น และรูปแบบการเล่นนั้นก็ได้มาจาก formation เดียวที่ตายตัว ลิเวอร์พูลเล่น 4-3-3 มาทุกนัดก็จริง แต่รายละเอียดปลีกย่อยอย่างการเคลื่อนที่ หรือบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละตำแหน่ง ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกนัด และมันก็ส่งผลให้ทรงบอลในแต่ละนัดออกมาไม่เหมือนกันทีเดียว

       ในสามนัดแรกที่ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล มีทรงบอลสวยกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด ใน  70 นาทีแรกของเกมส์ก่อนที่ คล้อปจะเลือกเปลี่ยนตัวผู้เล่นเอา จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงมาเล่นปิดเกมส์เปลี่ยนการเล่นเป็น”บอลบุ๋น”ในช่วงท้าย ซึ่งถ้าอยากจะเห็นถึงปัจจัยของความแตกต่างของทรงบอลให้เด่นชัด ว่าทำไมเฮนโด้ลงมา แล้วเกมส์รุกหงส์เหมือนจะ”ตื้อ”ไปดื้อๆ ก็ต้องไปดูการจัดตำแหน่งผู้เล่นในนัดที่ 4 ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าคล้อปต้องการให้ทีมแพ็คแน่น จึงใส่เฮนโด้ลงมาเป็นตัวจริง


       หากสังเกตุจะเห็นได้ ว่า การเคลื่อนที่และพื้นที่รับผิดชอบในแผงมิดฟิลด์ 3 ตัวของลิเวอร์พูลเปลี่ยนไป ในยามที่คล้อปใส่เฮนเดอร์สันลงมาเล่นเพื่อหวังผล การเคลื่อนไหวในแนวระนาบเดียวทางแนวตั้งของกองกลางทางริมเส้นทั้งสองด้านน้อยลง กลายเป็นกระจายไปทั่วโซนแดนกลาง เน้นหนักมาทางพื้นที่หน้าแผงแบ็คโฟร์ ซึ่งผลมันก็เหมือนกับที่ทุกคนที่ดูหงส์เล่นมาตลอดเห็น คือไม่ใช่ว่าเกมส์รุกหายไปเลยทีเดียว มันก็ยังอยู่ แต่เปลี่ยนสภาพจากการดาหน้าบุกใส่เป็นหลัก ไปเป็นการฉกฉวยโอกาสโจมตีเร็วแทน การวางบอลยาวข้ามแนวหลังคู่แข่ง แล้วให้แนวกรุกตัวเองวิ่งแข่ง ไปแย่งบอลมาทำประตู หรือการแทงทะลุช่องหวังกับตัวสปีดจัดอย่างปีกทั้งสองข้าง ที่พร้อมหุบเข้ามาตรงกลางทุกเมื่อ จึงเป็นไม้เด็ดที่คล้อปเลือกใช้ในยามที่ต้องการให้ทีมเล่นแบบหวังผล และ 2 ประตูที่ได้มาจากเลสเตอร์ ก็มาจากการวางหมากมาเล่น”บอลบุ๋น”เน้นแพ็คแน่น ของ เจอร์เก้นคล้อป

       ถึงจะเสียประตูไปหนึ่งลูกก็เถอะ แต่ถ้ามองข้ามความงี่เง่า ของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ที่เล่นแบบมั่นใจเกินเหตุไปแล้วล่ะก็ จะรู้ว่าแท๊คติคของคล้อปนั้นไม่ได้ผิดพลาดเลย ในการวางแผนจัดการกับทีมอย่างเลสเตอร์ ถึงจะทรงบอลไม่สวยก็เถอะ แต่ชนะ ก็คือ ชนะ

       หากให้ลองวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่คล้อปเลือกวางแท๊คติกที่ต่างไปจาก 3 นัดแรก ที่บู้เข้าใส่ชนะมาได้อย่างสวยงาม ก็คิดออก 2 ข้อ คือ ข้อแรก คุณภาพตัวผู้เล่น ของเลสเตอร์ดูจะมีมากหรือลงตัวกว่า 3 ทีมที่เจอตอนแรก พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องเล่นเพื่อเน้นตั้งรับกับลิเวอร์พูล ส่วนข้อที่สองคือ การที่ออกไปเยือนทีมคู่แข่งที่มีคุณภาพการเล่นไม่ได้ด้อยกว่าทีมตัวเองมากนัก การระมัดระวังให้มากย่อมเป็นทางเลือกที่ดีของคล้อปเช่นกัน

       ถ้าใช้ตรรกะที่ว่ามาข้างต้นนี้ เหมือนว่าเกมส์กับสเปอร์ที่รู้กันดีว่า ตัวผู้เล่นในตอนนี้ ดีกว่าเลสเตอร์แน่ๆ กะทู้นี้ก็คล้ายจะบอกไปนัยๆว่า คล้อปอาจจัดแพ็คเกมส์ตั้งแต่แรกเพื่อเล่น”บอลบุ๋น”เน้นรับให้แน่น แทนที่จะเปิดหน้าแลกหมัดกับไก่ตั้งแต่ต้นเกมส์รึเปล่า คำตอบตามที่ผมหวัง คือ ไม่ใช่

       เพราะวิธีหยุดแนวรุกไก่ได้ดีที่สุดตามที่ผมคิดเองในนัดนี้ ก็คือ เอาเกมส์รุกบดเบิกสกอร์แรกให้ได้ก่อน แล้วยังบุกกดต่อไปเพื่อเอาประตูทิ้งห่างไว้ไม่ให้โงหัวขึ้น เพราะสเปอร์เอง เปอร์เซ้ติโน่ ก็เคยทำวิธีเดียวกันเวลาเจอทีมที่มีคุณภาพไม่ด้อยกว่าตัวเองเช่นกัน อย่างตอนเจอแมนยู เขาก็สั่งลูกทีมให้เน้นรับอย่างเดียวใน 30 นาทีแรก จนแมนยูซึ่งเล่นห่วยมาตลอดนับตั้งแต่เปิดซีซั่น กลายเป็นเล่นดีขึ้นมาเลย เพราะมีโอกาสเล่นเกมส์บุกใส่คู่แข่ง เพียงแต่แนวรุกตัวเองไม่เด็ดขาดเอง จนท้ายที่สุดก็แพ้ภัยตัวเองไปตามระเบียบ

แต่แนวรุกแมนยูในตอนนี้ เทียบแนวรุกลิเวอร์พูลได้รึเปล่า
เหตุการณ์จะเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ เป็นเรื่องที่เปอร์เช้ตติโน่ต้องคิด


       ดังนั้นคำตอบของคำถามที่เจอร์เก้น คล้อปต้องตอบด้วยการวางแผนการเล่นให้ลูกทีม มันขึ้นอยู่กับการเดาใจของเปอร์เซ็ตติโน่ ว่าจะสั่งให้ลูกทีมตัวเอง เล่นบอลทรงไหนในตอนแรก และทางเลือกของพอสเองก็มีไม่มากนัก เนื่องจากนักเตะตัวหลักของทีมอย่าง เดเล่ อัลลี่ ซึ่งเป็นอาวุธหลักอย่างหนึ่งในเกมส์รุกและรับ กับฮูโก้ โยริช ซึ่งเป็นทีเด็ดของเกมส์รับ น่าจะพลาดการลงช่วยทีมทั้งคู่ เอามาประกอบกับการวิเคราะห์กันให้ลึก ด้วยเพราะสเปอร์เพิ่งพลาดแพ้มาหมาดๆ อาการ”หวาด”กลัวกับการพลาดการคั่วแชมป์เร็ว เพราะพลาดสองนัดติดๆ น่าจะมีผลบ้างไม่มากก็น้อย แม้จะได้เล่นในบ้านตัวเอง แต่การเล่นรับแน่นในตอนแรกก็อาจเป็นทางเลือก รอจนหงส์เหนื่อยหรือพลาดเอง ก็น่าจะใช้กับการรับมือลิเวอร์พูลที่กำลัง“คึก”สุดขีดได้

       ถ้าบังเอิญว่าเป็นอย่างนี้จริง แล้วคล้อปสั่งให้ลูกทีมบุกแหลกเอาประตูให้ได้ใน 30 นาทีแรก ถึงพลพรรคหงส์แดงจะยังทำไม่ได้จริงตามสั่ง แต่มันก็ยังทำให้ผู้เล่นสเปอร์อกสั่นขวัญแขวน เพราะอาการกลัวแพ้ต่อเนื่องของสเปอร์ยังมีผล ออกลูกลนลานจนควบคุมเกมส์ไม่ได้ ซึ่งว่ากันตรงๆ หากให้หาว่ามีทีมไหนที่ใจพร้อมจะแกว่งได้เพราะโดนกดดัน มากพอๆกับลิเวอร์พูล สเปอร์คือ ชื่อแรกที่ผมนึกถึง แม้ปีนี้ได้ดูไก่เล่นแค่นัดเดียว แต่ปีก่อนก็ได้ดูหลายนัดอยู่ และรู้ว่าเมื่อโดนคู่แข่งกดดันใส่ หรือมีความกดดันสะสมมาจากนัดก่อน เหล่าผู้เล่นหนุ่มของสเปอร์หลายๆคน ออกอาการแกว่งง่ายจนพลาดติดต่อกันอยู่บ่อยๆ

ซึ่งจุดนี้ผมหวังว่าคล้อปจะเอามาขยี้ให้ตายตั้งแต่ต้นเกมส์


        แต่ก็อย่างที่บอกนะครับ ว่านี้เป็นแค่”หวัง”หรือ”เดา”ไปเอง ไม่ใช่การอวดเก่งมาชี้ว่าต้องเป็นแบบนี้ ต้องเป็นแบบนั้นแน่ ที่สุดแล้ว ลิเวอร์พูล จะเล่นแบบ จะบู้ จะบุ๋น ก็เอาเถอะครับ เลือกไปเถอะ ถ้าคิดว่าสิ่งที่เลือกจะทำให้ทีมชนะ ก็ไม่ต้องห่วงปัญหาสุขภาพจิตแฟนๆทางบ้าน พวกเราเตรียม ยาดม ยาอม ยาหม่อง ไว้พร้อมแล้ว
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่