การเดินทางของผม

ก้าวเท้าเดินออกมา

ชีวิตเราทุกคนย่อมมีจุดเปลี่ยน
เปลี่ยนการกระทำเดิมๆ เปลี่ยนความคิดเดิมๆ เปลี่ยนมุมมองเดิมๆ เพื่อที่เราจะได้เปลี่ยนแปลงตัวเราเองเพื่ออนาคตที่ดีกว่า หรือบางคนเปลี่ยนเพื่อที่จะให้บางคนกลับมาสนใจ

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ทุกคนคิด ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งดีขึ้นหรือแย่ลง เราไม่สามารถคาดเดามันได้เลย

ไม่มีคำว่าสายหากเราพร้อมที่จะเปลี่ยน จะเร็วจะช้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเรา
แต่มันขึ้นอยู่กับ เวลาและสถานการณ์ เก่งมาจากไหน หากใจเราไม่พร้อม ปัญหารุมเร้าเข้ามาในช่วงเวลาที่เราอ่อนแอ
เราย่อมผ่ายต่อปัญหาเป็นธรรมดา

คำถามคือ
เมื่อเราเจอปัญหา เราสามารถเก้าผ่านมันไปได้ไหม?

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เจอปัญหาหลายๆอย่างเข้ามาพร้อมกันจนทำให้ผมเสียอะไรไปหลายๆอย่าง
มันเป็นปัญหาที่เล็กมากสำหรับคนบางคน แต่สำหรับผม ผมถือว่าผมโง่มาก เพราะยื่งคนอื่นมองว่ามันเล็กน้อยเพียงใด ผมยิ่งรู้สึกโง่มากขึ้นเท่านั้นที่ผมประสบปัญหานั้น

ผ่านมันมาได้ยังไง?
มันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงปัญหาเหล่านั้น ที่สำคัญคือ เราผ่านมันมาได้ยังไง
เวลาไม่ใช่ยาสำหรับผม ผมเสียเวลาไปกับสิ่งที่มันไม่มีค่ามาเยอะแล้ว ผมไม่สามารถใช้เวลามารักษาบาดแผลให้ผมได้
ดังนั้นผมจึงต้องหาสิ่งอื่นมาทำให้ผมออกไปจากปัญหานั้นๆ

ถ่ายรูป !!
ความคิดนี้ได้แล่นเข้ามาในหัวผมไม่ต่างอะไรกับเวลาที่หมอฉีดยาชาเข้าเหงือกคุณ
ผมชอบถ่ายรูป ผมชอบฟังเพลง ผมเลยตัดสินใจออกเดินทาง แล้วเขียนเรื่องราวของผมผ่านรูปภาพครับ


ครอบครัวผมชอบนั่งเรื่อและชมวิวที่ผ่านไปมาตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา
อาจจะเป็นเพราะพ่อผมนั้นจบมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกๆครงที่ผ่านก็จะชื่นชม วัดอรุณ วัดพระแก้ว และท่ามหาราชตลอดเวลาด้วยความคุ้นเคย
ครอบครัวผมก็จะหาเวลามาทานอาหารและล่องเรื่อเป็นประจำ จนเป็นความเคยชิน
พวกเราไม่เคยเบื่อ เพราะความสวยงามที่เราได้พบเจอนั้นหาใช่แสงสีที่สาดส่อง แต่เป็นความสงบ
ลมเบาๆที่พัดผ่าน ปลายผมที่สะบัดไปตามแรงลม แล้วฟังเสียงเพลงเพราะๆที่เปล่องออกมาจากนักร้องใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน

ความสวยงามที่เรามองเห็นนั้นอาจจะขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน แต่โปรดอย่าลืมว่า สถานที่นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง มนุษย์เรานี่ละที่จะคนเปลี่ยนแปลงมัน



การถ่ายรูปยังคงเป็นต่อไป
ผมเป็นคนถ่ายรูปไม่เก่ง แต่ผมชอบถ่ายรูป เพราะผมเชื่อว่าเมื่อไหรที่เราผ่านเรื่องราวที่โหดร้าย เราย่อมต้องการเรื่องเล่าเพื่อที่จะถ่ายทอดให้คนต่อไปรับรู้
คำถามคือ เราจะถ่ายทอดเรื่องราวของเราต่อไปยังไงให้ผู้ฟังได้อรรถรสในการรับฟัง

คำตอบของผมคือ รูปภาพ

เราสามารถบันทึกเรื่องราวต่างๆของเราให้ครอบครัว เพื่อน คนอื่นๆรับรู้ได้ด้วยรูปภาพที่ได้เก็บความทรงจำบางส่วนของเราไว้ รูปภาพก็เปรียบเสมือนกุญแจที่เอาไว้ไข้ตู้ความทรงจำของเรา แต่ละลิ้นชักก็จะมีความทรงจำของช่วงเวลานั้นๆเอาไว้ แล้วรอคอยเวลาที่เราจะเอากุญแจ(รูปภาพ)มาไข้ ปลดล๊อคช่วงเวลานั้นของเรา
รูปบางรูปเรียกรอยยิ้ม รูปบางรูปเรียกน้ำตา
คนบางคนอาจจะโกรดเป็นฟืนเป็นไฟ คนบางคนอาจจะหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง
แต่ทั้งหมดนั้นสามารถถ่ายทอดได้เพียงผ่านรูปภาพ

เรื่องที่มันดูใหญ่ มองไปที่ไหนก็เจอแต่ปัญหาหรือเรามาเจอทางตัน
ให้เราลองมองกลับกันว่าบางทีปัญหาอาจจะไม่ได้ใหญ่อย่างที่เราคิด
เรานั้นแหละที่เป็นคนกดดันตัวเอง และมองปัญหาใหญ่ขึ้น
ให้เราทุกคนมองจุดยืนของตัวเองตอนนี้ดู แล้วถามใจเราดูว่าเรามาไกลขนาดไหน?
จากวันแรกที่เราทุกคนเป็นเด็กตัวเล็กๆ คุณครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร?
เป็นครูครับ..... เป็นนักดับเพลิงครับ..... เป็นชาวนาครับ......... เป็นหมอครับ

เด็กๆต่างพากันตอบด้วยความฝันที่แตกต่างกันออกไป
แล้วเมื่อไหรละที่ความฝันของเรามาถูกแทนที่ด้วยคำว่า “รวย”
อาชีพต่างๆที่ทำเงินไม่ได้มากเท่าที่ต้องการก็จะค่อยๆถูกเลือกน้อยลงไปทุกที ทั้งๆที่อาชีพนั้นจำเป็นต่อประเทศ
ความชอบส่วนตัว หรือวิถีชีวิตของเราก็ถูกเปลี่ยนไป
ยิ่งนานเข้า นานเข้า ตัวเราเองได้เปลี่ยนไป
หลายๆคนเรื่อกที่จะรวยทางลัดจนลืมไปแล้วว่าความฝันที่แท้จริงของเราคืออะไร
จนสุดท้าย เราลืมไปแล้วว่า ความสุขคืออะไร
สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคนได้ถามตัวเราเองอีกครั้งว่า เรามีความสุขกันหรือยัง?
วันนี้คุณได้ยิ้มให้กับตัวเองยัง?
วันนี้คุณได้ยิ้มให้กับคนรักของคุณหรือยัง?

ขอบคุณครับอมยิ้ม17

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่