#พระพุทธเจ้า บทเฉพาะตัวอย่าง โจทก์ ว่า “เขาว่า.” (อาจให้ยกศัพท์ตอบ ก็ได้)
แก้ไข
“บังคับ จากเมื่อวานไว้แล้ว ว่าพวกเรา ไม่พ้น ถ้าจะไม่ต่อ หรือตอบคำว่า ‘เขาว่า’ ก็ไม่พึงจะพูดอะไรได้ต่อไป, ไม่ควรจะพูด หรือเข้าพิจารณา ด้วยกันในนี้ ร่วมกัน
ซึ่ง เขาว่า! จะได้ยกมา ๒ กลวิธีอธิบาย ที่ไม่สมพอจะเป็นพาล! ซึ่งท่านผู้ยกตอบนั้น จะถูกเข้าใจผิดอย่างไร ไม่ทราบ, แต่!ก็ หากเทียบว่า ได้ฟังจากข้างนักบทความ หรือใคร เช่นสาราณียกร อย่างเช่นพวกเราแล้ว เห็นควรพอฟัง, ได้เห็นบทดีอยู่ ไม่เป็นคำตอบที่ผิดอะไรนัก, ควรแต่ว่า เขาจะไปคลิกตอบลงผิดข้อคำถาม หรือไรไม่ทราบ หรือจะเป็นเพราะว่า ผู้พิจารณาอันนอกแนวตำรา อยู่ฉะนั้น ไม่จวนเห็น จวนคิด ไปกระทำเทียบบทสู่บทสูตร ในบทธรรมอื่น ๆ อีกได้ ตามการตอบ คำตอบอย่างนั้น จึงให้เกิดการแจ้งลบ หรือเข้าไปลบ, ให้ทิ้งไป ลบด้วยเหตุผล อย่างไรอย่างหนึ่ง,
ตามแต่คณิตจิตเลขา ของแผนก สิ่งนั้น ในสำหรับ ซึ่งเทพวุ้น (อ้าง. เรื่อง เทพวุ้นพอลิเมอร์ สัญลักษณ์ไมตรี และความชอบธรรม) เข้าจะต้องกระทำลงไป เพราะด้วยความไม่ประมาท, แต่! เรา พวกรู้นัยบ้าง ตามแต่แค่ แผนกวิชาบทความ จะเห็นสมควรดีนั้น พวกเราอาจจะว่า ไม่ผิด! เพราะไม่ถูกเป็นสำนวนพิลึก กล่าวปรามาสผาดแผลง ตามเขียนถ้อยคำดี ได้ทางบำรุงกิจภาษา ไม่เห็นให้มีด้วยอะไรหยาบคาย (อ้าง. นิรุตติปถสูตร. ไม่พึงให้ถูกทอดทิ้ง) จริง ๆ ที่จะต้องตัดออกไป
ข้าพเจ้า และ พวกสาราณียกรในนี้ จึงเห็นว่า อย่าทิ้งเลย! ถึงอะไรไม่ถูกธรรม เราก็ยังเก็บไว้เป็นที่สมควรเฉพาะ, ดังนั้น แล้ว เมื่อกี้ เดี๋ยวนี้นั้น จึงบอกพวกเราจงแคชข้อมูล แล้ว ยกมาไว้ให้ดูกันในนี้ เพราะนานไปแล้ว จะให้หาคำพูดแบบนี้ไม่เจอ, เผื่อการจะเบาไปซะ ถ้าเรายกขึ้นเป็นบทถาม อธิบายไปอย่าง เรื่อง “เขาว่า!” ในนั้น ตามที กรรมใคร่! ใครจะมาลบนั้น ก็คงจะไกล และเรื่องก็ยังจะใช่ “เป็นเรื่อง เราจะว่า.” ด้วย, ทั้งหมด ก็จะพึงให้ดี แล้วว่าได้อยู่, เพราะเขาไม่ได้พูดเฉย ๆ หรือเหมือนการจะพูดลอย ๆ จึงเราควรจะพิจารณาให้ลึกบ้าง, อย่างโจทน์แรก ในบท (เขาว่า) อรรถะวิชชะ ลำดับที่ ๑ นั้น เรายังอาจไม่รู้แน่ ซึ่งบทสูตร ที่เรา-เขาจะยกเข้ามาเทียบ, แต่!ว่าเห็นอยู่ จากโจทน์ว่า ในบท (เขาว่า) อรรถะวิชชะ ลำดับที่ ๒ มีนั้น,
เขาจะให้เราเห็นไปถึงเรื่อง มณิภัททสูตร ว่ากัน ด้วยเรื่องยักษ์ดี มีสติ! แต่แล้วได้คุยโอ่แต่เรื่องนั้น ต่อที่หน้าพระพักตร์”
#แคช ตามข้อมูลแล้ว ได้สองบท มาประการ ดังนี้ :—
อรรถะวิชชะ ๑
“ทิฏฐิ นึกคิด อารมณ์ อันรู้สึกพิจารณากาย (กายในกาย) หรืออาการแสดงนั้น ฟังแปลก ๆ เพราะที่แท้ ว่า
จิตอันเป็นไปในกาย เป็นชื่อที่เรียกอยู่กล่าวนั้น, แต่กายในกาย กล่าวตามหลักพิจาณาครบ กายภายนอกย่อมไม่เรียกชื่ออะไรอีก เพราะกายนี้กายอื่น ย่อมเป็นเรื่องกล่าวทิฏฐาสวะให้เป็นเรา เป็นเขา (กายนี้, กายอื่น), ว่า อย่างปัสสาวะเมื่อออกไปนั้น ก็เป็นกายอยู่, ตามจริงอาการนั้น ชื่อที่จริง ก็คือ เมื่อไม่เนื่องด้วย ไม่ใช่จิตในกาย ย่อมเข้ากองขันธ์ด้วยววัฏฐาน ๔ เป็นตัวธาตุไปเสียทั้งหมดแล้ว เป็นดินไปบ้าง น้ำบ้าง ไฟ, ลม บ้าง ไม่ประกอบด้วยจิตเจตนา สักแต่ว่าเป็นธาตุ ซึ่งอันนี้ จึงชื่อว่ากายในกาย, ไม่ใช่กายนี้กายอื่น แม้หมุนเวียนในกายนี้ที่ยังไม่จากไป ธาตุววัฏฐาน ๔ ก็ย่อมเป็นจตุปริมณฑล (กาย) อยู่ด้วย, ก็แต่ความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ย่อมเป็นจิต ไม่นับว่าเป็นกายเลย ผัสสะตามอารมณ์นั้นก็ไม่ใช่กาย แต่!ทีนี้อาจมีธาตุว่าง คือสูญนั้นย่อมอนุโลมอยู่ด้วย ธาตุฐาน ๔ เข้าด้วยกัน, หากได้พิจารณาเห็น หยั่งลง ด้วยอาการที่ญาณหมุนไปถูก จึงจะชื่อว่าพิจารณากองส่วนว่าด้วยกายในกาย ส่วนการหยั่งลง ที่เห็นผิด หรือหมุนไปผิด แม้ถึงไม่ขาดด้วยอารมณ์ที่เป็นธาตุววัฏฐาน ก็จริงอยู่ แต่!เป็นวัฏฏะธาตุ ซึ่ง เป็นประการด้วยกัน กับให้มีอรรถะอธิบาย อย่างในอรรถกถาก็ให้มีอยู่แล้ว, เช่นนั้น ไม่ชื่อว่าพิจารณาธรรม เห็น หรือว่า มีส่วนที่เนื่องให้ไปถึง ให้ได้เห็น และไปในอมตะธรม, อย่างนั้น พิจารณาแล้ว ย่อมกล่าวเพียงแต่ว่า เป็นการพิจารณาเห็นโลก ว่า พิจารณาเห็นได้ ซึ่ง อรรถะประโยชน์อย่างจะอยู่ในโลก ของกาย.”
อรรถะวิชชะ ๒
“การพิจารณาวิตกยกขึ้นสู่อารมณ์ ก็ไม่อาจจะนับว่าสติหรืออะไร เพราะที่สอนเสี้ยมเตรียมห้ามพยายามฟุ้ง ทำมาด้วยปัจฉิมพุทโธวาทด้วยกันทุกราย เป็นสมบัติปริวรรตเบื้องปลายตามเหตุการณ์ทางพระชนม์ชีพพระศาสดาเท่านั้น เป็นมรณานุสสติ! ว่าไม่ประมาทด้วยประการทั้งปวง ... แต่ไหนไรมา ได้ว่าการยกสติปรารภอารมณ์นั้นเป็นวิตกก่อนแล้ว เป็นพิจารณาตรึก วิตกยกอารมณ์ขึ้นมาก่อน หู ตา ตามรู้มานั้น เว้นจากววัฏฐานธาตุมาแล้ว เอาเป็นรู้สึกมานึกมาคิด เป็นนิมิตแห่งสังขารอันกลมกล่อมแล้วมา ที่ไหนจะกล่าว่า สติ! จะว่าเป็นธรรมเอกออกมาได้ ไม่อาจจะถูกตามอย่างที่พูด เพราะเบื่อคารมนั้นอยู่แล้ว ดูว่าหากไม่เอาโวหารรูปนามพูดจนพอแล้ว ก็คงจะเป็นวิญญาณัญจายตนะไปถึงโน่น
ธรรมไม่ผิดคิดชอบมีอยู่สามประการ เพราะเหตุว่าใคร่ครวญแล้วยกวิตกธรรมขึ้นปรารภแล้ว เป็นทิฏฐานุคติธรรม ไม่มีการกิริยานิยามอาการใด ๆ มาเกี่ยวได้ เช่นเป็นกรรมบ้าง, เป็นจิตบ้าง, เป็นอุตุ หรือพีชะนิยามบ้าง ล้วนก็หลอกลวงทั้งนั้น เพราะเป็นส่วนที่ไม่พ้นวิสัยโลก ซึ่งรวมไว้ด้วยโทษด้วยทุกข์อย่างไรก็ได้ ไม่อาจจะทราบ ฉะนั้นไม่ควรจะเอา แต่ควรจะเอาวิตกไม่มีโทษ ไม่มีผิดวิปริตเข้าเป็นคติธรรมประจำมโนสำนึกไว้ให้ได้ก่อน ส่วนพระสงฆ์องค์เณร ชีพราหมณ์ ตามบวชมาถึงศีลแปด ก็ต้องว่าจบที่ลง ตรงเข้า แต่ซึ่งสมณะสัญญา!
จะเรียกร้องรวมหากันเจริญสติธรรมเอก จะไม่ใช่เลย เปล่า ๆ ปลี้ ๆ เพราะเป็นมิจฉาสติทั้งหมด หาเข้าทางแต่บริโภคมรดกโลก จะไม่ได้เข้าทางบริโภคมรดกธรรม! อันเป็นพุทธาภิสมัยในภัทรกัปนี้ได้เลย ควรเพียรตามแต่วิตกไว้เท่านั้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ผิด เป็นธรรมครองธรรม เมื่อเอาขึ้นนำใจแล้วย่อมคุ้มครองโลกคุ้มครองภัยทุกทั่วตัวคน อันวิตกสามนั้นก็คงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า อวิเหสา อพยาปาท และอนาคาริกปฏิปทารมณ์ นี้จึงจะรับคุ้ม พาปกติสุขได้โลกุตระ ข้อสตินั้นเอาแต่อ้างอยู่ ก็แต่ให้ห่วงว่าจะเอาแต่นิมิตแห่งสังขารอื่นไป ฉะนั้น ก็จงว่าให้ตรงนิยามให้ดีเถิด ว่า โลกของตัวนั้นจะเอาสักแค่ไหน ว่าจิตนิยาม, กรรมนิยาม, ธรรมนิยาม, จะไปถ่ายไหนแน่ ก็จงอ้างให้ดี เอาไว้ให้ถูกอารมณ์ที่จะพูด คนรู้ตามเขาจะได้รู้ว่า พูดมานั้น เป็น “ธรรมานุสสติ” หรือว่าเพียงแต่จะพูดไว้เปล่า ๆ.”
#แก้ไขบทความ จากแคช และการตอบแบบ เฉพาะแท็ก (เราว่า, เขาว่า)
แก้ไข
“บังคับ จากเมื่อวานไว้แล้ว ว่าพวกเรา ไม่พ้น ถ้าจะไม่ต่อ หรือตอบคำว่า ‘เขาว่า’ ก็ไม่พึงจะพูดอะไรได้ต่อไป, ไม่ควรจะพูด หรือเข้าพิจารณา ด้วยกันในนี้ ร่วมกัน
ซึ่ง เขาว่า! จะได้ยกมา ๒ กลวิธีอธิบาย ที่ไม่สมพอจะเป็นพาล! ซึ่งท่านผู้ยกตอบนั้น จะถูกเข้าใจผิดอย่างไร ไม่ทราบ, แต่!ก็ หากเทียบว่า ได้ฟังจากข้างนักบทความ หรือใคร เช่นสาราณียกร อย่างเช่นพวกเราแล้ว เห็นควรพอฟัง, ได้เห็นบทดีอยู่ ไม่เป็นคำตอบที่ผิดอะไรนัก, ควรแต่ว่า เขาจะไปคลิกตอบลงผิดข้อคำถาม หรือไรไม่ทราบ หรือจะเป็นเพราะว่า ผู้พิจารณาอันนอกแนวตำรา อยู่ฉะนั้น ไม่จวนเห็น จวนคิด ไปกระทำเทียบบทสู่บทสูตร ในบทธรรมอื่น ๆ อีกได้ ตามการตอบ คำตอบอย่างนั้น จึงให้เกิดการแจ้งลบ หรือเข้าไปลบ, ให้ทิ้งไป ลบด้วยเหตุผล อย่างไรอย่างหนึ่ง,
ตามแต่คณิตจิตเลขา ของแผนก สิ่งนั้น ในสำหรับ ซึ่งเทพวุ้น (อ้าง. เรื่อง เทพวุ้นพอลิเมอร์ สัญลักษณ์ไมตรี และความชอบธรรม) เข้าจะต้องกระทำลงไป เพราะด้วยความไม่ประมาท, แต่! เรา พวกรู้นัยบ้าง ตามแต่แค่ แผนกวิชาบทความ จะเห็นสมควรดีนั้น พวกเราอาจจะว่า ไม่ผิด! เพราะไม่ถูกเป็นสำนวนพิลึก กล่าวปรามาสผาดแผลง ตามเขียนถ้อยคำดี ได้ทางบำรุงกิจภาษา ไม่เห็นให้มีด้วยอะไรหยาบคาย (อ้าง. นิรุตติปถสูตร. ไม่พึงให้ถูกทอดทิ้ง) จริง ๆ ที่จะต้องตัดออกไป
ข้าพเจ้า และ พวกสาราณียกรในนี้ จึงเห็นว่า อย่าทิ้งเลย! ถึงอะไรไม่ถูกธรรม เราก็ยังเก็บไว้เป็นที่สมควรเฉพาะ, ดังนั้น แล้ว เมื่อกี้ เดี๋ยวนี้นั้น จึงบอกพวกเราจงแคชข้อมูล แล้ว ยกมาไว้ให้ดูกันในนี้ เพราะนานไปแล้ว จะให้หาคำพูดแบบนี้ไม่เจอ, เผื่อการจะเบาไปซะ ถ้าเรายกขึ้นเป็นบทถาม อธิบายไปอย่าง เรื่อง “เขาว่า!” ในนั้น ตามที กรรมใคร่! ใครจะมาลบนั้น ก็คงจะไกล และเรื่องก็ยังจะใช่ “เป็นเรื่อง เราจะว่า.” ด้วย, ทั้งหมด ก็จะพึงให้ดี แล้วว่าได้อยู่, เพราะเขาไม่ได้พูดเฉย ๆ หรือเหมือนการจะพูดลอย ๆ จึงเราควรจะพิจารณาให้ลึกบ้าง, อย่างโจทน์แรก ในบท (เขาว่า) อรรถะวิชชะ ลำดับที่ ๑ นั้น เรายังอาจไม่รู้แน่ ซึ่งบทสูตร ที่เรา-เขาจะยกเข้ามาเทียบ, แต่!ว่าเห็นอยู่ จากโจทน์ว่า ในบท (เขาว่า) อรรถะวิชชะ ลำดับที่ ๒ มีนั้น,
เขาจะให้เราเห็นไปถึงเรื่อง มณิภัททสูตร ว่ากัน ด้วยเรื่องยักษ์ดี มีสติ! แต่แล้วได้คุยโอ่แต่เรื่องนั้น ต่อที่หน้าพระพักตร์”
#แคช ตามข้อมูลแล้ว ได้สองบท มาประการ ดังนี้ :—
อรรถะวิชชะ ๑
“ทิฏฐิ นึกคิด อารมณ์ อันรู้สึกพิจารณากาย (กายในกาย) หรืออาการแสดงนั้น ฟังแปลก ๆ เพราะที่แท้ ว่า
จิตอันเป็นไปในกาย เป็นชื่อที่เรียกอยู่กล่าวนั้น, แต่กายในกาย กล่าวตามหลักพิจาณาครบ กายภายนอกย่อมไม่เรียกชื่ออะไรอีก เพราะกายนี้กายอื่น ย่อมเป็นเรื่องกล่าวทิฏฐาสวะให้เป็นเรา เป็นเขา (กายนี้, กายอื่น), ว่า อย่างปัสสาวะเมื่อออกไปนั้น ก็เป็นกายอยู่, ตามจริงอาการนั้น ชื่อที่จริง ก็คือ เมื่อไม่เนื่องด้วย ไม่ใช่จิตในกาย ย่อมเข้ากองขันธ์ด้วยววัฏฐาน ๔ เป็นตัวธาตุไปเสียทั้งหมดแล้ว เป็นดินไปบ้าง น้ำบ้าง ไฟ, ลม บ้าง ไม่ประกอบด้วยจิตเจตนา สักแต่ว่าเป็นธาตุ ซึ่งอันนี้ จึงชื่อว่ากายในกาย, ไม่ใช่กายนี้กายอื่น แม้หมุนเวียนในกายนี้ที่ยังไม่จากไป ธาตุววัฏฐาน ๔ ก็ย่อมเป็นจตุปริมณฑล (กาย) อยู่ด้วย, ก็แต่ความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ย่อมเป็นจิต ไม่นับว่าเป็นกายเลย ผัสสะตามอารมณ์นั้นก็ไม่ใช่กาย แต่!ทีนี้อาจมีธาตุว่าง คือสูญนั้นย่อมอนุโลมอยู่ด้วย ธาตุฐาน ๔ เข้าด้วยกัน, หากได้พิจารณาเห็น หยั่งลง ด้วยอาการที่ญาณหมุนไปถูก จึงจะชื่อว่าพิจารณากองส่วนว่าด้วยกายในกาย ส่วนการหยั่งลง ที่เห็นผิด หรือหมุนไปผิด แม้ถึงไม่ขาดด้วยอารมณ์ที่เป็นธาตุววัฏฐาน ก็จริงอยู่ แต่!เป็นวัฏฏะธาตุ ซึ่ง เป็นประการด้วยกัน กับให้มีอรรถะอธิบาย อย่างในอรรถกถาก็ให้มีอยู่แล้ว, เช่นนั้น ไม่ชื่อว่าพิจารณาธรรม เห็น หรือว่า มีส่วนที่เนื่องให้ไปถึง ให้ได้เห็น และไปในอมตะธรม, อย่างนั้น พิจารณาแล้ว ย่อมกล่าวเพียงแต่ว่า เป็นการพิจารณาเห็นโลก ว่า พิจารณาเห็นได้ ซึ่ง อรรถะประโยชน์อย่างจะอยู่ในโลก ของกาย.”
อรรถะวิชชะ ๒
“การพิจารณาวิตกยกขึ้นสู่อารมณ์ ก็ไม่อาจจะนับว่าสติหรืออะไร เพราะที่สอนเสี้ยมเตรียมห้ามพยายามฟุ้ง ทำมาด้วยปัจฉิมพุทโธวาทด้วยกันทุกราย เป็นสมบัติปริวรรตเบื้องปลายตามเหตุการณ์ทางพระชนม์ชีพพระศาสดาเท่านั้น เป็นมรณานุสสติ! ว่าไม่ประมาทด้วยประการทั้งปวง ... แต่ไหนไรมา ได้ว่าการยกสติปรารภอารมณ์นั้นเป็นวิตกก่อนแล้ว เป็นพิจารณาตรึก วิตกยกอารมณ์ขึ้นมาก่อน หู ตา ตามรู้มานั้น เว้นจากววัฏฐานธาตุมาแล้ว เอาเป็นรู้สึกมานึกมาคิด เป็นนิมิตแห่งสังขารอันกลมกล่อมแล้วมา ที่ไหนจะกล่าว่า สติ! จะว่าเป็นธรรมเอกออกมาได้ ไม่อาจจะถูกตามอย่างที่พูด เพราะเบื่อคารมนั้นอยู่แล้ว ดูว่าหากไม่เอาโวหารรูปนามพูดจนพอแล้ว ก็คงจะเป็นวิญญาณัญจายตนะไปถึงโน่น
ธรรมไม่ผิดคิดชอบมีอยู่สามประการ เพราะเหตุว่าใคร่ครวญแล้วยกวิตกธรรมขึ้นปรารภแล้ว เป็นทิฏฐานุคติธรรม ไม่มีการกิริยานิยามอาการใด ๆ มาเกี่ยวได้ เช่นเป็นกรรมบ้าง, เป็นจิตบ้าง, เป็นอุตุ หรือพีชะนิยามบ้าง ล้วนก็หลอกลวงทั้งนั้น เพราะเป็นส่วนที่ไม่พ้นวิสัยโลก ซึ่งรวมไว้ด้วยโทษด้วยทุกข์อย่างไรก็ได้ ไม่อาจจะทราบ ฉะนั้นไม่ควรจะเอา แต่ควรจะเอาวิตกไม่มีโทษ ไม่มีผิดวิปริตเข้าเป็นคติธรรมประจำมโนสำนึกไว้ให้ได้ก่อน ส่วนพระสงฆ์องค์เณร ชีพราหมณ์ ตามบวชมาถึงศีลแปด ก็ต้องว่าจบที่ลง ตรงเข้า แต่ซึ่งสมณะสัญญา!
จะเรียกร้องรวมหากันเจริญสติธรรมเอก จะไม่ใช่เลย เปล่า ๆ ปลี้ ๆ เพราะเป็นมิจฉาสติทั้งหมด หาเข้าทางแต่บริโภคมรดกโลก จะไม่ได้เข้าทางบริโภคมรดกธรรม! อันเป็นพุทธาภิสมัยในภัทรกัปนี้ได้เลย ควรเพียรตามแต่วิตกไว้เท่านั้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ผิด เป็นธรรมครองธรรม เมื่อเอาขึ้นนำใจแล้วย่อมคุ้มครองโลกคุ้มครองภัยทุกทั่วตัวคน อันวิตกสามนั้นก็คงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า อวิเหสา อพยาปาท และอนาคาริกปฏิปทารมณ์ นี้จึงจะรับคุ้ม พาปกติสุขได้โลกุตระ ข้อสตินั้นเอาแต่อ้างอยู่ ก็แต่ให้ห่วงว่าจะเอาแต่นิมิตแห่งสังขารอื่นไป ฉะนั้น ก็จงว่าให้ตรงนิยามให้ดีเถิด ว่า โลกของตัวนั้นจะเอาสักแค่ไหน ว่าจิตนิยาม, กรรมนิยาม, ธรรมนิยาม, จะไปถ่ายไหนแน่ ก็จงอ้างให้ดี เอาไว้ให้ถูกอารมณ์ที่จะพูด คนรู้ตามเขาจะได้รู้ว่า พูดมานั้น เป็น “ธรรมานุสสติ” หรือว่าเพียงแต่จะพูดไว้เปล่า ๆ.”