กว่าจะทำใจเขียนเรื่องนี้ได้ เวลาผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ใจยังสั่น ยังกลัวกับความรู้สึกนั้นอยู่ และไม่เคยลืมว่าเหตุการณ์ในวันนั้นเลย....เนื้อเรื่องอาจจะยาวหน่อยนะคะ อยากเขียนให้ละเอียด ใครที่ชอบอ่าน เชิญติดตามได้เลยค่ะ
กลับไปเมื่อวันที่ 23 กค. 2561 เราและลูกสาว เดินทางกลับจากสิงคโปร์ เที่ยวบินรอบ 21.30 น. โดยมีกระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก 1 ใบ กระเป๋าหิ้ว 1 ใบ เป้เราและลูกคนละใบ
เมื่อออกจากสนามบินก็ขึ้นนั่งรถตุ๊ก ๆ ต้องบอกก่อนว่าเป็นรถตุ๊ก ๆ ของพวกเราเอง เพียงแต่จ้างคนกัมพูชาขับให้ พอขึ้นรถก็วางกระเป๋าทุกอย่างตรงพื้นใกล้ ๆ กับเท้า โดยเราวางเป้ไว้บนกระเป๋าเดินทางที่วางรากกับพื้นอีกที
ในวันนั้นเรามัวแต่กังวลเรื่องไมค์รถตุ๊ก ๆ ว่าตัวเลขมันจะขึ้นมาเกินกว่าที่เราคาดการไว้ก่อนเดินทางหรือไม่ ต้องการรู้ว่าคนขันรถตุ๊ก ๆ เอารถเราไปรับลูกค้าคนอื่น ในขณะที่พวกเราไม่อยู่หรือเปล่า ณ เวลานั้นทำให้สายตาเรามัวแต่จดจ้องอยู่ที่หน้าปัดรถจักรยานยนต์ จนไม่ทันได้สังเกตุรถรอบข้างเลย แต่เมื่อเราจ้องยังไงก็ไม่เห็นเนื่องจากความมืด เราจึงล้มเลิกความตั้งใจ แล้วนั่งไปเฉย ๆ
ออกจากสนามบินได้ประมาณ 4-5 กิโลเมตร จะมีสะพานข้ามแยกก่อนถึงโรงพยาบาล Royal Phnom Penh เมื่อรถตุ๊ก ๆ กำลังเร่งเครื่องขึ้นไปบนสะพานนั้น ได้มีรถจักรยานยนต์ขับเบียดขึ้นมาจากทางด้านขวา(ไม่มีคนซ้อน) เราหันไปมองพร้อมกับคิดในใจ แคบขนาดนี้ยังจะเบียดขึ้นมาอีกไม่กลัวรถเกี่ยวกันรึไง จากนั้นรถตุ๊ก ๆ เราจึงเบี่ยงไปทางซ้ายนิดหน่อย
และเป็นจังหวะเดียวกันที่มีรถจักรยานยนต์อีกคัน มีคนซ้อนท้ายหันมาคว้ากระเป๋าเป้เราได้ สายเป้เกี่ยวกับเหล็กตุ๊ก ๆ เราจึงดึงและยื้อแย่งจนหลุดมือ ทำให้เป้ตกลงที่พื้นถนน เรารีบกระโดดลงจากตุ๊ก ๆ ในขณะที่รถยังไม่จอดสนิท คนขับก็ลงมาช่วยหยุดโจร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ณ เวลานั้นเราเห็นคนขับรถจักรยานยนต์มีคนซ้อนก้มลงเก็บ เราคิดว่าเป็นคนที่มาช่วยเก็บให้ แต่เรามองโลกในแง่ดีเกินไป พอเก็บได้เค้าก็เร่งเครื่องออกไปทันที ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และแสงสว่างบนสะพานก็ไม่เพียงพอที่จะเห็นอะไรชัด
เราได้ร้องเสียงหลง ทำอะไรไม่ถูก เพราะทุกสิ่งอย่างเราเก็บไว้ในนั้นหมดเลย เรารีบวิ่งกลับมาที่ตุ๊ก ๆ เพื่อมาดูลูก ซึ่งลูกก็ได้แต่ร้องไห้ตกใจ ร้องเรียกม่าม้า ๆ อย่างเดียว
พวกเราขับลงจากสะพานได้ไม่นาน เห็นชาวบ้านที่ยืนตามฟุตบาทจับกลุ่มคุยกัน และเห็นกลุ่มคนที่ขี่รถจักรยานยนต์ เลี้ยวรถเข้าไปในซอย คนแถวนั้นบอกว่าพวกมันขับเข้าไปทางนั้น
เราสั่นไปทั้งตัว ทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก มืดไปหมด แต่ต้องรีบดึงสติกลับมาให้เร็วที่สุด เพราะลูกร้องไหนหนักมาก ยิ่งได้ยินเราพูดว่าเงิน พาสปอต โทรศัพท์ กุญแจบ้านทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดเลย
เมื่อนึกได้ว่าเรายังมีโทรศัพท์เก่าอีกเครื่องที่เก็บไว้ในกระเป๋าถือ รีบค้นและโทรหาสามี แต่สิ่งที่ได้ยินจากปลายสาย เราไม่ขอเล่านะคะ ว่าเค้าพูดว่าอะไรบ้าง บอกได้แต่เพียงว่าเราดิ่งลงไปกว่าเดิมอีก
คนขับรถบอกว่าเราคงต้องรีบไป ไม่ควรจอดรถข้างทางกลางดึกแบบนี้ เพราะมันยิ่งอันตราย เราจึงรีบขึ้นรถ สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือกอดลูกค่ะ เราไม่ร้องไห้ (ร้องไม่ออก) ไม่มีน้ำตาเลย มันแน่นหน้าอกไปหมด เป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้ เราไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต
ณ เวลานั้นเราคิดว่าเราต้องไปไหน คืนนี้เราจะนอนที่ไหน เงินไม่มีเลย เข้าบ้านก็ไม่ได้ เพราะกุญแจติดไปกับเป้ เราจะทำยังไง......ในที่สุดเราตัดสินใจให้คนขับเลี้ยวรถกลับ ไปบ้านพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนไทย พี่ดาวและสามีเพิ่งย้ายมาอยู่ที่พนมเปญได้ราว ๆ 5-6 เดือน ก่อนที่เราจะมา ตอนนั้นเราคิดได้แต่ว่า สามีพี่เขาทำงานที่สถานทูตไทยในพนมเปญ อย่างน้อยน่าจะพอให้คำปรึกษาเรื่องการทำพาสปอตให้เราได้
เมื่อตุ๊ก ๆ จอดที่หน้าบ้านพี่ดาว กดกริ่งอยู่หลายครั้งกว่าแม่บ้านจะมาเปิดประตูให้ เนื่องจากพี่ทั้งสองไม่อยู่บ้าน ออกไปทานข้าวยังไม่กลับ โชคดีที่เราเคยมาบ้านพี่เค้าแล้ว ทำให้รู้จักกับแม่บ้าน เค้าจึงไว้ใจให้เราเข้าไปนั่งรอในบ้านได้
เมื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่บ้านฟัง พี่แม่บ้านจึงรีบติดต่อพี่ดาวและสามี(พี่โจ้) ไม่นานนักพี่ทั้ง 2 ก็มาถึงบ้าน เรารู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิดที่มาหาพี่ ๆ นอกจากนำแนะนำว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปในวันรุ่งขึ้นแล้ว เรายังรู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจ ในวันที่เรารู้สึกว่าเราไม่มีใครเลย
แน่นอนเรานอนไม่หลับเลย แม้ว่าลูกจะหลับไปแล้วก็ตาม นอนน้ำตาไหล ปวดหัวใจเป็นที่สุด คิดแต่ว่าทำไมต้องเกิดขึ้นกับเราด้วย เรื่องของเราพลอยทำให้พี่ดาวและพี่โจ้ก็นอนไม่หลับไปด้วย พี่ดาวเข้ามาหากลางดึก พร้อมกับสอบถามเรื่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ว่าเราพอจะเช็คได้หรือไม่ว่าตอนนี้มันอยู่ที่ไหน
เราทำการเปิดหาข้อมูล มือถือที่หายไปคือ Google Pixel 2 (เศร้ามากเพราะเพิ่งได้มายังไม่ถึง 2 เดือนเลย) จากนั้นดาวน์โหลดแอพที่ชื่อว่า Find Device โชคดีเรามีบัญชีของ Google จึงทำการใส่รหัสและกดหาสัญญาณเครื่อง แน่นอนเครื่องได้ถูกปิดไปแล้ว และสัญญาณสุดท้ายคือ(ตามภาพ)

สัญญาณสุดท้ายของมือถือที่หายไป
นอกจากนั้นเรายังมีความกังวลเรื่องบ้าน ไม่รู้ว่าโจรพวกนั้นรู้จักที่พักเราไหม เพราะในเป้มีกุญแจบ้านอยู่ หากมันใช้กุญแจนั้นไปเปิดบ้านเราคงเป็นเรื่องใหญ่เข้าไปอีก ก่อนที่เราจะให้ตุ๊ก ๆ กลับ คนขับตุ๊ก ๆ จึงอาสาว่าจะนอนเฝ้าที่หน้าบ้านให้เอง ก็คือจอดตุ๊ก ๆ ที่หน้าบ้านแล้วนอนในตุ๊ก ๆ
คืนนั้นทั้งคืน เราลุก ๆ นั่ง ๆ เพื่อมาเปิดดูสัญญาณโทรศัพท์และกล้องวงจรปิดที่บ้าน แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเปิดดูกี่ครั้งต่อกี่ครั้งทุกอย่างยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ประตูบ้านยังปิดสนิทเหมือนเดิม ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นใด นอกจากแมลงที่บินวนรอบกล้องวงจรปิด..... จนในที่สุดเราก็เผลอหลับไป เพราะความเพลีย
ขออนุญาตเขียนไว้แค่นี้ก่อนนะคะ ได้เวลาไปรับลูกที่โรงเรียนแล้ว
พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อว่า พอวันรุ่งขึ้น พวกเราจัดการอย่างไร แล้วเราจะได้ของกลับคืนมาหรือไม่ มีอะไรอยู่ในเป้บ้าง
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
เตือนภัย&แชร์ประสบการณ์ ถูกกระชากกระเป๋าที่พนมเปญ,กัมพูชา
กลับไปเมื่อวันที่ 23 กค. 2561 เราและลูกสาว เดินทางกลับจากสิงคโปร์ เที่ยวบินรอบ 21.30 น. โดยมีกระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก 1 ใบ กระเป๋าหิ้ว 1 ใบ เป้เราและลูกคนละใบ
เมื่อออกจากสนามบินก็ขึ้นนั่งรถตุ๊ก ๆ ต้องบอกก่อนว่าเป็นรถตุ๊ก ๆ ของพวกเราเอง เพียงแต่จ้างคนกัมพูชาขับให้ พอขึ้นรถก็วางกระเป๋าทุกอย่างตรงพื้นใกล้ ๆ กับเท้า โดยเราวางเป้ไว้บนกระเป๋าเดินทางที่วางรากกับพื้นอีกที
ในวันนั้นเรามัวแต่กังวลเรื่องไมค์รถตุ๊ก ๆ ว่าตัวเลขมันจะขึ้นมาเกินกว่าที่เราคาดการไว้ก่อนเดินทางหรือไม่ ต้องการรู้ว่าคนขันรถตุ๊ก ๆ เอารถเราไปรับลูกค้าคนอื่น ในขณะที่พวกเราไม่อยู่หรือเปล่า ณ เวลานั้นทำให้สายตาเรามัวแต่จดจ้องอยู่ที่หน้าปัดรถจักรยานยนต์ จนไม่ทันได้สังเกตุรถรอบข้างเลย แต่เมื่อเราจ้องยังไงก็ไม่เห็นเนื่องจากความมืด เราจึงล้มเลิกความตั้งใจ แล้วนั่งไปเฉย ๆ
ออกจากสนามบินได้ประมาณ 4-5 กิโลเมตร จะมีสะพานข้ามแยกก่อนถึงโรงพยาบาล Royal Phnom Penh เมื่อรถตุ๊ก ๆ กำลังเร่งเครื่องขึ้นไปบนสะพานนั้น ได้มีรถจักรยานยนต์ขับเบียดขึ้นมาจากทางด้านขวา(ไม่มีคนซ้อน) เราหันไปมองพร้อมกับคิดในใจ แคบขนาดนี้ยังจะเบียดขึ้นมาอีกไม่กลัวรถเกี่ยวกันรึไง จากนั้นรถตุ๊ก ๆ เราจึงเบี่ยงไปทางซ้ายนิดหน่อย
และเป็นจังหวะเดียวกันที่มีรถจักรยานยนต์อีกคัน มีคนซ้อนท้ายหันมาคว้ากระเป๋าเป้เราได้ สายเป้เกี่ยวกับเหล็กตุ๊ก ๆ เราจึงดึงและยื้อแย่งจนหลุดมือ ทำให้เป้ตกลงที่พื้นถนน เรารีบกระโดดลงจากตุ๊ก ๆ ในขณะที่รถยังไม่จอดสนิท คนขับก็ลงมาช่วยหยุดโจร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ณ เวลานั้นเราเห็นคนขับรถจักรยานยนต์มีคนซ้อนก้มลงเก็บ เราคิดว่าเป็นคนที่มาช่วยเก็บให้ แต่เรามองโลกในแง่ดีเกินไป พอเก็บได้เค้าก็เร่งเครื่องออกไปทันที ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และแสงสว่างบนสะพานก็ไม่เพียงพอที่จะเห็นอะไรชัด
เราได้ร้องเสียงหลง ทำอะไรไม่ถูก เพราะทุกสิ่งอย่างเราเก็บไว้ในนั้นหมดเลย เรารีบวิ่งกลับมาที่ตุ๊ก ๆ เพื่อมาดูลูก ซึ่งลูกก็ได้แต่ร้องไห้ตกใจ ร้องเรียกม่าม้า ๆ อย่างเดียว
พวกเราขับลงจากสะพานได้ไม่นาน เห็นชาวบ้านที่ยืนตามฟุตบาทจับกลุ่มคุยกัน และเห็นกลุ่มคนที่ขี่รถจักรยานยนต์ เลี้ยวรถเข้าไปในซอย คนแถวนั้นบอกว่าพวกมันขับเข้าไปทางนั้น
เราสั่นไปทั้งตัว ทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก มืดไปหมด แต่ต้องรีบดึงสติกลับมาให้เร็วที่สุด เพราะลูกร้องไหนหนักมาก ยิ่งได้ยินเราพูดว่าเงิน พาสปอต โทรศัพท์ กุญแจบ้านทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดเลย
เมื่อนึกได้ว่าเรายังมีโทรศัพท์เก่าอีกเครื่องที่เก็บไว้ในกระเป๋าถือ รีบค้นและโทรหาสามี แต่สิ่งที่ได้ยินจากปลายสาย เราไม่ขอเล่านะคะ ว่าเค้าพูดว่าอะไรบ้าง บอกได้แต่เพียงว่าเราดิ่งลงไปกว่าเดิมอีก
คนขับรถบอกว่าเราคงต้องรีบไป ไม่ควรจอดรถข้างทางกลางดึกแบบนี้ เพราะมันยิ่งอันตราย เราจึงรีบขึ้นรถ สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือกอดลูกค่ะ เราไม่ร้องไห้ (ร้องไม่ออก) ไม่มีน้ำตาเลย มันแน่นหน้าอกไปหมด เป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้ เราไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต
ณ เวลานั้นเราคิดว่าเราต้องไปไหน คืนนี้เราจะนอนที่ไหน เงินไม่มีเลย เข้าบ้านก็ไม่ได้ เพราะกุญแจติดไปกับเป้ เราจะทำยังไง......ในที่สุดเราตัดสินใจให้คนขับเลี้ยวรถกลับ ไปบ้านพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนไทย พี่ดาวและสามีเพิ่งย้ายมาอยู่ที่พนมเปญได้ราว ๆ 5-6 เดือน ก่อนที่เราจะมา ตอนนั้นเราคิดได้แต่ว่า สามีพี่เขาทำงานที่สถานทูตไทยในพนมเปญ อย่างน้อยน่าจะพอให้คำปรึกษาเรื่องการทำพาสปอตให้เราได้
เมื่อตุ๊ก ๆ จอดที่หน้าบ้านพี่ดาว กดกริ่งอยู่หลายครั้งกว่าแม่บ้านจะมาเปิดประตูให้ เนื่องจากพี่ทั้งสองไม่อยู่บ้าน ออกไปทานข้าวยังไม่กลับ โชคดีที่เราเคยมาบ้านพี่เค้าแล้ว ทำให้รู้จักกับแม่บ้าน เค้าจึงไว้ใจให้เราเข้าไปนั่งรอในบ้านได้
เมื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่บ้านฟัง พี่แม่บ้านจึงรีบติดต่อพี่ดาวและสามี(พี่โจ้) ไม่นานนักพี่ทั้ง 2 ก็มาถึงบ้าน เรารู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิดที่มาหาพี่ ๆ นอกจากนำแนะนำว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปในวันรุ่งขึ้นแล้ว เรายังรู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจ ในวันที่เรารู้สึกว่าเราไม่มีใครเลย
แน่นอนเรานอนไม่หลับเลย แม้ว่าลูกจะหลับไปแล้วก็ตาม นอนน้ำตาไหล ปวดหัวใจเป็นที่สุด คิดแต่ว่าทำไมต้องเกิดขึ้นกับเราด้วย เรื่องของเราพลอยทำให้พี่ดาวและพี่โจ้ก็นอนไม่หลับไปด้วย พี่ดาวเข้ามาหากลางดึก พร้อมกับสอบถามเรื่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ว่าเราพอจะเช็คได้หรือไม่ว่าตอนนี้มันอยู่ที่ไหน
เราทำการเปิดหาข้อมูล มือถือที่หายไปคือ Google Pixel 2 (เศร้ามากเพราะเพิ่งได้มายังไม่ถึง 2 เดือนเลย) จากนั้นดาวน์โหลดแอพที่ชื่อว่า Find Device โชคดีเรามีบัญชีของ Google จึงทำการใส่รหัสและกดหาสัญญาณเครื่อง แน่นอนเครื่องได้ถูกปิดไปแล้ว และสัญญาณสุดท้ายคือ(ตามภาพ)
สัญญาณสุดท้ายของมือถือที่หายไป
นอกจากนั้นเรายังมีความกังวลเรื่องบ้าน ไม่รู้ว่าโจรพวกนั้นรู้จักที่พักเราไหม เพราะในเป้มีกุญแจบ้านอยู่ หากมันใช้กุญแจนั้นไปเปิดบ้านเราคงเป็นเรื่องใหญ่เข้าไปอีก ก่อนที่เราจะให้ตุ๊ก ๆ กลับ คนขับตุ๊ก ๆ จึงอาสาว่าจะนอนเฝ้าที่หน้าบ้านให้เอง ก็คือจอดตุ๊ก ๆ ที่หน้าบ้านแล้วนอนในตุ๊ก ๆ
คืนนั้นทั้งคืน เราลุก ๆ นั่ง ๆ เพื่อมาเปิดดูสัญญาณโทรศัพท์และกล้องวงจรปิดที่บ้าน แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเปิดดูกี่ครั้งต่อกี่ครั้งทุกอย่างยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ประตูบ้านยังปิดสนิทเหมือนเดิม ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นใด นอกจากแมลงที่บินวนรอบกล้องวงจรปิด..... จนในที่สุดเราก็เผลอหลับไป เพราะความเพลีย
ขออนุญาตเขียนไว้แค่นี้ก่อนนะคะ ได้เวลาไปรับลูกที่โรงเรียนแล้ว
พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อว่า พอวันรุ่งขึ้น พวกเราจัดการอย่างไร แล้วเราจะได้ของกลับคืนมาหรือไม่ มีอะไรอยู่ในเป้บ้าง
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านค่ะ