เราถูกแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพล่าร์(เอนไปทางซึมเศร้า)ขั้นรุนแรง แต่กลับถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวบ่อยๆ ทำไงดีคะ?

ยาวหน่อยนะคะ ขอคนที่เปิดใจรับฟัง อยากช่วยแก้ปัญหาจริงๆ คอมเมนท์ป่วนขอไม่รับนะคะ สภาพจิตใจเราตอนนี้แย่มากพอแล้วค่ะ


สวัสดีค่ะ ใครที่คุ้นยูสเซอร์เรา คงจะพอทราบชื่อเล่นเรามาบ้างแล้ว เราเคยทำรีวิวในเว็ปและในยูทูปค่ะ แต่ไม่มาก และพอ อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เราก็หยุด และเลิกทำมาสักพักใหญ่แล้ว ก่อนอื่นขออนุญาตแนะนำตัวนะคะ เราชื่อ กระต่ายค่ะ ปีนี้จะอายุ 22 ปี ยังเรียนไม่จบ เพราะดรอปไปเมื่อต้นปี (ขึ้นปี 3เทอม 2) เราอยู่มหาลัยไกลบ้าน และเริ่มป่วยตั้งแต่ปี 1 เทอม 2 แต่ตอนนี้คิดว่าเป็นแค่โรคเครียด จนมาปี 2 ไปตรวจถึงรู้แน่ชัดว่าเป็นซึมเศร้า (ตอนแรกยังไม่มีภาวะแมเนียค่ะ เลยยังไม่ทราบว่าเป็นไบโพล่าร์) ต่อมาช่วงเทอมสองถึงปิดเทอม เริ่มมีขั้วแมเนียสลับเข้ามา ทำให้ผลวินิจฉัยเปลี่ยน กลายเป็นว่า เราคือผู้ป่วยไบโพล่าร์ แต่เอนไปทางภาวะซึมเศร้ามากกว่า ด้วยความที่เราเป็นนักศึกษาในโครงการพิเศษของมหาลัย ( โครงการนักศึกษาดีเด่น ) ทำให้มีอภิสิทธิ์เล็กน้อยช่วงเทอมสองในด้านการเข้าเรียน (แค่เทอมเดียวค่ะ) แต่สอบยังคงใช้มาตรฐานเดิมไม่เปลี่ยนค่ะ ที่เราเข้าเรียนน้อยเพราะเราขอกลับบ้านมากขึ้น ช่วงนั้น คือเราเริ่มไปถึงขั้นกรีดข้อมือตัวเองแล้ว เริ่มร้องไห้หนัก คุมตัวเองลำบาก ในหัวมีแต่ความคิดอยากตายเต็มไปหมด จนเราต้องกลับมาบ้าน บ้านเราอยู่ชลบุรีค่ะ เราเคยลองรักษาที่โรงพยาบาลในย่านที่เราเรียนแล้วสองที่ ไม่ดีขึ้นสักที่เลย เราเลยกลับมารักษาที่ชลแทน โดยตอนแรกเคยไปโรงพยาบาล แต่ก็ไม่โอเค เลยไปคลีนิคสองแห่งในเมืองชล เคยสลับกันอยู่สองที่ แล้วก็เคยลองไปโรงพยาบาลจิตเวชแถวบางนา (แต่อันนี้ก็ไม่โอเคค่ะ) สุดท้าย กลับมาคลีนิคอีกครั้ง เราเหมือนจะดีขึ้นอยู่ช่วงนึง อารมณ์เศร้าหายไป อะเลิทแทน อยากทำนั่นนี่เต็มไปหมด คิดไปคิดมาก มันเรียกดีเหรอ? นั่นมันภาวะแมเนียไม่ใช่หรอกเหรอ? พอหนนี้กลับมาโหมดเศร้าอีก ก็แย่ค่ะ อยู่คนเดียวไม่ได้ เลยย้ายของจากหอกลับบ้านแล้วดรอปเลย...

แต่พอมาอยู่บ้าน แรกๆพ่อก็ยังอยู่ดีอยู่ หลังๆมาพ่อกลับดึกทุกวัน ทิ้งเราไว้บ้านคนเดียว (แม่เป็นพยาบาลค่ะ แต่อยู่อีกบ้าน และไม่ค่อยมาหาเราเท่าไหร่ แวะมาช่วงหลังแค่แป๊บๆ มานอนด้วยปีละไม่ถึง 10 ครั้ง) ส่วนน้องสาวเราอยู่กับย่าค่ะ ไม่ได้อยู่กับเรา คืนวันศุกร์ เสาร์ พ่อจะไม่กลับบ้านเสมอ เรารู้แหละค่ะ ว่าพ่อไปอยู่กับผู้หญิงอีกคน ไปหาผู้หญิงคนอื่น เพราะพ่อก็เคยคุยโทรศัพท์ให้เราได้ยิน (พ่อแม่เราหย่ากันแล้วค่ะ) บางครั้งอาการเรามันดิ่งแบบไม่มีสาเหตุ เราอยากขอความช่วยเหลือ บางทีโทรหาพ่อไม่ติด ไลน์ไปไม่ตอบ หรือบางครั้ง พ่อก็บอกว่ามางานเลี้ยง คุยกันแล้วไง ว่าศุกร์เสาร์จะไม่กลับ แล้วเป็นอะไรอีก ต่ายเป็นอะไรของต่าย จนราวๆสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เรากรีดข้อมือไปอีกหน (จริงๆหลายหนมากค่ะ แต่อันนี้ขอยกหนล่าสุดมาก็แล้วกัน) ซึ่งวันนั้นคนที่มาหาคือแม่ ก็ทำแผลทำอะไรไป เราพยายามกินยาแล้ว แต่ตัวเองก็ยังไม่สงบ บางทีเราร้องไห้ ทรมาน และเราอยากให้พ่อหรือแม่มาอยู่ข้างๆ มาช่วยเราออกจากความรู้สึกนี้ที แต่กลับหันไปไม่เจอใคร พ่อเรา ลำพังแค่งานก็เยอะแล้ว พ่อเป็นผู้จัดการฝ่าย CSR ชุมชนสัมพันธ์ของบริษัทพยัญชนะ A นำหน้า เป็นบริษัทขายที่ดินให้สร้างโรงงาน และคอยดูแลพื้นที่ให้ ซึ่งบริษัทนี้ใหญ่และกว้างขวางมากในชลบุรี โดยพ่อเรามีงานรองเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงานภาค 2 ของชลบุรี และตอนนี้กำลังเรียนปริญญาเอกในคณะด้านการบริหาร มหาวิทยาลัยชื่อดังติดทะเลบางแสน ทำให้จันทร์-ศุกร์ กลางวันพ่อทำงาน ปกติเลิกงาน 5 โมงครึ่ง ขับรถกลับบ้านราวๆ 30 นาที ถ้ามีงานด่วนจริงๆถึงจะเลิกช้า แต่พ่อเรากลับ กลับมาถึงบ้านห้าทุ่มเที่ยงคืนแทบทุกวัน ศุกร์พ่อไม่อยู่ เสาร์พ่อไม่อยู่ อาทิตย์พ่อกลับมาใกล้ๆเที่ยงคืน แล้วก็บ่นเหนื่อย อาบน้ำนอน เช้าวันจันทร์ วนลูปเดิม ส่วนแม่ แม่เป็นพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาลประจำอำเภอค่ะ ซึ่งที่นี่ไม่มีแผนกจิตเวช และแม่ไม่มีความรู้ด้านจิตเวชเลย (แม่บอกมาแบบนี้) บ้านที่แม่อาศัยอยู่เลี้ยงสุนัขไว้หลายตัว แม่จะชอบบอกว่า ขึ้นเวรเหนื่อย พยาบาลน้อย จัดเวรมาให้เยอะ กลับบ้านต้องไปรดน้ำผัก ให้อาหารหมา นอนอีก ไม่มีเวลา ซึ่งหากมีเวลา แม่ก็จะไปหาเพื่อนที่บางแสน ไม่ก็ไปซื้ออาหารหมาค่ะ แทบไม่มาหาเรา ถ้านัดอะไรเราว่าแบบ จะพาไปนั่นนะ นี่นะ เก้าสิบเปอร์เซ็นคือล่มค่ะ แม่จะมาบอกเอาตอนก่อนไปว่า เลื่อนเนอะ ยังไม่ไปเนอะ แม่ต้องไปทำบลาๆๆ เหตุผลร้อยแปด มีครั้งนึงเราขอให้แม่มาอยู่ด้วยเพราะเราอยู่คนเดียว ปรากฏ แม่บอกว่าไม่ว่าง ต้องไปงานศพ คนนี้เป็นญาติห่างๆฝ่ายแม่ เราตะหงิดๆใจบอกไม่ถูกในหนนั้น เลยลองหาเฟสของอี๊(พี่สาวแม่ในภาษาจีน)ของเรา แล้วทักไปถามว่าวันนี้มีงานศพเหรอคะ อี๊บอกว่า งานศพอะไร ไม่มีนี่ เราเลยเล่าที่แม่บอกเราให้ฟัง จากนั้นแม่จึงยอมสารภาพความจริงว่ามากินข้าวกับเพื่อน เราโกรธค่ะ โกรธที่โกหกเรา และไม่ใช่ครั้งเดียวที่เราโดนแม่หลอก แต่บางทีเราก็ยอมปิดตาข้างนึงและปล่อยมันไป

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจตั้งคำถาม ว่าทำไมไม่ไปโรงพยาบาลล่ะ คำตอบคือ คลีนิครอคิวสั้น ตรวจ รับยา กลับบ้าน ส่วนโรงพยาบาลนั้น ต้องใช้เวลามาก เรารอไม่ค่อยได้ (จะหงุดหงิด) นี่คือเหตุผลที่หนึ่ง และพ่อแม่ไม่มีใครว่างพาไป นี่คือเหตุผลที่สอง เห็นบอก จะไปๆ หลายที จะไปมาครึ่งปีแล้วก็ยังไม่ได้ไป  เราเคยโทรไปสายด่วนสุขภาพจิต ก็ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่ พยายามหาอะไรทำ มันก็ไม่ค่อยอยากทำอะไรเลย ไม่ค่อยมีแรง ห่อเหี่ยว ยิ่งอยูคนเดียวยิ่งทรมาน อย่างวันนี้ เราส่งข้อความหาพ่อ พ่อเลิกงานแล้วตอนห้าโมงสี่สิบกว่า แต่พ่อไม่กลับ ทักไปคุยก็บอกว่า แค่นี้ก่อน จะขับรถ เรารู้สึกว่าเราหมดหนทางแล้วจริงๆ จึงมาตั้งกระทู้ในนี้ เผื่อจะพอมีใครให้คำแนะนำและช่วยเหลือเราได้ เราเดินทางเองไม่ค่อยได้ค่ะ เพราะอ้วนมาก และไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนเอง (เมื่อก่อนบ้านเราเลี้ยงแบบไข่ในหินเลย สมัยเป็นเด็ก) ญาติคนอื่น เราไม่สนิทใจค่ะ เราเคยโดนญาติฝ่ายพ่อรุมด่าสมัยอยู่ม.3 ช่วงที่เขาหย่ากัน ว่าเราคือสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่เลิกกัน ทั้งๆที่ความจริงคือ แม่จับได้ว่าพ่อมีกิ๊ก และมาคอยบ่นให้เราฟัง ระบายให้เราฟังเสมอๆ จนวันนึงเราบอกแม่ว่า ถ้าแม่ไม่โอเค แม่หย่าได้นะ หนูโอเค คือเราไม่อยากเอาเราไปถ่วงแม่ แล้ววันหย่า เราก็ไปร้องไห้ที่โรงเรียนกับครูประจำชั้น ช่วงนั้นเราแอนตี้พ่อไปพักใหญ่ๆ แล้วญาติฝ่ายพ่อยังบอกอีกว่า เราเลือกแม่ เข้าข้างแม่ เพราะแม่รวยกว่าล่ะสิ ด่าว่าเราเห็นแก่เงิน จนทุกวันนี้ ปู่ก็ยังพูดอยู่เสมอว่าไอ้ต่ายมันยุให้แม่หย่ากับพ่อมัน ส่วนญาติฝ่ายแม่ ไม่สนิทเลยค่ะ อยู่ไกลด้วย เพื่อนเรา ที่สนิทๆก็มีไม่กี่คน ซึ่งเรียนอยู่ไกล เรียนหนักด้วย ไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าที่ควร เราเหมือนตัวคนเดียวจริงๆค่ะ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการมาระบายลงกระทู้มันช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่เราหมดหนทางแล้วจริงๆ ตอนนี้เราเองก็อยู่คนเดียว และกำลังคิดอยากตายอยู่เหมือนกัน เราไม่รู้ว่าเพื่อนแม่รู้มั้ย ว่าเราป่วย เราไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นรู้มั้ย ว่าเราป่วย เราไม่รู้ว่าคนที่คอยรั้งพ่อแม่เราไม่ให้กลับมาหาเรารู้มั้ย ว่าเราป่วย และอาการแย่ในระดับไหน เราผ่านการปรับยามาหลายหน หนล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ เพราะอาการเราแย่ลงมา เรากินยาตลอดนะคะ ไม่เคยขาด แต่ก็ยังไม่หาย ตอนนี้มันแย่ค่ะ แย่มากๆ เราไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เราอยากร้องไห้มากๆ เราอยากตายตอนนี้เลยด้วยซ้ำ อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าพ่อแม่เรากล้บมาวันไหน แล้วเห็นเรากลายเป็นศพไปแล้ว จะรู้สึกยังไง

ปล. สุดท้าย เราไม่ค่อยอยากอยู่รพ.ค่ะ เคยหาข้อมูลมาแล้ว เขายึดมือถือ ห้องพัดลม นอนรวม ซึ่งเราติดมือถือ ขี้ร้อนมาก (ถ้าเหงื่อออกจะคัน เป็นผื่น หนักๆคือหายใจไม่ออก และร้อนง่ายกว่าคนปกติ) เราโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่กับบคนที่ไว้ใจ เชื่อใจ สนิทใจ ไม่ชอบอยู่กับคนแปลกหน้า มันทำให้เราอึดอัดมากค่ะ และยิ่งรู้สึกแย่ และถ้าหากเราเข้าไปในรพ. เราจะยิ่งได้เจอพ่อแม่น้อยลงไปอีก เราอยากให้นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายของเรามากกว่าค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนจบ ถึงจะให้คำแนะนำ หรือไม่ให้คำแนะนำก็ไม่เป็นไร แค่นี้เราก็ขอบคุณมากแล้วที่ยอมรับฟังคนอย่างเรา ขอบคุณมากๆค่ะ

**อัพเดตเพิ่มเติมนะคะ เราแชร์กระทู้ลงเฟสเรา แล้วแท็กพ่อกับแม่ ไม่นาน แม่ก็มาตอบแบบนี้ค่ะ...


**เพิ่มเติมรอบที่สองค่ะ แม่เรามาเมนท์ต่อ ว่าให้บอกแบบนี้ด้วย ขนาดตอนนี้เราบอกอยากตาย แม่ยังทำแค่ตอบเฟสเราอยู่เลยค่ะ เรามีสิทธิ์ที่จะน้อยใจมั้ยคะ ?
แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 8
เอาทีละขั้นนะคะ เราเข้าใจนะคะว่าคุณไม่อยากทำอะไรเลย รู้สึกเศร้า อยากตาย แต่ถ้ายิ่งปล่อยไว้ก็ยิ่งแย่ อยากให้ลองทบทวนดูดีๆ ถามตัวเองว่าสภาพตัวเองตอนนี้มันดีหรอ เมื่อก่อนเราสดใสกว่านี้ มีความสุขกว่านี้หรือเปล่า เราจะปล่อยตัวเองจมอยู่กับความเศร้าอย่างนี้ต่อไปจริงๆหรอ อย่างน้อยคุณก็ต้องรู้สึกก่อนอะว่า เห้ย ไม่โอเคแล้วอ่ะ ฉันอยากหาย ถึงมันจะยากและแย่มากในตอนนี้ แต่ฉันอยากจะออกจากสภาพนี้ให้ได้

ถ้าคุณคิดได้อย่างนี้แล้วมันจะง่ายขึ้นค่ะ หรือถ้ายังไม่ไหว บอกหมอค่ะ เปลี่ยนยา แต่เราจะบอกว่า ยามันไม่ได้ช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นเนอะ ยามันจะช่วยให้อารมณ์ไม่แกว่งเกินไป ซึ่งจะทำให้เราควบคุมมันได้ง่ายขึ้น ดังนั้นตัวสำคัญที่จะช่วยให้คุณหายได้ก็คือตัวคุณเองเท่านั้นนะคะ เข้มแข็งไว้ค่ะ ลองเรียนรู้ที่จะไล่ตามความคิดตัวเองค่ะ พอเริ่มคิดว่าอยากตาย ตัวเองไม่มีค่าขึ้นมา ก็ต้องรู้ตัวเองนะ ว่ากำลังคิดอยู่ แต่ยังไม่ต้องห้ามตัวเองให้เลิกคิดก็ได้ แค่ให้รู้สึกตัวอะว่ากำลังคิดอะไร ค่อยๆทำไป แต่พยายามไม่ย้ำคิดย้ำทำว่าเห้ยฉันคิดแบบนี้อีกแล้ว แย่จัง โทษตัวเองอะไรงี้ คุณอาจจะสงสัยว่าเราแนะนำให้ทำแบบนี้ทำไม อ่านต่อก่อนนะคะ

ระหว่างนี้คุณควรหาอะไรทำค่ะ หางานอดิเรกใหม่ๆทำเนอะ หาแรงบันดาลใจใหม่ๆค่ะ คุณอยู่บ้านคนเดียว ไม่ค่อยได้พบปะหรือพูดคุยกับใครใช่มั้ยคะ ถ้ายิ่งอยู่คนเดียว ไม่ค่อยได้ทำอะไร ไม่ค่อยพูดกับใคร มันจะยิ่งฟุ้งซ่านและจมอยู่กับความคิดลบๆมากขึ้นเรื่อยๆนะ เราเข้าใจนะคะว่าคุณอยากได้กำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ แต่ดูแล้วเขาคงจะเหนื่อยกับหน้าที่การงาน เพราะงานของทั้งสองคนก็หนักมากเลย แต่เราเชื่อนะคะว่าลึกๆแล้วเขาอยากให้คุณหาย คุณลองมองอีกมุมหนึ่งนะคะ เขาทำงานมาเหนื่อยๆ เครียดจากงาน เขาก็เลยไม่ทันยั้งคิดว่าสิ่งที่พูดไปมันทำร้ายจิตใจคุณ

เราอยากให้คุณลองพยายามด้วยตัวเองดูก่อนนะ หาสิ่งที่น่าสนใจ ลองทำดู ตามตัวอย่างที่คห.บนๆได้เสนอไว้ ถ้าคุณเจอสิ่งที่ชอบจริงๆ มันอาจจะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ดีที่ทำให้คุณอยากมีชีวิตอยู่ต่อก็ได้นะ

พอคุณเจอสิ่งที่ชอบหรืองานอดิเรกที่อยากทำแล้วมันน่าจะโอเคขึ้นนะคะ ค่อยๆทำไป ตอนแรกก็อย่าไปคาดหวังอะไร สมมติวาดรูปงี้ ก็วาดไปเรื่อยๆ ตั้งเป้าหมายง่ายๆกับตัวเอง วาดวันละ 1รูป ผ่านไปเรื่อยๆพอเอามาเทียบดูมันอาจจะแบบ เฮ้ย ฝีมือเราก็พัฒนาขึ้นบ้างนี่นา พอคุณเก็บเป้าหมายเล็กๆ ความสำเร็จเล็กๆพวกนี้ได้ คุณจะมีกำลังใจทำสิ่งนั้นๆมากขึ้น

ทีนี้ก็เอาข้อนี้ไปรวมกับที่ข้อที่เราบอกด้านบนนะคะ พอคุณทันความรู้สึกตัวเอง รู้ว่าตัวเองกำลังคิดลบ อยากตาย คุณก็นึกถึงสิ่งที่คุณชอบ งานอดิเรกที่คุณทำ ถ้าเราตายไปแล้วเราจะมีโอกาสทำมันอีกหรอ น่าเสียดายออกนะ ลองดูค่ะ

เป็นกำลังใจให้นะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่