สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 6
การทำสงครามระหว่างพม่ากับจีนคงไม่ใช่สิ่งที่จะชี้วัดความ "เก่ง" ได้เสมอไปครับ ต้องดูความเหมาะสมเรื่องปัจจัยอื่นๆด้วยด้วย เพราะจีนถือได้ว่าเป็นมหาอำนาจของยุคนั้น มีดินแดนและประชากรใหญ่กว่าพม่าหลายเท่าตัวและมีศูนย์กลางการปกครองที่ห่างไกลจากพม่ามาก การที่พม่าไปทำสงครามกับจีนตรงๆ นั้นจึงเรียกว่า "ได้ไม่คุ้มเสีย" เพราะไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายครับ และไม่มีความจำเป็นที่พม่าจะต้องขยายอำนาจไปถึงเมืองจีนด้วย
เช่นเดียวกับรัฐอื่นๆ ในละแวกนี้ไม่เคยบุกดันทุรังไปรบจบจีนโดยตรง เราก็คงไม่สามารถสรุปได้ว่ารัฐเหล่านี้ "ไม่เก่ง" หรือเป็น "กบในกะลา" ได้ครับ
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่พม่ามีอาณาเจตติดต่อกับมณฑลหยุนหนานทางใต้ของจีน จึงทำให้หลายครั้งมีการกระทบกระทั่งกัน และก็เป็นชนวนที่ทำให้เกิดสงครามระหว่างพม่ากับจีนครับ
ในสมัยราชวงศ์หมิง แม้พระเจ้าบุเรงนองจะไปได้ประกาศศึกกับราชสำนักต้าหมิงโดยตรง แต่พระองค์ก็ทรงตีหัวเมืองไทใหญ่ที่อยู่ภายใต้การปกครองอุปราชมณฑลหยุนนานได้หมด (ซึ่งไม่เคยมีกษัตริย์มอญพม่าองค์ใดทำได้) และหงสาวดีในยุคนั้นก็ไม่ส่งบรรณาการให้ต้าหมิง ซึ่งต้าหมิงก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ความขัดแย้งระหว่างพม่ากับต้าหมิงถึงจุดแตกหักอย่างชัดเจนในสมัยพระเจ้านันทบุเรง โดยพงศาวดารพม่าระบุว่าในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๑๒๕ เจ้าฟ้าไทใหญ่สองเมืองไม่ยอมถวายบรรณาการให้หงสาวดีคือเมืองจันตา (Sanda) กับสองสบ (Thaungthut ช่องชุบ/สมโชค) เข้าใจว่าทั้งสองเมืองนี้เป็นเมืองสองฝ่ายฟ้าที่ส่งบรรณาการให้ทั้งหงสาวดีและต้าหมิง เจ้าฟ้าทั้งสองหนีมาตั้งมั่นที่เมืองจันตาซึ่งอยู่ในมณฑลหยุนหนาน พระเจ้านันทบุเรงจึงให้พระเจ้าแปรสะโตธรรมราชาผู้เป็นอากับพระเจ้าเชียงใหม่นรธามังช่อน้องชายไปล้อมอยู่ห้าเดือนจึงจับเจ้าฟ้าทั้งสองลงมาได้ (น่าสังเกตว่าเมืองเล็กๆ อยู่ไกลมาก แต่กลับส่งพระญาติถึงสององค์ไปเอง)
เมืองจันตาเป็นเมืองไทใหญ่ที่อยู่ในเขตจังหวัดเป่าซาน (保山) และเต๋อหง (德宏 แคว้นใต้คงของไทใหญ่) ในมณฑลหยุนหนาน เข้าใจว่าจันตาเป็นเมืองเดียวกับจ่านต๋า (盏达) ในเอกสารหมิงสื่อลู่ (明實錄) ซึ่งระบุว่าเป็นหนึ่งในหลายๆเมืองที่หงสาวดียกทัพไปตีและเผาทำลายในมณฑลหยุนหนานโดยอาศัยความช่วยเหลือจากชาวฮั่นชื่อเยว่เฟิ่ง (岳鳳) และอีกหลายๆคน จนเกิดเป็นสงครามระหว่างหงสาวดีกับจีนราชวงศ์หมิงเพื่อแย่งชิงอำนาจเหนือหัวเมืองไทใหญ่ในมณฑลหยุนหนาน
สันนิษฐานว่าการตีเมืองจันตาของหงสาวดีเป็นหนึ่งในศึกที่พระเจ้านันทบุเรงต้องการจะขยายอำนาจไปยังไทใหญ่ในหยุนหนาน ซึ่งตามรับสั่งพระเจ้านันทบุเรงทัพของเยว่เฟิ่งนั้นรุกไปถึงเมืองว่านเตี้ยน (湾甸) และหมางซื่อ (芒市 เมืองขอนในแคว้นใต้คง)
ต้าหมิงถึงขนาดต้องส่งแม่ทัพจากส่วนกลางลงมาจากปักกิ่งนำโดยเติ้งจื่อหลง (鄧子龍) มารับศึกที่ว่านเตี้ยนและเกิ๋งหม่า (耿馬-เชียงม้า ในหยุนหนาน) และหลิวทิง (劉綎) ยกมาตั้งรับที่เมืองหล่งชวน (隴川 ในแคว้นใต้คง) ซึ่งสามารถชนะเยว่เฟิ่งได้ หลังจากนั้นต้าหมิงจึงรุกตีจนหงสาวดีเสียอำนาจเหนือหัวเมืองไทใหญ่ทางเหนือไปหลายเมือง หลังจากที่รบกันยืดเยื้อเป็นสิบปี หงสาวดีเสียทั้งเมืองเมิ่งมี่ (孟密-เมืองมีด) เมิ่งหย่าง (孟養-เมืองยาง) หมานโม่ (蠻莫-บ้านหม้อ/พะโม) เมิ่งเหลียน (孟連-เมืองแลม อยู่ในหยุนหนาน) มู่ปัง (木邦-แสนหวี) ให้กับจีน
การรบในดินแดนไทใหญ่ยังมีมาจนหงสาวดีล่มสลายแล้ว พระเจ้าสีหสูรมหาธรรมราชาแห่งอังวะก็ทรงขยายอำนาจในพม่าตอนบนตีชิงหัวเมืองไทใหญ่ทั้งมวลไว้ในอำนาจ ในเวลานั้นต้าหมิงไม่ได้อยู่ในภาวะที่จะรับศึกเต็มอัตรากับอังวะได้เนื่องจากมีสงครามกับญี่ปุ่นและมองโกล ต้าหมิงจึงยอมยกเมืองยางกับแสนหวีให้อังวะใน พ.ศ. ๒๑๔๕ (แต่ปรากฏว่าแสนหวีมาขึ้นอยุทธยาภายหลัง) แต่ก็ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ โดยอังวะพยายามจะตีเมืองนายที่ขึ้นกับอยุทธยา ทำให้ต้าหมิงหวังจะอาศัยกำลังของอยุทธยาในการพิชิตพม่าด้วย แต่ไม่เป็นผลเนื่องจากสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตเสียก่อน
หลังจากนั้นก็ยังปรากฏว่ามีการรบระหว่างพม่ากับจีนในไทใหญ่อยู่ประปราย รวมถึงมีการขยายอำนาจในแถบสิบสองปันนาซึ่งจีนเองเห็นว่าเป็นปัญหาอยู่ แต่ต้าหมิงก็ไม่ได้ดำเนินการกับพม่าอย่างเป็นรูปธรรมมาจนสิ้นราชวงศ์หมิงครับ
เช่นเดียวกับรัฐอื่นๆ ในละแวกนี้ไม่เคยบุกดันทุรังไปรบจบจีนโดยตรง เราก็คงไม่สามารถสรุปได้ว่ารัฐเหล่านี้ "ไม่เก่ง" หรือเป็น "กบในกะลา" ได้ครับ
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่พม่ามีอาณาเจตติดต่อกับมณฑลหยุนหนานทางใต้ของจีน จึงทำให้หลายครั้งมีการกระทบกระทั่งกัน และก็เป็นชนวนที่ทำให้เกิดสงครามระหว่างพม่ากับจีนครับ
ในสมัยราชวงศ์หมิง แม้พระเจ้าบุเรงนองจะไปได้ประกาศศึกกับราชสำนักต้าหมิงโดยตรง แต่พระองค์ก็ทรงตีหัวเมืองไทใหญ่ที่อยู่ภายใต้การปกครองอุปราชมณฑลหยุนนานได้หมด (ซึ่งไม่เคยมีกษัตริย์มอญพม่าองค์ใดทำได้) และหงสาวดีในยุคนั้นก็ไม่ส่งบรรณาการให้ต้าหมิง ซึ่งต้าหมิงก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ความขัดแย้งระหว่างพม่ากับต้าหมิงถึงจุดแตกหักอย่างชัดเจนในสมัยพระเจ้านันทบุเรง โดยพงศาวดารพม่าระบุว่าในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๑๒๕ เจ้าฟ้าไทใหญ่สองเมืองไม่ยอมถวายบรรณาการให้หงสาวดีคือเมืองจันตา (Sanda) กับสองสบ (Thaungthut ช่องชุบ/สมโชค) เข้าใจว่าทั้งสองเมืองนี้เป็นเมืองสองฝ่ายฟ้าที่ส่งบรรณาการให้ทั้งหงสาวดีและต้าหมิง เจ้าฟ้าทั้งสองหนีมาตั้งมั่นที่เมืองจันตาซึ่งอยู่ในมณฑลหยุนหนาน พระเจ้านันทบุเรงจึงให้พระเจ้าแปรสะโตธรรมราชาผู้เป็นอากับพระเจ้าเชียงใหม่นรธามังช่อน้องชายไปล้อมอยู่ห้าเดือนจึงจับเจ้าฟ้าทั้งสองลงมาได้ (น่าสังเกตว่าเมืองเล็กๆ อยู่ไกลมาก แต่กลับส่งพระญาติถึงสององค์ไปเอง)
เมืองจันตาเป็นเมืองไทใหญ่ที่อยู่ในเขตจังหวัดเป่าซาน (保山) และเต๋อหง (德宏 แคว้นใต้คงของไทใหญ่) ในมณฑลหยุนหนาน เข้าใจว่าจันตาเป็นเมืองเดียวกับจ่านต๋า (盏达) ในเอกสารหมิงสื่อลู่ (明實錄) ซึ่งระบุว่าเป็นหนึ่งในหลายๆเมืองที่หงสาวดียกทัพไปตีและเผาทำลายในมณฑลหยุนหนานโดยอาศัยความช่วยเหลือจากชาวฮั่นชื่อเยว่เฟิ่ง (岳鳳) และอีกหลายๆคน จนเกิดเป็นสงครามระหว่างหงสาวดีกับจีนราชวงศ์หมิงเพื่อแย่งชิงอำนาจเหนือหัวเมืองไทใหญ่ในมณฑลหยุนหนาน
สันนิษฐานว่าการตีเมืองจันตาของหงสาวดีเป็นหนึ่งในศึกที่พระเจ้านันทบุเรงต้องการจะขยายอำนาจไปยังไทใหญ่ในหยุนหนาน ซึ่งตามรับสั่งพระเจ้านันทบุเรงทัพของเยว่เฟิ่งนั้นรุกไปถึงเมืองว่านเตี้ยน (湾甸) และหมางซื่อ (芒市 เมืองขอนในแคว้นใต้คง)
ต้าหมิงถึงขนาดต้องส่งแม่ทัพจากส่วนกลางลงมาจากปักกิ่งนำโดยเติ้งจื่อหลง (鄧子龍) มารับศึกที่ว่านเตี้ยนและเกิ๋งหม่า (耿馬-เชียงม้า ในหยุนหนาน) และหลิวทิง (劉綎) ยกมาตั้งรับที่เมืองหล่งชวน (隴川 ในแคว้นใต้คง) ซึ่งสามารถชนะเยว่เฟิ่งได้ หลังจากนั้นต้าหมิงจึงรุกตีจนหงสาวดีเสียอำนาจเหนือหัวเมืองไทใหญ่ทางเหนือไปหลายเมือง หลังจากที่รบกันยืดเยื้อเป็นสิบปี หงสาวดีเสียทั้งเมืองเมิ่งมี่ (孟密-เมืองมีด) เมิ่งหย่าง (孟養-เมืองยาง) หมานโม่ (蠻莫-บ้านหม้อ/พะโม) เมิ่งเหลียน (孟連-เมืองแลม อยู่ในหยุนหนาน) มู่ปัง (木邦-แสนหวี) ให้กับจีน
การรบในดินแดนไทใหญ่ยังมีมาจนหงสาวดีล่มสลายแล้ว พระเจ้าสีหสูรมหาธรรมราชาแห่งอังวะก็ทรงขยายอำนาจในพม่าตอนบนตีชิงหัวเมืองไทใหญ่ทั้งมวลไว้ในอำนาจ ในเวลานั้นต้าหมิงไม่ได้อยู่ในภาวะที่จะรับศึกเต็มอัตรากับอังวะได้เนื่องจากมีสงครามกับญี่ปุ่นและมองโกล ต้าหมิงจึงยอมยกเมืองยางกับแสนหวีให้อังวะใน พ.ศ. ๒๑๔๕ (แต่ปรากฏว่าแสนหวีมาขึ้นอยุทธยาภายหลัง) แต่ก็ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ โดยอังวะพยายามจะตีเมืองนายที่ขึ้นกับอยุทธยา ทำให้ต้าหมิงหวังจะอาศัยกำลังของอยุทธยาในการพิชิตพม่าด้วย แต่ไม่เป็นผลเนื่องจากสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตเสียก่อน
หลังจากนั้นก็ยังปรากฏว่ามีการรบระหว่างพม่ากับจีนในไทใหญ่อยู่ประปราย รวมถึงมีการขยายอำนาจในแถบสิบสองปันนาซึ่งจีนเองเห็นว่าเป็นปัญหาอยู่ แต่ต้าหมิงก็ไม่ได้ดำเนินการกับพม่าอย่างเป็นรูปธรรมมาจนสิ้นราชวงศ์หมิงครับ
ความคิดเห็นจาก Expert Account
ความคิดเห็นที่ 7
ในสมัยราชวงศ์ชิง เกิดสงครามระหว่างพม่ากับต้าชิงสี่ครั้ง ที่ถูกนับเป็นหนึ่งในสิบมหายุทธการ (十全武功) ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ที่เรียกได้ว่าต้าชิงพ่ายแพ้อย่างหมดรูปจนต้องยอมเจรจาสงบศึกกับพม่าครับ
สงครามสองครั้งแรกยังไม่ได้ใหญ่โตมากนัก เพราะต้าชิงยังไม่เห็นพม่าเป็นภัยคุกคามรุนแรง จึงใช้แต่ทหารกองธงเขียวในมณฑลหยุนหนานซึ่งเป็นชาวฮั่นเท่านั้น ซึ่งก็พ่ายแพ้ยับเยิน และส่งผลให้อุปราชมณฑลหยุนหนาน-กุ้ยโจวถึงสองคนต้องจบชีวิต
สงครามครั้งที่ ๓ กับ ๔ ต้าชิงเห็นชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถใช้กำลังเฉพาะกองธงเขียวในหยุนหนานได้ จึงต้องแบ่งกำลังพลแปดกองธงของแมนจูยกมาจากปักกิ่งโดยตรง ผสานกับกองกำลังจากมณฑลอื่นด้วย โดยในครั้งที่ ๔ ซึ่งเป็นศึกใหญ่ที่สุด ฝ่ายต้าชิงมีกำลังพลประมาณ ๖๐,๐๐๐ นาย
แม่ทัพใหญ่ของต้าชิงในครั้งที่ ๓ คือ หมิงรุ่ย (明瑞) เกิดในตระกูลฟู่ฉ่า (富察) ซึ่งเป็นตระกูลแมนจูสำคัญเพราะรับราชการมาหลายรุ่นและเกี่ยวดองกับจักรพรรดิเฉียนหลง สังกัดกองธงเหลืองขลิบซึ่งเป็นกองธงสำคัญที่สุดในแปดกองธงเพราะอยู่ใต้บังคับบัญชาของฮ่องเต้โดยตรง ตัวหมิงรุ่ยเคยดำรงตำแหน่งเป็นขุนพลแห่งอีหลี (伊犁將軍) ออกศึกทำสงครามกับจุ่นก๋าเอ่อร์ในซินเจียงจนได้ชัยชนะมาแล้ว ในเวลานั้นก็มีตำแหน่งเป็นซ่างซู (尚書) หรือเสนาบดีกรมกลาโหมอยู่อีกตำแหน่งหนึ่ง จึงถูกย้ายมาเป็นอุปราชมณฑลหยุนหนานและกุ้ยโจว (雲貴總督) เพื่อรับศึกพม่าโดยเฉพาะ (พงศาวดารพม่าระบุว่าแม่ทัพใหญ่ครั้งที่ ๓ เป็นลูกเขยเฉียนหลง แต่ตามหลักฐานจีนไม่พบว่าหมิงรุ่ยเป็นราชบุตรเขย)
ส่วนครั้งที่ ๔ แม่ทัพใหญ่คือ ฟู่เหิง (傅恆) จากตระกูลฟู่ฉ่าสังกัดกองธงเหลืองขลิบ เป็นอาของหมิงรุ่ย เป็นน้องชายของจักรพรรดินีเสี้ยวเสียนฉุน (孝賢純皇后) ฮองเฮาองค์แรกของเฉียนหลงซึ่งทรงเสน่หามาก และเฉียนหลงทรงรักและสนิทสนมกับฟู่เหิงเสมือนน้องชายแท้ๆ ลูกชายฟู่เหิงต่างก็ได้รับราชการในตำแหน่งสูงโดยเฉพาะฝูคังอาน (福康安) ที่เป็นคนโปรดของเฉียนหลงจนเฉียนหลงทรงตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็นกู้ซานเป้ยจื่อ (固山貝子) เสมอด้วยโอรสบุญธรรม ตลอดรัชกาลเฉียนหลง ฟู่เหิงได้รับความไว้วางพระทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง โดยได้เป็นราชองครักษ์ของรัชทายาท (太子太保) สมุหราชเลขาธิการ (大学士) และอยู่ในเสนาบดีสภา (軍機大臣) นอกจากนี้ก็เคยผ่านสงครามกับจินฉวนซึ่งเป็นหนึ่งในสิบมหายุทธการในรัชสมัยเฉียนหลงมาแล้ว
รองแม่ทัพในสงครามครั้งที่ ๔ ล้วนเป็นขุนพลแมนจูเจนศึกคือ อากุ้ย (阿桂) และ อาหลีกุน (阿里袞) ซึ่งมีประสบการณ์ภาคสนามสูงกว่าฟู่เหิงที่เป็นแม่ทัพใหญ่เสียอีก
ครั้งนี้จักรพรรดิเฉียนหลงทรงทำพิธีแต่งตั้งฟู่เหิงเป็นแม่ทัพใหญ่ในพิธีการแบบเดียวกับที่จักรพรรดิคังซีทรงสถาปนาองค์ชายสิบสี่เป็นจอมพลไปรบกับจุ่นเก๋อเอ่อร์ในธิเบต โดยทรงมุ่งหวังว่าฟู่เหิงจะนำชัยชนะเป็นเกียรติยศมาสู่พระองค์ โดยมีหลักฐานว่าจักรพรรดิเฉียนหลงทรงเห็นว่าสงครามครั้งนี้เป็นเรื่อง "เกียรติยศของอาณาจักร"

ฟูเหิง
ทหารต้าชิงที่ยกมาเพียงหลักหมื่นอาจจะดูน้อยเมื่อเทียบกับกำลังทั้งหมดที่มีถึงหลักล้าน แต่คงต้องพิจารณาด้วยว่ามีความจำเป็นขนาดไหนที่ต้าชิงจำเป็นต้องทุ่มกำลังจำนวนมหาศาลเดินทัพทางไกลลงมาโจมตีพม่าที่คุกคามต้าชิงอยู่ในแถบมณฑลหยุนหนานเท่านั้น ไม่ได้เป็นภัยใหญ่ที่คุกคามต่อราชสำนักปักกิ่งโดยตรง
นอกจากนี้ การยกกำลังพลมามากเกินไปก็ทำให้ดูแลไพร่พลอย่างทั่วถึงลำบาก โดยเฉพาะในเรื่องเสบียงอาหาร ซึ่งเห็นได้แล้วว่าในครั้งที่ ๓ ที่หมิงรุ่ยยกลงมาราวห้าหมื่นก็ยังจัดการลำเลียงเสบียงได้ลำบากจนถูกตัดจากทางลำเลียงเสบียงเป็นเหตุให้แพ้ทั้งที่เกือบจะบุกถึงราชธานีอังวะได้แล้ว นอกจากนี้ดินแดนพม่าซึ่งมีภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างจากจีนมาก จนเกิดปัญหาโรคระบาดที่คร่าชีวิตทหารจำนวนมาก การเคลื่อนพลจำนวนมากเกิดนไปยิ่งเป็นการสร้างความลำบากมากขึ้นไปอีก
อีกประการคือจำนวนทหารแปดกองธงที่ยกลงมานั้นอาจจะไม่ได้ดูมากมายมหาศาลเหมือนเทียบกับกองกำลังทั้งหมดที่ต้าชิงมี (มีการประมาณไว้ว่าทหารแปดกองธงในรัชกาลเฉียนหลงมีราว ๓๐๐,๐๐๐ นาย) แต่สำหรับการยกไปตีอาณาจักรที่เล็กกว่าต้าชิงมาก ตั้งอยู่ห่างไกลและไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อปักกิ่งโดยตรง การแบ่งกำลังแปดกองธงซึ่งเป็นทหารที่มีประสิทธิภาพในการรบสูงสุดที่สุดจากส่วนกลางไปขนาดนี้ ก็ควรนับว่ามากเพียงพอแล้วครับ
นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาจากสถานะแม่ทัพนายกองแต่ละคนแล้ว จะเห็นว่าในสงครามครั้งที่ ๓ และ ๔ ต้าชิงทำศึกอย่างเอาจริงโดยมุ่งหวังจะปราบปรามพม่าให้ได้ ไม่ได้ทำศึกอย่างเล่นๆ ครับ
แต่ต้าชิงก็แพ้ยับเยิน โดยมีปัจจัยสำคัญคือความไม่คุ้นเคยกับสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดโรคระบาดในกองทัพต้าชิงจนสูญเสียกำลังไปอย่างมหาศาล นอกจากนี้ก็ไม่ได้มีความชำนาญในภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นป่าทึบมากเพียงพอ เป็นเหตุให้พม่าที่มีความชำนาญกว่าสามารถดักซุ่มโจมตีและตัดกำลังไม่ให้ต้าชิงสามารถประสานกำลังกันได้โดยใช้กำลังน้อยกว่า
นอกจากนี้ต้าชิงก็มีความประมาทในการเคลื่อนทัพหลายครั้ง โดยครั้งที่ ๓ หมิงรุ่ยเคลื่อนทัพลึกมาในแผ่นดินพม่าห่างไกลจากเมืองกองตุงที่เป็นฐานเสบียงมากเกินไป เป็นเหตุให้ถูกตัดจากเส้นทางลำเลียงเสบียงจนแพ้
ส่วนครั้งที่ ๔ ฟู่เหิงก็รีบร้อนอยากเอาชนะและพยายามรุกคืบเข้ามาแม้จะเสียกำลังไปมาก และยังเคลื่อนทัพในฤดูร้อนซึ่งโรคระบาดรุนแรงโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของแม่ทัพคนอื่น เช่น รองแม่ทัพอากุ้ยที่อยากให้ถอยทัพ (ซึ่งจริงๆ ก็มีแม่ทัพแมนจูระดับสูงบางคนที่ไม่สนับสนุนการทำศึกตั้งแต่แรกแล้ว อย่างเอ้อร์หนิง (鄂寧) อุปราชมณฑลหยุนหนานและกุ้ยโจว แต่ไม่เป็นผล เพราะจักรพรรดิเฉียนหลงทรงปรารถนาจะตีพม่า) ก็เป็นเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้ของต้าชิง แต่เฉียนหลงไม่เอาโทษฟู่เหิงซึ่งล้มป่วยจากพม่าและเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นานเลยนอกจากริบขนนกยูงติดหมวกประจำตำแหน่ง แต่โยนบาปให้อากุ้ยกับแม่ทัพอื่นรับไปหมด ในข้อหาไม่ห้ามปรามฟู่เหิง
หลังจากสงครามครั้งที่ ๔ ต้าชิงต้องยอมสงบศึกกับพม่า ก็น่าจะบ่งชี้ให้เห็นว่าต้าชิงยากจะเอาชนะพม่าได้ และการยกพลมามากกว่านี้ก็มีแต่ได้ไม่คุ้มเสียครับ เพราะยกมาทุกครั้งก็เสียกำลังมหาศาลไปทุกครั้ง
ความพ่ายแพ้ของต้าชิงอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของต้าชิงมากนัก แต่ก็เป็นสงครามที่ทำให้ต้าชิงเสียทั้งแม่ทัพนายกอง ประชากรและงบประมาณในท้องพระคลังไปจำนวนมากโดยไม่ได้ผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเลย และยังทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศของจักรพรรดิเฉียนหลงอย่างรุนแรง มีหลักฐานว่าราชสำนักต้าชิงในยุคนั้นพยายามปิดบังความเสียหายมหาศาลในสงครามกับพม่าอยู่หลายตอน เช่นรายงานอย่างเป็นทางการว่ามีทหารต้าชิงเสียชีวิตในสงครามครั้งที่ ๔ เพียง ๓,๐๐๐ นาย แต่เมื่อตรวจสอบหลักฐานแล้วมีการประเมินว่าทหารต้าชิงเสียชีวิตถึง ๑๘,๐๐๐ นาย
แต่ทั้งที่ความเสียหลายหลักมาจากการเคลื่อนทัพที่ผิดพลาดของฟู่เหิง จักรพรรดิเฉียนหลงกลับไม่ลงโทษฟู่เหิงเลยนอกจากการริบขนนกยูงพระราชทานที่ติดหมวกขุนนางพอเป็นพิธีเท่านั้น ฟู่เหิงซึ่งป่วยหนักมาจากสงครามอยู่แล้วเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น จักรพรรดิเฉียนหลงก็ยังทรงไปไว้ทุกข์ด้วยพระองค์เอง แต่จักรพรรดิเฉียนหลงกลับทรงลงโทษแม่ทัพนายกองคนอื่นโดยเฉพาะอากุ้ยอย่างหนักในข้อหาที่รีบถอยทัพกลับจน "ทำให้พม่าดูแคลนอาณาจักรสวรรค์ได้" นอกจากนี้ยังลงโทษในข้อหาไม่ห้ามปรามฟู่เหิงอีกกระทงหนึ่งครับ
สงครามสองครั้งแรกยังไม่ได้ใหญ่โตมากนัก เพราะต้าชิงยังไม่เห็นพม่าเป็นภัยคุกคามรุนแรง จึงใช้แต่ทหารกองธงเขียวในมณฑลหยุนหนานซึ่งเป็นชาวฮั่นเท่านั้น ซึ่งก็พ่ายแพ้ยับเยิน และส่งผลให้อุปราชมณฑลหยุนหนาน-กุ้ยโจวถึงสองคนต้องจบชีวิต
สงครามครั้งที่ ๓ กับ ๔ ต้าชิงเห็นชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถใช้กำลังเฉพาะกองธงเขียวในหยุนหนานได้ จึงต้องแบ่งกำลังพลแปดกองธงของแมนจูยกมาจากปักกิ่งโดยตรง ผสานกับกองกำลังจากมณฑลอื่นด้วย โดยในครั้งที่ ๔ ซึ่งเป็นศึกใหญ่ที่สุด ฝ่ายต้าชิงมีกำลังพลประมาณ ๖๐,๐๐๐ นาย
แม่ทัพใหญ่ของต้าชิงในครั้งที่ ๓ คือ หมิงรุ่ย (明瑞) เกิดในตระกูลฟู่ฉ่า (富察) ซึ่งเป็นตระกูลแมนจูสำคัญเพราะรับราชการมาหลายรุ่นและเกี่ยวดองกับจักรพรรดิเฉียนหลง สังกัดกองธงเหลืองขลิบซึ่งเป็นกองธงสำคัญที่สุดในแปดกองธงเพราะอยู่ใต้บังคับบัญชาของฮ่องเต้โดยตรง ตัวหมิงรุ่ยเคยดำรงตำแหน่งเป็นขุนพลแห่งอีหลี (伊犁將軍) ออกศึกทำสงครามกับจุ่นก๋าเอ่อร์ในซินเจียงจนได้ชัยชนะมาแล้ว ในเวลานั้นก็มีตำแหน่งเป็นซ่างซู (尚書) หรือเสนาบดีกรมกลาโหมอยู่อีกตำแหน่งหนึ่ง จึงถูกย้ายมาเป็นอุปราชมณฑลหยุนหนานและกุ้ยโจว (雲貴總督) เพื่อรับศึกพม่าโดยเฉพาะ (พงศาวดารพม่าระบุว่าแม่ทัพใหญ่ครั้งที่ ๓ เป็นลูกเขยเฉียนหลง แต่ตามหลักฐานจีนไม่พบว่าหมิงรุ่ยเป็นราชบุตรเขย)
ส่วนครั้งที่ ๔ แม่ทัพใหญ่คือ ฟู่เหิง (傅恆) จากตระกูลฟู่ฉ่าสังกัดกองธงเหลืองขลิบ เป็นอาของหมิงรุ่ย เป็นน้องชายของจักรพรรดินีเสี้ยวเสียนฉุน (孝賢純皇后) ฮองเฮาองค์แรกของเฉียนหลงซึ่งทรงเสน่หามาก และเฉียนหลงทรงรักและสนิทสนมกับฟู่เหิงเสมือนน้องชายแท้ๆ ลูกชายฟู่เหิงต่างก็ได้รับราชการในตำแหน่งสูงโดยเฉพาะฝูคังอาน (福康安) ที่เป็นคนโปรดของเฉียนหลงจนเฉียนหลงทรงตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็นกู้ซานเป้ยจื่อ (固山貝子) เสมอด้วยโอรสบุญธรรม ตลอดรัชกาลเฉียนหลง ฟู่เหิงได้รับความไว้วางพระทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง โดยได้เป็นราชองครักษ์ของรัชทายาท (太子太保) สมุหราชเลขาธิการ (大学士) และอยู่ในเสนาบดีสภา (軍機大臣) นอกจากนี้ก็เคยผ่านสงครามกับจินฉวนซึ่งเป็นหนึ่งในสิบมหายุทธการในรัชสมัยเฉียนหลงมาแล้ว
รองแม่ทัพในสงครามครั้งที่ ๔ ล้วนเป็นขุนพลแมนจูเจนศึกคือ อากุ้ย (阿桂) และ อาหลีกุน (阿里袞) ซึ่งมีประสบการณ์ภาคสนามสูงกว่าฟู่เหิงที่เป็นแม่ทัพใหญ่เสียอีก
ครั้งนี้จักรพรรดิเฉียนหลงทรงทำพิธีแต่งตั้งฟู่เหิงเป็นแม่ทัพใหญ่ในพิธีการแบบเดียวกับที่จักรพรรดิคังซีทรงสถาปนาองค์ชายสิบสี่เป็นจอมพลไปรบกับจุ่นเก๋อเอ่อร์ในธิเบต โดยทรงมุ่งหวังว่าฟู่เหิงจะนำชัยชนะเป็นเกียรติยศมาสู่พระองค์ โดยมีหลักฐานว่าจักรพรรดิเฉียนหลงทรงเห็นว่าสงครามครั้งนี้เป็นเรื่อง "เกียรติยศของอาณาจักร"

ฟูเหิง
ทหารต้าชิงที่ยกมาเพียงหลักหมื่นอาจจะดูน้อยเมื่อเทียบกับกำลังทั้งหมดที่มีถึงหลักล้าน แต่คงต้องพิจารณาด้วยว่ามีความจำเป็นขนาดไหนที่ต้าชิงจำเป็นต้องทุ่มกำลังจำนวนมหาศาลเดินทัพทางไกลลงมาโจมตีพม่าที่คุกคามต้าชิงอยู่ในแถบมณฑลหยุนหนานเท่านั้น ไม่ได้เป็นภัยใหญ่ที่คุกคามต่อราชสำนักปักกิ่งโดยตรง
นอกจากนี้ การยกกำลังพลมามากเกินไปก็ทำให้ดูแลไพร่พลอย่างทั่วถึงลำบาก โดยเฉพาะในเรื่องเสบียงอาหาร ซึ่งเห็นได้แล้วว่าในครั้งที่ ๓ ที่หมิงรุ่ยยกลงมาราวห้าหมื่นก็ยังจัดการลำเลียงเสบียงได้ลำบากจนถูกตัดจากทางลำเลียงเสบียงเป็นเหตุให้แพ้ทั้งที่เกือบจะบุกถึงราชธานีอังวะได้แล้ว นอกจากนี้ดินแดนพม่าซึ่งมีภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างจากจีนมาก จนเกิดปัญหาโรคระบาดที่คร่าชีวิตทหารจำนวนมาก การเคลื่อนพลจำนวนมากเกิดนไปยิ่งเป็นการสร้างความลำบากมากขึ้นไปอีก
อีกประการคือจำนวนทหารแปดกองธงที่ยกลงมานั้นอาจจะไม่ได้ดูมากมายมหาศาลเหมือนเทียบกับกองกำลังทั้งหมดที่ต้าชิงมี (มีการประมาณไว้ว่าทหารแปดกองธงในรัชกาลเฉียนหลงมีราว ๓๐๐,๐๐๐ นาย) แต่สำหรับการยกไปตีอาณาจักรที่เล็กกว่าต้าชิงมาก ตั้งอยู่ห่างไกลและไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อปักกิ่งโดยตรง การแบ่งกำลังแปดกองธงซึ่งเป็นทหารที่มีประสิทธิภาพในการรบสูงสุดที่สุดจากส่วนกลางไปขนาดนี้ ก็ควรนับว่ามากเพียงพอแล้วครับ
นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาจากสถานะแม่ทัพนายกองแต่ละคนแล้ว จะเห็นว่าในสงครามครั้งที่ ๓ และ ๔ ต้าชิงทำศึกอย่างเอาจริงโดยมุ่งหวังจะปราบปรามพม่าให้ได้ ไม่ได้ทำศึกอย่างเล่นๆ ครับ
แต่ต้าชิงก็แพ้ยับเยิน โดยมีปัจจัยสำคัญคือความไม่คุ้นเคยกับสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดโรคระบาดในกองทัพต้าชิงจนสูญเสียกำลังไปอย่างมหาศาล นอกจากนี้ก็ไม่ได้มีความชำนาญในภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นป่าทึบมากเพียงพอ เป็นเหตุให้พม่าที่มีความชำนาญกว่าสามารถดักซุ่มโจมตีและตัดกำลังไม่ให้ต้าชิงสามารถประสานกำลังกันได้โดยใช้กำลังน้อยกว่า
นอกจากนี้ต้าชิงก็มีความประมาทในการเคลื่อนทัพหลายครั้ง โดยครั้งที่ ๓ หมิงรุ่ยเคลื่อนทัพลึกมาในแผ่นดินพม่าห่างไกลจากเมืองกองตุงที่เป็นฐานเสบียงมากเกินไป เป็นเหตุให้ถูกตัดจากเส้นทางลำเลียงเสบียงจนแพ้
ส่วนครั้งที่ ๔ ฟู่เหิงก็รีบร้อนอยากเอาชนะและพยายามรุกคืบเข้ามาแม้จะเสียกำลังไปมาก และยังเคลื่อนทัพในฤดูร้อนซึ่งโรคระบาดรุนแรงโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของแม่ทัพคนอื่น เช่น รองแม่ทัพอากุ้ยที่อยากให้ถอยทัพ (ซึ่งจริงๆ ก็มีแม่ทัพแมนจูระดับสูงบางคนที่ไม่สนับสนุนการทำศึกตั้งแต่แรกแล้ว อย่างเอ้อร์หนิง (鄂寧) อุปราชมณฑลหยุนหนานและกุ้ยโจว แต่ไม่เป็นผล เพราะจักรพรรดิเฉียนหลงทรงปรารถนาจะตีพม่า) ก็เป็นเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้ของต้าชิง แต่เฉียนหลงไม่เอาโทษฟู่เหิงซึ่งล้มป่วยจากพม่าและเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นานเลยนอกจากริบขนนกยูงติดหมวกประจำตำแหน่ง แต่โยนบาปให้อากุ้ยกับแม่ทัพอื่นรับไปหมด ในข้อหาไม่ห้ามปรามฟู่เหิง
หลังจากสงครามครั้งที่ ๔ ต้าชิงต้องยอมสงบศึกกับพม่า ก็น่าจะบ่งชี้ให้เห็นว่าต้าชิงยากจะเอาชนะพม่าได้ และการยกพลมามากกว่านี้ก็มีแต่ได้ไม่คุ้มเสียครับ เพราะยกมาทุกครั้งก็เสียกำลังมหาศาลไปทุกครั้ง
ความพ่ายแพ้ของต้าชิงอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของต้าชิงมากนัก แต่ก็เป็นสงครามที่ทำให้ต้าชิงเสียทั้งแม่ทัพนายกอง ประชากรและงบประมาณในท้องพระคลังไปจำนวนมากโดยไม่ได้ผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเลย และยังทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศของจักรพรรดิเฉียนหลงอย่างรุนแรง มีหลักฐานว่าราชสำนักต้าชิงในยุคนั้นพยายามปิดบังความเสียหายมหาศาลในสงครามกับพม่าอยู่หลายตอน เช่นรายงานอย่างเป็นทางการว่ามีทหารต้าชิงเสียชีวิตในสงครามครั้งที่ ๔ เพียง ๓,๐๐๐ นาย แต่เมื่อตรวจสอบหลักฐานแล้วมีการประเมินว่าทหารต้าชิงเสียชีวิตถึง ๑๘,๐๐๐ นาย
แต่ทั้งที่ความเสียหลายหลักมาจากการเคลื่อนทัพที่ผิดพลาดของฟู่เหิง จักรพรรดิเฉียนหลงกลับไม่ลงโทษฟู่เหิงเลยนอกจากการริบขนนกยูงพระราชทานที่ติดหมวกขุนนางพอเป็นพิธีเท่านั้น ฟู่เหิงซึ่งป่วยหนักมาจากสงครามอยู่แล้วเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น จักรพรรดิเฉียนหลงก็ยังทรงไปไว้ทุกข์ด้วยพระองค์เอง แต่จักรพรรดิเฉียนหลงกลับทรงลงโทษแม่ทัพนายกองคนอื่นโดยเฉพาะอากุ้ยอย่างหนักในข้อหาที่รีบถอยทัพกลับจน "ทำให้พม่าดูแคลนอาณาจักรสวรรค์ได้" นอกจากนี้ยังลงโทษในข้อหาไม่ห้ามปรามฟู่เหิงอีกกระทงหนึ่งครับ
แสดงความคิดเห็น
ฟังไทยรบพม่า พม่ารบไทย แล้วสงสัยครับ (สมัยนั้นเรียกว่าสยามหรืออะไรก็อีกเรื่อง)
เห็นแต่มาตีไทยแลนด์แดนสยามอยู่ทุกวี่วัน อยากรู้ว่าพม่าเก่งจริงไหม? โดยเฉพาะที่คนเค้าเรียกว่าผู้ชนะสิบทิศ