สวัสดีค่ะ วันนี้จะมารีวิวการทำงานบริษัทแห่งหนึ่ง ทุนจดทะเบียน 4 ล้าน น่าจะยัง เป็น SME
เป็นบริษัทขายรองเท้าและกระเป๋า มีหน้าร้านตามเส้น BTS ใครใช้ BTS บ่อย ๆ น่าจะเคยเห็นผ่านตาบ้าง
เริ่มจาก เราซึ่งจบวิทย์มา อยากเปลี่ยนสายงานไปด้านอื่น คือด้านธุรกิจ สมัครงานที่ไหนก็ค่อนข้างยาก เพราะประสบการณ์มันไม่ตรง
จนเจอบริษัทนี้ จาก jobdb ก็ลองส่งเรซูเม่ไปดู ซึ่งเค้าก็ติดต่อกลับมาไวมาก แล้วนัดสัมภาษณ์งาน ตอนนั้นตื่นเต้นและดีใจมาก
เมื่อวันสัมภาษณ์งานมาถึง มีการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษด้วย เราก็พอสื่อสารได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะไม่ค่อยได้ใช้ภาษาในชีวิตประจำวันเท่าไร
จากการสัมภาษณ์งาน เราประทับใจที่เค้าค่อนข้างจะให้อิสระในการทำงาน คุณมีไอเดียอะไรสามารถเสนอได้เลย ทำงานกันแบบเป็นกันเอง
แต่บริษัทเล็ก ๆ อาจต้องเรียนรู้กันเยอะหน่อย อาจต้องมีอะไรหลาย ๆ อย่างให้ทำ ซึ่งเราสมัครมาตำแหน่ง วิเคราะห์ธุรกิจ เราก็ไม่รู้หรอกว่าขอบข่ายงานเป็นยังไง แต่คิดว่าน่าจะมีการวิเคราะห์เงิน วิเคราะห์สินค้า วิเคราะห์ตลาด อะไรแบบนี ซึ่งต้องใช้ Excel ให้คล่อง เราก็โอเค อยากเรียนรู้ดู คุยกันกับเจ้าของก็ถูกคอกันดี ตกลงกันว่าเริ่มงานอีก 1 เดือน เพราะเราต้องลาออกจากงานที่เก่า
วันเริ่มงาน เราก็ได้เรียนรู้การดึงข้อมูลใน ERP มาวิเคราะห์รายได้ สินค้ารุ่นไหนขายดี สาขาไหนขายดี แล้วก็ทำข้อมูลย้อนหลัง ของทุกสาขา ของทุกเดือน ในปีนี้ และปีที่แล้ว เราก็สนุกกับการทำตรงนี้มาก อยากทำให้เสร็จไวที่สุด จะได้ก้าวไปทำเสต็ปต่อไป แล้วเราก็ยังทำอีกตำแหน่งควบคู่อีกด้วย คือตำแหน่งการรับลูกค้าออนไลน์ จาก line@ และ FB ซึ่งเราขายของทางออนไลน์ได้ดี และมีการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เพื่อดูอัตราการเติบโตของช่องทางออนไลน์ด้วย
ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่มีการบันทึกข้อมูลเลย เราเลยเสนอหัวหน้า เพื่อที่เราจะใส่ข้อมูลลงไป แล้วติดต่อกับอีกฝ่ายที่จะทำหน้าที่ส่งสินค้าต่อไป เราส่งแบบฟอร์มให้เค้าดู เค้าก็ตกแต่งมาให้ดูดี เป็นทางการมากขึ้น จากนั้นเราก็ทำงานของเราไปอย่างมีความสุข
หลังจากเราทำข้อมูลต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เลยมีหน้าที่ตอบคำถามลูกค้า และก็ทำรายงานประจำวันเพียงอย่างเดียว อยู่ ๆ หัวหน้าก็ไลน์มา ให้เราทำในเรื่องของข้อมูลผลิตภัณฑ์ เราก็อ่านรายละเอียดที่เราต้องทำ คือต้องมีการคิดสโลแกน แล้วก็บอกรายละเอียดในเรื่องของวัสดุ การดูแลรักษา การรับประกัน การทำความสะอาด เราเลยสงสัยว่า ข้อมูลพวกนี้ ถ้าเราอยากได้คำตอบเราต้องโคกับฝ่าย Production ซึ่งทำงานอยู่ที่คลังสินค้า ซึ่งมันอาจไม่สะดวกเท่าไร แต่คิดว่าถ้าทำรุ่นใหม่ ๆ ที่มีสินค้าอยู่หน้าร้าน เดี๋ยวเราจะให้เสร็จ แต่สำหรับสินค้ารุ่นเก่า ๆ ซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่คู่ เราอาจจะไม่รู้จัก เราก็บอกเค้าไปตรง ๆ กลายเป็นว่าเค้าเรียกเราไปคุย แล้วก็โอเค เอางานนี้ให้ฝ่าย Production ทำ เพราะมีเด็กจบใหม่ คนหนึ่งมาทำหน้าที่ในส่วนของรองเท้าอยู่แล้ว น้องเค้าจบด้านดีไซน์มา และเริ่มทำงานพร้อมเรา
หลังจากเราปฎิเสธการทำงานชิ้นนี้ไป เจ้าของบริษัทเค้าก็เปลี่ยนไป เราไลน์ไปส่งงานทุกวันก็ไม่ตอบ ไม่คุยด้วย เจอหน้าก็ไม่คุย เราก็รู้สึกผิดมาก เราไม่น่าปฎิเสธงานชิ้นนั้นไปเลย แต่ก็โอเคไม่เป็นไร เราจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้เต็มที่ ซึ่งก็ไม่ทำให้อะไร ๆ มันดีขึ้น เค้าเริ่มรับ Marketing เข้ามา แล้วก็เปิดรับนักวิเคราะห์ธุรกิจมาอีกคนหนึ่ง เราเริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็พยายามจะไม่คิดมาก เวลาผ่านไป น้องจบใหม่ จุฬาโดนเรียกไปคุย เป็นการรีวิวการทำงานหลังจากผ่านไป 1 เดือนว่ารู้สึกอย่างไรกับการทำงานที่นี่ น้องตอบไปว่ารู้สึกอยากใช้ความสามารถ และศักยภาพมากขึ้นกว่านี้ เค้าถามกลับมาว่า ไปหางานใหม่ดีมั้ย
น้องก็ช็อคไป และก็รู้สึกไม่ดี เพราะสิ่งที่น้องพูดไปคือต้องการงานที่ท้าทายมากขึ้น ไม่ใช่บอกให้หางานใหม่ แต่พอเค้าสั่งให้หางานใหม่ น้องเลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวน้องออกสิ้นเดือน ..... ผ่านไปประมาณไม่กี่วัน เค้าเรียก HR เข้าไป แล้วบอกน้องว่า วันนี้คุณกลับได้เลยนะ ไม่ต้องรอ 1 เดือนแล้ว น้องก็อยู่กินข้าวเทียงกันกับพวกเพื่อน ๆ แล้วก็ออกจากงานไปเลย เรารู้สึกแย่มาก เพราะน้องบอกว่าจะออกสิ้นเดือนแต่เค้าให้ออกเดี๋ยวนั้นเลย มันไม่ต่างกับการไล่ออก
จากนั้นมีรุ่นน้อง ผช คนหนึ่ง ซึ่งทำงานได้ประมาณ 4-5 เดือนมั้ง ทำงานดีมาก ขยัน น้องเค้าจะออกสิ้นเดือนเหมือนกัน เพราะต้องไปช่วยธุรกิจที่บ้าน ไป ๆ มา ๆ เจ้าของบริษัทก็บอกว่า คุณมาทำงานวันนี้ วันสุดท้ายนะ ทั้งสองคนนี้ เลยต้องออกจากงาน ห่างกันแค่วันเดียว
คนที่ 3 เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับเรา จบแฟชั่นดีไซน์มา เข้ามาให้ตำแหน่ง Marketing มีไอเดียใหม่ๆ ดีๆ ตลอดเลย เพราะจบดีไซน์มาด้วย แต่กลายเป็นว่า ไอเดียอะไรที่เสนอไป เค้าไม่เห็นด้วย ไม่ถูกใจ อยู่ ๆ เค้าก็เรียกเพื่อนเราคนนี้เข้าไป แล้วบอกว่าคุณเก็บของแล้วออกไปได้เลย แล้วเรียกคนที่ยังเหลืออยู่ให้เข้าไปฟังการชี้แจงว่า ทำไมมีคนออกถี่จัง เค้าบอกว่าเพื่อนเราคนนี้มีความเป็นตัวของตัวเอง มีแนวทางที่คนละแนวทางกับเค้า เหมือนจะบอกว่าไปกันไม่ได้ ก็เลยลาออกไปเอง ... เราสงสารเพื่อนจับใจ เพราะยังหางานใหม่ไม่ได้ แถมยังต้องโดนออกกระทันหัน แต่ยังดีที่เพื่อนยังสามารถรับงานฟรีแลนซ์สไตลิสได้ เลยพอจุนเจือตัวเองไปได้อยู่ ส่วนเราก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเครียด และกดดัน มันรู้สึกไม่มั่นคง เลยเริ่มหางานใหม่ไว้บ้าง
พอวันเงินเดือนออก (วันศุกร์) เราต้องจ่ายค่าเทอม เพราะกำลังเรียนต่อป.โทอยู่ด้วย แต่บริษัทแจ้งมาว่า เงินเดือนจะออกวันจันทร์นะ ส่วนเหตุผลไม่ได้บอก เราก็นอยด์ไปนิดหน่อย แล้วเค้าก็มาเรียกเราเข้าไปคุย เรารู้สึกในใจว่า ... เอาแล้วไง โดนแน่ ๆ 555
เค้าบอกว่า เราเป็นคนทำงานเก่ง ทำงานเร็ว แต่เหมือนเราไม่รู้ว่าเราต้องทำอะไร มีหน้าที่อะไร เค้าต้องมาสั่งงานเราวันละ 1-2 ชั่วโมง ไม่เหมือนคนอื่น เค้ารู้ว่าเค้าต้องทำอะไร (เราขอชี้แจงว่า ตำแหน่งนี้ เหมือนมันไม่มีหน้าที่ชัดเจน พอเราทำรายงานในแต่ละวันเสร็จ เราก็ว่าง เลยดูเหมือนว่าเราว่างเยอะ แต่คนอื่นเป็นทีมแต่งรูป ถ่ายรูป มีกัน 2 คน คือเค้ามีหน้าที่ชัดเจนไง เค้ายังแต่งรูปไม่เสร็จเค้าก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ แต่งานเรามันเสร็จ เราก็ต้องรอเค้าป้อนงานมาเรื่อย ๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเค้าต้องการอะไร แถมเจ้าของก็ไม่ค่อยเข้าออฟฟิศด้วย พอเราเข้าไปหา ขอคุยของาน เค้าก็บอกว่าไว้ก่อน ๆ เราก็ไม่ตื้อ)
นั่นละ สุดท้าย เย็นวันนั้นเราก็โดนไล่ออก เราบอกเค้าว่า ถ้าจะให้เราออกเค้าต้องแจ้งล่วงหน้า 1 เดือนนะ เค้าก็เอาสัญญาให้ดู ในนั้นเขียนไว้ว่านายจ้างเลิกจ้างได้ โดยบอกล่วงหน้า 1 วันและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น และก็ถ้าจะอยู่ต่ออีกเดือน ความสามารถของคุณอยู่ที่ 15,000 เท่านั้นแหละ เค้าพูดด้วยสีหน้าเหยียด ๆ เรา เราก็เสียใจมาก ร้องไห้ไม่หยุด รู้สึกเจ็บ รู้สึกผิดหวังในตัวเองเล็ก ๆ ว่าเราไม่เก่งเลยใช่มั้ย
ก็เลยตกลงกับเค้าว่า ถ้าจะให้เราออก เราขอเงินเดือนเราวันนี้นะ ไม่ขอรอถึงวันจันทร์ เค้าก็ตกลง และโอนเงินให้เราตอน 19.45
..............................
ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านมาถึงตรงนี้นะคะ อาจจะยาวหน่อย เรียบเรียงไม่ดี ก็ขออภัยไว้ ณ ตรงนี้นะคะ
ส่วนตอนนี้เรายังรู้สึกเฟลกับตัวเองมาก ไปสอบใบขับขี่มาก็ไม่ผ่าน ยิ่งเฟลไปอีก T^T
ใครกำลังหางานใหม่ ก็ดูบริษัทดี ๆ นะคะ ยังไงการทำงานราชการ หรือ บริษัทใหญ่ ๆ ที่มั่นคง ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ถ้าคุณเลือกได้
แต่ถ้าต้องทำงานบริษัทเล็ก ๆ จริง ๆ ก็ขอให้อดทน ทำหน้าที่เราให้ดี เราจะได้ไม่เสียใจทีหลัง
รีวิว ทำงานบริษัทขนาดเล็ก โดนไล่ออก 4 คนใน 1 เดือน
เป็นบริษัทขายรองเท้าและกระเป๋า มีหน้าร้านตามเส้น BTS ใครใช้ BTS บ่อย ๆ น่าจะเคยเห็นผ่านตาบ้าง
เริ่มจาก เราซึ่งจบวิทย์มา อยากเปลี่ยนสายงานไปด้านอื่น คือด้านธุรกิจ สมัครงานที่ไหนก็ค่อนข้างยาก เพราะประสบการณ์มันไม่ตรง
จนเจอบริษัทนี้ จาก jobdb ก็ลองส่งเรซูเม่ไปดู ซึ่งเค้าก็ติดต่อกลับมาไวมาก แล้วนัดสัมภาษณ์งาน ตอนนั้นตื่นเต้นและดีใจมาก
เมื่อวันสัมภาษณ์งานมาถึง มีการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษด้วย เราก็พอสื่อสารได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะไม่ค่อยได้ใช้ภาษาในชีวิตประจำวันเท่าไร
จากการสัมภาษณ์งาน เราประทับใจที่เค้าค่อนข้างจะให้อิสระในการทำงาน คุณมีไอเดียอะไรสามารถเสนอได้เลย ทำงานกันแบบเป็นกันเอง
แต่บริษัทเล็ก ๆ อาจต้องเรียนรู้กันเยอะหน่อย อาจต้องมีอะไรหลาย ๆ อย่างให้ทำ ซึ่งเราสมัครมาตำแหน่ง วิเคราะห์ธุรกิจ เราก็ไม่รู้หรอกว่าขอบข่ายงานเป็นยังไง แต่คิดว่าน่าจะมีการวิเคราะห์เงิน วิเคราะห์สินค้า วิเคราะห์ตลาด อะไรแบบนี ซึ่งต้องใช้ Excel ให้คล่อง เราก็โอเค อยากเรียนรู้ดู คุยกันกับเจ้าของก็ถูกคอกันดี ตกลงกันว่าเริ่มงานอีก 1 เดือน เพราะเราต้องลาออกจากงานที่เก่า
วันเริ่มงาน เราก็ได้เรียนรู้การดึงข้อมูลใน ERP มาวิเคราะห์รายได้ สินค้ารุ่นไหนขายดี สาขาไหนขายดี แล้วก็ทำข้อมูลย้อนหลัง ของทุกสาขา ของทุกเดือน ในปีนี้ และปีที่แล้ว เราก็สนุกกับการทำตรงนี้มาก อยากทำให้เสร็จไวที่สุด จะได้ก้าวไปทำเสต็ปต่อไป แล้วเราก็ยังทำอีกตำแหน่งควบคู่อีกด้วย คือตำแหน่งการรับลูกค้าออนไลน์ จาก line@ และ FB ซึ่งเราขายของทางออนไลน์ได้ดี และมีการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เพื่อดูอัตราการเติบโตของช่องทางออนไลน์ด้วย
ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่มีการบันทึกข้อมูลเลย เราเลยเสนอหัวหน้า เพื่อที่เราจะใส่ข้อมูลลงไป แล้วติดต่อกับอีกฝ่ายที่จะทำหน้าที่ส่งสินค้าต่อไป เราส่งแบบฟอร์มให้เค้าดู เค้าก็ตกแต่งมาให้ดูดี เป็นทางการมากขึ้น จากนั้นเราก็ทำงานของเราไปอย่างมีความสุข
หลังจากเราทำข้อมูลต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เลยมีหน้าที่ตอบคำถามลูกค้า และก็ทำรายงานประจำวันเพียงอย่างเดียว อยู่ ๆ หัวหน้าก็ไลน์มา ให้เราทำในเรื่องของข้อมูลผลิตภัณฑ์ เราก็อ่านรายละเอียดที่เราต้องทำ คือต้องมีการคิดสโลแกน แล้วก็บอกรายละเอียดในเรื่องของวัสดุ การดูแลรักษา การรับประกัน การทำความสะอาด เราเลยสงสัยว่า ข้อมูลพวกนี้ ถ้าเราอยากได้คำตอบเราต้องโคกับฝ่าย Production ซึ่งทำงานอยู่ที่คลังสินค้า ซึ่งมันอาจไม่สะดวกเท่าไร แต่คิดว่าถ้าทำรุ่นใหม่ ๆ ที่มีสินค้าอยู่หน้าร้าน เดี๋ยวเราจะให้เสร็จ แต่สำหรับสินค้ารุ่นเก่า ๆ ซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่คู่ เราอาจจะไม่รู้จัก เราก็บอกเค้าไปตรง ๆ กลายเป็นว่าเค้าเรียกเราไปคุย แล้วก็โอเค เอางานนี้ให้ฝ่าย Production ทำ เพราะมีเด็กจบใหม่ คนหนึ่งมาทำหน้าที่ในส่วนของรองเท้าอยู่แล้ว น้องเค้าจบด้านดีไซน์มา และเริ่มทำงานพร้อมเรา
หลังจากเราปฎิเสธการทำงานชิ้นนี้ไป เจ้าของบริษัทเค้าก็เปลี่ยนไป เราไลน์ไปส่งงานทุกวันก็ไม่ตอบ ไม่คุยด้วย เจอหน้าก็ไม่คุย เราก็รู้สึกผิดมาก เราไม่น่าปฎิเสธงานชิ้นนั้นไปเลย แต่ก็โอเคไม่เป็นไร เราจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้เต็มที่ ซึ่งก็ไม่ทำให้อะไร ๆ มันดีขึ้น เค้าเริ่มรับ Marketing เข้ามา แล้วก็เปิดรับนักวิเคราะห์ธุรกิจมาอีกคนหนึ่ง เราเริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็พยายามจะไม่คิดมาก เวลาผ่านไป น้องจบใหม่ จุฬาโดนเรียกไปคุย เป็นการรีวิวการทำงานหลังจากผ่านไป 1 เดือนว่ารู้สึกอย่างไรกับการทำงานที่นี่ น้องตอบไปว่ารู้สึกอยากใช้ความสามารถ และศักยภาพมากขึ้นกว่านี้ เค้าถามกลับมาว่า ไปหางานใหม่ดีมั้ย
น้องก็ช็อคไป และก็รู้สึกไม่ดี เพราะสิ่งที่น้องพูดไปคือต้องการงานที่ท้าทายมากขึ้น ไม่ใช่บอกให้หางานใหม่ แต่พอเค้าสั่งให้หางานใหม่ น้องเลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวน้องออกสิ้นเดือน ..... ผ่านไปประมาณไม่กี่วัน เค้าเรียก HR เข้าไป แล้วบอกน้องว่า วันนี้คุณกลับได้เลยนะ ไม่ต้องรอ 1 เดือนแล้ว น้องก็อยู่กินข้าวเทียงกันกับพวกเพื่อน ๆ แล้วก็ออกจากงานไปเลย เรารู้สึกแย่มาก เพราะน้องบอกว่าจะออกสิ้นเดือนแต่เค้าให้ออกเดี๋ยวนั้นเลย มันไม่ต่างกับการไล่ออก
จากนั้นมีรุ่นน้อง ผช คนหนึ่ง ซึ่งทำงานได้ประมาณ 4-5 เดือนมั้ง ทำงานดีมาก ขยัน น้องเค้าจะออกสิ้นเดือนเหมือนกัน เพราะต้องไปช่วยธุรกิจที่บ้าน ไป ๆ มา ๆ เจ้าของบริษัทก็บอกว่า คุณมาทำงานวันนี้ วันสุดท้ายนะ ทั้งสองคนนี้ เลยต้องออกจากงาน ห่างกันแค่วันเดียว
คนที่ 3 เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับเรา จบแฟชั่นดีไซน์มา เข้ามาให้ตำแหน่ง Marketing มีไอเดียใหม่ๆ ดีๆ ตลอดเลย เพราะจบดีไซน์มาด้วย แต่กลายเป็นว่า ไอเดียอะไรที่เสนอไป เค้าไม่เห็นด้วย ไม่ถูกใจ อยู่ ๆ เค้าก็เรียกเพื่อนเราคนนี้เข้าไป แล้วบอกว่าคุณเก็บของแล้วออกไปได้เลย แล้วเรียกคนที่ยังเหลืออยู่ให้เข้าไปฟังการชี้แจงว่า ทำไมมีคนออกถี่จัง เค้าบอกว่าเพื่อนเราคนนี้มีความเป็นตัวของตัวเอง มีแนวทางที่คนละแนวทางกับเค้า เหมือนจะบอกว่าไปกันไม่ได้ ก็เลยลาออกไปเอง ... เราสงสารเพื่อนจับใจ เพราะยังหางานใหม่ไม่ได้ แถมยังต้องโดนออกกระทันหัน แต่ยังดีที่เพื่อนยังสามารถรับงานฟรีแลนซ์สไตลิสได้ เลยพอจุนเจือตัวเองไปได้อยู่ ส่วนเราก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเครียด และกดดัน มันรู้สึกไม่มั่นคง เลยเริ่มหางานใหม่ไว้บ้าง
พอวันเงินเดือนออก (วันศุกร์) เราต้องจ่ายค่าเทอม เพราะกำลังเรียนต่อป.โทอยู่ด้วย แต่บริษัทแจ้งมาว่า เงินเดือนจะออกวันจันทร์นะ ส่วนเหตุผลไม่ได้บอก เราก็นอยด์ไปนิดหน่อย แล้วเค้าก็มาเรียกเราเข้าไปคุย เรารู้สึกในใจว่า ... เอาแล้วไง โดนแน่ ๆ 555
เค้าบอกว่า เราเป็นคนทำงานเก่ง ทำงานเร็ว แต่เหมือนเราไม่รู้ว่าเราต้องทำอะไร มีหน้าที่อะไร เค้าต้องมาสั่งงานเราวันละ 1-2 ชั่วโมง ไม่เหมือนคนอื่น เค้ารู้ว่าเค้าต้องทำอะไร (เราขอชี้แจงว่า ตำแหน่งนี้ เหมือนมันไม่มีหน้าที่ชัดเจน พอเราทำรายงานในแต่ละวันเสร็จ เราก็ว่าง เลยดูเหมือนว่าเราว่างเยอะ แต่คนอื่นเป็นทีมแต่งรูป ถ่ายรูป มีกัน 2 คน คือเค้ามีหน้าที่ชัดเจนไง เค้ายังแต่งรูปไม่เสร็จเค้าก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ แต่งานเรามันเสร็จ เราก็ต้องรอเค้าป้อนงานมาเรื่อย ๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเค้าต้องการอะไร แถมเจ้าของก็ไม่ค่อยเข้าออฟฟิศด้วย พอเราเข้าไปหา ขอคุยของาน เค้าก็บอกว่าไว้ก่อน ๆ เราก็ไม่ตื้อ)
นั่นละ สุดท้าย เย็นวันนั้นเราก็โดนไล่ออก เราบอกเค้าว่า ถ้าจะให้เราออกเค้าต้องแจ้งล่วงหน้า 1 เดือนนะ เค้าก็เอาสัญญาให้ดู ในนั้นเขียนไว้ว่านายจ้างเลิกจ้างได้ โดยบอกล่วงหน้า 1 วันและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น และก็ถ้าจะอยู่ต่ออีกเดือน ความสามารถของคุณอยู่ที่ 15,000 เท่านั้นแหละ เค้าพูดด้วยสีหน้าเหยียด ๆ เรา เราก็เสียใจมาก ร้องไห้ไม่หยุด รู้สึกเจ็บ รู้สึกผิดหวังในตัวเองเล็ก ๆ ว่าเราไม่เก่งเลยใช่มั้ย
ก็เลยตกลงกับเค้าว่า ถ้าจะให้เราออก เราขอเงินเดือนเราวันนี้นะ ไม่ขอรอถึงวันจันทร์ เค้าก็ตกลง และโอนเงินให้เราตอน 19.45
..............................
ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านมาถึงตรงนี้นะคะ อาจจะยาวหน่อย เรียบเรียงไม่ดี ก็ขออภัยไว้ ณ ตรงนี้นะคะ
ส่วนตอนนี้เรายังรู้สึกเฟลกับตัวเองมาก ไปสอบใบขับขี่มาก็ไม่ผ่าน ยิ่งเฟลไปอีก T^T
ใครกำลังหางานใหม่ ก็ดูบริษัทดี ๆ นะคะ ยังไงการทำงานราชการ หรือ บริษัทใหญ่ ๆ ที่มั่นคง ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ถ้าคุณเลือกได้
แต่ถ้าต้องทำงานบริษัทเล็ก ๆ จริง ๆ ก็ขอให้อดทน ทำหน้าที่เราให้ดี เราจะได้ไม่เสียใจทีหลัง