http://www.share2trade.com/index.php?route=content/content&path=9&content_id=3258
ACAP ไม่เคยถือเป็นหุ้น"ในสายตา"ของนักวิเคราะห์มาโดยตลอด และซ้ำร้ายหากอ่านผลการจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้ที่รายงานโดยบริษัทจัดอันดับ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ที่ถูก"ประเมินต่ำเกินจริง"ย่ำแย่ไปอีก ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงบริษัทเล็กแต่โตเร็วรายนี้ มีอัตรากำไรสุทธิดีในระดับหัวแถวของตลาดทีเดียว
ช่องว่างระหว่างคำพูดของผู้บริหาร กับ นักวิเคราะห์-บริษัทจัดอันดับเครดิต-นักลงทุนขาใหญ่ น่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้ราคาหุ้นACAP กลายเป็นหุ้นหวือหวา ไม่ใช่หุ้นพื้นฐาน ทั้งที่ในสามปีมานี้ ถือว่ามีผลตอบแทนการดำเนินงานในช่วง 3 ปีนับจากกลุ่มทุนใหม่ "สุขเจริญไกรศรี" เข้ามาบริหาร โดดเด่นมาก อัตรากำไรสุทธิมากกว่า 20% เสมอมา
ประเด็นปัญหาของ ACAP ในมุมมองของคนที่เป็น(หรืออ้างว่าเป็น)"กูรู"อยู่ที่ฐานเงินทุนที่ต่ำ เทียบกับอัตราเติบโตของธุรกิจ"กู้เงินมาปล่อยกู้ต่อ" ทำให้ยิ่งเติบโต สัดส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นหรือค่า ดี/อี จะสูงหรือมีแนวโน้มสูงน่าเสียวไส้ปรากฏเสมอ
เรื่องนี้ เป็นประเด็นที่น่ากังวลจริงแค่หุ้นสำหรับผู้บริหาร เป็นปริศนาที่นักลงทุนอยากรู้ ก่อนเข้าซื้อหุ้นที่ราคาบนกระดานล่าสุด ถือว่าต่ำมาก เพราะมีค่า พี/อีเพียงแค่ 12 เท่าเศษเท่านั้น
ราคาดังกล่าวน่าซื้อหรือไม่
คำตอบอยู่ที่การประเมินค่าของบริษัทนี้ หลังการแปลงสิทธิ์ ACAP-W1 ผ่านไปแล้วซึ่งจะทำให้มีฐานเงินกองทุนใหม่เพิ่มเข้ามา 1,022 ล้านบาท ช่วยลดปัญหาค่าดี/อีที่สูงระดับ 3.3 เท่า บรรเทาลง เพราะจะเหลือเพียงแค่ 2 เท่า
แล้วหากประเมินล่วงหน้าไปอีกว่า หากบริษัทสามารถเพิ่มเงินกองทุนจาก ACAP-W2 (ราคาแปลงสิทธิ์ อัตราแปลง 1:1 หน่วยละ 6.00 บาทสำหรับ 73 ล้านหน่วย) ได้อีกจนครบในปีหน้า ก็จะทำให้มีเงินกองทุนใหม่เพิ่มเข้ามาอีกมากกว่า 430 ล้านบาท
เงินกองทุนจากเพิ่มทุนผ่านวอแรนต์ ผสมกับความสามารถในการทำกำไรให้เข้าเป้าหมายเติบโตปีละ 20-25% (ไม่นับรวมกำไรพิเศษหากสามารถผลักดัน บริษัทย่อย โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด (Global Service Center) เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดได้) ความน่ากังวลจากการ"โตเร็วเกินฐานเงินกองทุน"จะลดลดลง แม้ไม่หมด
งานอย่างนี้คงต้องขึ้นกับฝีมือซีอีโอหญิงคนเก่ง นางสาว สุกัญญา สุขเจริญไกรศรี เป็นสำคัญ
ความกังวลเรื่องฐานเงินกองทุนของ ACAP ที่ยังรบกวนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น โดยเฉพาะปีนี้ ปรากฏอยู่ในรายงานของ ทริส เรตติ้ง บริษัทจัดอันดับเครดิต เมื่อต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ยังยืนยันอันดับเครดิตองค์กรของ ACAP ที่ระดับ "BB" คงที่จากครั้งก่อน
ทริส เรทติ้งระบุว่า อันดับเครดิตสะท้อนถึงคุณสมบัติความเสี่ยงของบริษัทในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อขนาดเล็กที่ไม่รับเงินฝาก โดยสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อระยะสั้นที่มีหลักประกันให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อันดับเครดิตถูกจำกัดด้วยประวัติการดำเนินงานที่ค่อนข้างสั้นในธุรกิจการปล่อยสินเชื่อ ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวสูง การก่อหนี้สูง รวมถึงความเสี่ยงด้านการจัดหาเงินทุนและสภาพคล่องที่อาจจะเพิ่มขึ้น
ประเด็นสำคัญ คือสินเชื่อที่ ACAP ปล่อยออกไปในลูกค้าบริษัท SMEs และบุคคลซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนชั่วคราว โดยการปล่อยกู้โดยตรงหรือในรูปของการซื้อตั๋วแลกเงิน (B/Es) ซึ่งออกโดยผู้กู้ ลูกค้าเป้าหมายจำนวนน้อยราย ส่วนใหญ่เป็นมีความเสี่ยงสูงซึ่งอาจกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การกระจุกตัวสูง หากเกิดการผิดนัดชำระจากลูกค้าเพียงไม่กี่รายอาจทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงกว่า
มองแค่นี้ไม่พอ ทริส เรทติ้งยังก้าวล่วงถึงขั้นระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ส่วนต่างที่ติดลบระหว่างสินทรัพย์และหนี้สินอาจเกิดขึ้นในกรณีที่ลูกหนี้รายใหญ่บางรายไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ หรือในกรณีที่บริษัทต้องใช้เวลานานในการจำหน่ายหลักประกัน
แม้ทริส เรทติ้งจะยอมรับว่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 สินทรัพย์และหนี้สินของ ACAP ยังคงมีส่วนต่างที่เป็นบวก โดยมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 5,617 ล้านบาท ขณะที่เงินกู้ยืมรวมเท่ากับ 4,187 ล้านบาท แต่มุมมองเชิงลบยังไม่หายไป โดยระบุว่า ประมาณ 67% ของเงินกู้ยืมจะครบกำหนดภายใน 1 ปี ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 บริษัทไม่มีวงเงินสินเชื่อที่จะปิดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่สอดคล้องกันของสินทรัพย์และหนี้สินได้ เพราะมีแหล่งเงินทุนบริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินในระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ (จากการออกตราสารหนี้จำพวกหุ้นกู้ และตั๋วแลกเงินออกขายในวงจำกัด) โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 บริษัทมีหุ้นกู้คงค้างเท่ากับ 3,787 ล้านบาท และตั๋วแลกเงินรวมกับเงินกู้ระยะสั้นจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกันรวม 400 ล้านบาท ไม่มีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ด้วย
ตัวอย่างรูปธรรมของความเสี่ยงปรากฏขึ้น ซึ่งทริส เรทติ้งยกขึ้นมาว่า นับตั้งแต่บริษัทมีลูกหนี้ 2 รายที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยลูกหนี้ทั้ง 2 รายนี้ได้โอนหลักทรัพย์ค้ำประกันให้แก่บริษัทมูลค่ารวมกัน 326 ล้านบาทเพื่อชำระหนี้คงค้าง 305 ล้านบาท หรือประมาณ 7% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งบริษัทได้ตัดบัญชีลูกหนี้ดังกล่าวและบันทึกเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ภายใต้มาตรฐานบัญชีปัจจุบัน บริษัทไม่ได้ถูกกำหนดให้ต้องจัดชั้นเงินให้สินเชื่อหรือตั้งค่าเผื่อหนี้สูญ บริษัทจึงไม่ได้รายงานเงินให้สินเชื่อที่ค้างชำระ ซึ่งหากยึดตามมาตรฐานบัญชีเคร่งครัด ACAP ต้องตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญในลักษณะเดียวกันกับผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์รายอื่น ๆ ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจมาก่อน
ทริส เรทติ้ง ยังลงลึกอีกว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ไม่สม่ำเสมอของพอร์ตสินเชื่อของบริษัท จากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4,117 ล้านบาทในปี 2559 จาก 1,039 ล้านบาทในปี 2558 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเท่ากับ 296.2% แล้วหดตัวลง 6.9% สู่ระดับ 3,831 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 และทรงตัวที่อยู่ที่ 3,816 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 จากผู้บริหารเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของบริษัทรวมกับการที่บริษัทมีเงินทุนจำกัดด้วย ทำให้ยังไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ความสำเร็จและความยั่งยืนของการเติบโตของธุรกิจ
ที่น่าสนใจคือ แม้จะมีมุมมองเชิงลบ แต่ทริส เรทติ้งก็ยอมรับว่า ธุรกิจของบริษัทลูกช่วยหนุนให้กลับมามีกำไร โดยที่ผลประกอบการทางการเงินดีขึ้นต่อเนื่องของบริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด (GSC) ซึ่งทำธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ (Call Center) และให้บริการจัดเก็บหนี้แก่บริษัทต่างๆ ธุรกิจขยายอย่างต่อเนื่อง ทำรายได้ให้แก่บริษัทคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้รวมของบริษัท
คำถามที่มีต่อทริส เรทติ้งอยู่ที่ว่า ธุรกิจที่มีคามเสี่ยงสูง (โดยมีหลักประกันเงินที่ปล่อยกู้รัดกุม) ย่อมให้ผลตอบแทนสูง แล้วหากบริษัทมีเครือข่ายติดตามทวงหนี้อย่างมีประสิทธิผลด้วยแล้ว น่าจะเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค มิใช่หรือ
คำตอบ ไม่น่าจะมาจาก ทริส เรทติ้ง แต่น่าจะมาจากผลประกอบการของACAPซึ่งที่ผ่านมา สามารถทำได้ดีเกินคาดเสมอมา
ยิ่งปีนี้ สตรีเหล็กอย่าง นางสาวสุกัญญา ประกาศชัดว่าไม่มีใส่เกียร์ถอย ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโตเป็น 5 พันล้านบาท จากปีก่อนที่อยู่ราว 4 พันล้านบาท ตามการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยจะเน้นคุณภาพการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ควบคุมอัตราการให้สินเชื่อ (Loan to Value) ไม่เกิน 50% ของราคาของหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นักลงทุนคงต้องตัดสินใจเอาเองว่า ACAP ที่ราคาใต้ 9.00 บาท ควรซื้อหรือควรเมิน ACAP โตเร็วเป็นอุปสรรค?
------------------------------
//////////////////////////
ขอบคุณบทความจาก
www.facebook.com/Share2Trade/
www.share2trade.com
ACAP โตเร็วเป็นอุปสรรค? (โดย อีหล่าน้อย เว็บ Share2Trade)
ACAP ไม่เคยถือเป็นหุ้น"ในสายตา"ของนักวิเคราะห์มาโดยตลอด และซ้ำร้ายหากอ่านผลการจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้ที่รายงานโดยบริษัทจัดอันดับ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ที่ถูก"ประเมินต่ำเกินจริง"ย่ำแย่ไปอีก ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงบริษัทเล็กแต่โตเร็วรายนี้ มีอัตรากำไรสุทธิดีในระดับหัวแถวของตลาดทีเดียว
ช่องว่างระหว่างคำพูดของผู้บริหาร กับ นักวิเคราะห์-บริษัทจัดอันดับเครดิต-นักลงทุนขาใหญ่ น่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้ราคาหุ้นACAP กลายเป็นหุ้นหวือหวา ไม่ใช่หุ้นพื้นฐาน ทั้งที่ในสามปีมานี้ ถือว่ามีผลตอบแทนการดำเนินงานในช่วง 3 ปีนับจากกลุ่มทุนใหม่ "สุขเจริญไกรศรี" เข้ามาบริหาร โดดเด่นมาก อัตรากำไรสุทธิมากกว่า 20% เสมอมา
ประเด็นปัญหาของ ACAP ในมุมมองของคนที่เป็น(หรืออ้างว่าเป็น)"กูรู"อยู่ที่ฐานเงินทุนที่ต่ำ เทียบกับอัตราเติบโตของธุรกิจ"กู้เงินมาปล่อยกู้ต่อ" ทำให้ยิ่งเติบโต สัดส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นหรือค่า ดี/อี จะสูงหรือมีแนวโน้มสูงน่าเสียวไส้ปรากฏเสมอ
เรื่องนี้ เป็นประเด็นที่น่ากังวลจริงแค่หุ้นสำหรับผู้บริหาร เป็นปริศนาที่นักลงทุนอยากรู้ ก่อนเข้าซื้อหุ้นที่ราคาบนกระดานล่าสุด ถือว่าต่ำมาก เพราะมีค่า พี/อีเพียงแค่ 12 เท่าเศษเท่านั้น
ราคาดังกล่าวน่าซื้อหรือไม่
คำตอบอยู่ที่การประเมินค่าของบริษัทนี้ หลังการแปลงสิทธิ์ ACAP-W1 ผ่านไปแล้วซึ่งจะทำให้มีฐานเงินกองทุนใหม่เพิ่มเข้ามา 1,022 ล้านบาท ช่วยลดปัญหาค่าดี/อีที่สูงระดับ 3.3 เท่า บรรเทาลง เพราะจะเหลือเพียงแค่ 2 เท่า
แล้วหากประเมินล่วงหน้าไปอีกว่า หากบริษัทสามารถเพิ่มเงินกองทุนจาก ACAP-W2 (ราคาแปลงสิทธิ์ อัตราแปลง 1:1 หน่วยละ 6.00 บาทสำหรับ 73 ล้านหน่วย) ได้อีกจนครบในปีหน้า ก็จะทำให้มีเงินกองทุนใหม่เพิ่มเข้ามาอีกมากกว่า 430 ล้านบาท
เงินกองทุนจากเพิ่มทุนผ่านวอแรนต์ ผสมกับความสามารถในการทำกำไรให้เข้าเป้าหมายเติบโตปีละ 20-25% (ไม่นับรวมกำไรพิเศษหากสามารถผลักดัน บริษัทย่อย โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด (Global Service Center) เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดได้) ความน่ากังวลจากการ"โตเร็วเกินฐานเงินกองทุน"จะลดลดลง แม้ไม่หมด
งานอย่างนี้คงต้องขึ้นกับฝีมือซีอีโอหญิงคนเก่ง นางสาว สุกัญญา สุขเจริญไกรศรี เป็นสำคัญ
ความกังวลเรื่องฐานเงินกองทุนของ ACAP ที่ยังรบกวนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น โดยเฉพาะปีนี้ ปรากฏอยู่ในรายงานของ ทริส เรตติ้ง บริษัทจัดอันดับเครดิต เมื่อต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ยังยืนยันอันดับเครดิตองค์กรของ ACAP ที่ระดับ "BB" คงที่จากครั้งก่อน
ทริส เรทติ้งระบุว่า อันดับเครดิตสะท้อนถึงคุณสมบัติความเสี่ยงของบริษัทในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อขนาดเล็กที่ไม่รับเงินฝาก โดยสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อระยะสั้นที่มีหลักประกันให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อันดับเครดิตถูกจำกัดด้วยประวัติการดำเนินงานที่ค่อนข้างสั้นในธุรกิจการปล่อยสินเชื่อ ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวสูง การก่อหนี้สูง รวมถึงความเสี่ยงด้านการจัดหาเงินทุนและสภาพคล่องที่อาจจะเพิ่มขึ้น
ประเด็นสำคัญ คือสินเชื่อที่ ACAP ปล่อยออกไปในลูกค้าบริษัท SMEs และบุคคลซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนชั่วคราว โดยการปล่อยกู้โดยตรงหรือในรูปของการซื้อตั๋วแลกเงิน (B/Es) ซึ่งออกโดยผู้กู้ ลูกค้าเป้าหมายจำนวนน้อยราย ส่วนใหญ่เป็นมีความเสี่ยงสูงซึ่งอาจกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การกระจุกตัวสูง หากเกิดการผิดนัดชำระจากลูกค้าเพียงไม่กี่รายอาจทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงกว่า
มองแค่นี้ไม่พอ ทริส เรทติ้งยังก้าวล่วงถึงขั้นระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ส่วนต่างที่ติดลบระหว่างสินทรัพย์และหนี้สินอาจเกิดขึ้นในกรณีที่ลูกหนี้รายใหญ่บางรายไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ หรือในกรณีที่บริษัทต้องใช้เวลานานในการจำหน่ายหลักประกัน
แม้ทริส เรทติ้งจะยอมรับว่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 สินทรัพย์และหนี้สินของ ACAP ยังคงมีส่วนต่างที่เป็นบวก โดยมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 5,617 ล้านบาท ขณะที่เงินกู้ยืมรวมเท่ากับ 4,187 ล้านบาท แต่มุมมองเชิงลบยังไม่หายไป โดยระบุว่า ประมาณ 67% ของเงินกู้ยืมจะครบกำหนดภายใน 1 ปี ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 บริษัทไม่มีวงเงินสินเชื่อที่จะปิดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่สอดคล้องกันของสินทรัพย์และหนี้สินได้ เพราะมีแหล่งเงินทุนบริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินในระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ (จากการออกตราสารหนี้จำพวกหุ้นกู้ และตั๋วแลกเงินออกขายในวงจำกัด) โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 บริษัทมีหุ้นกู้คงค้างเท่ากับ 3,787 ล้านบาท และตั๋วแลกเงินรวมกับเงินกู้ระยะสั้นจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกันรวม 400 ล้านบาท ไม่มีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ด้วย
ตัวอย่างรูปธรรมของความเสี่ยงปรากฏขึ้น ซึ่งทริส เรทติ้งยกขึ้นมาว่า นับตั้งแต่บริษัทมีลูกหนี้ 2 รายที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยลูกหนี้ทั้ง 2 รายนี้ได้โอนหลักทรัพย์ค้ำประกันให้แก่บริษัทมูลค่ารวมกัน 326 ล้านบาทเพื่อชำระหนี้คงค้าง 305 ล้านบาท หรือประมาณ 7% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งบริษัทได้ตัดบัญชีลูกหนี้ดังกล่าวและบันทึกเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ภายใต้มาตรฐานบัญชีปัจจุบัน บริษัทไม่ได้ถูกกำหนดให้ต้องจัดชั้นเงินให้สินเชื่อหรือตั้งค่าเผื่อหนี้สูญ บริษัทจึงไม่ได้รายงานเงินให้สินเชื่อที่ค้างชำระ ซึ่งหากยึดตามมาตรฐานบัญชีเคร่งครัด ACAP ต้องตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญในลักษณะเดียวกันกับผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์รายอื่น ๆ ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจมาก่อน
ทริส เรทติ้ง ยังลงลึกอีกว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ไม่สม่ำเสมอของพอร์ตสินเชื่อของบริษัท จากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4,117 ล้านบาทในปี 2559 จาก 1,039 ล้านบาทในปี 2558 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเท่ากับ 296.2% แล้วหดตัวลง 6.9% สู่ระดับ 3,831 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 และทรงตัวที่อยู่ที่ 3,816 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 จากผู้บริหารเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของบริษัทรวมกับการที่บริษัทมีเงินทุนจำกัดด้วย ทำให้ยังไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ความสำเร็จและความยั่งยืนของการเติบโตของธุรกิจ
ที่น่าสนใจคือ แม้จะมีมุมมองเชิงลบ แต่ทริส เรทติ้งก็ยอมรับว่า ธุรกิจของบริษัทลูกช่วยหนุนให้กลับมามีกำไร โดยที่ผลประกอบการทางการเงินดีขึ้นต่อเนื่องของบริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด (GSC) ซึ่งทำธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ (Call Center) และให้บริการจัดเก็บหนี้แก่บริษัทต่างๆ ธุรกิจขยายอย่างต่อเนื่อง ทำรายได้ให้แก่บริษัทคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้รวมของบริษัท
คำถามที่มีต่อทริส เรทติ้งอยู่ที่ว่า ธุรกิจที่มีคามเสี่ยงสูง (โดยมีหลักประกันเงินที่ปล่อยกู้รัดกุม) ย่อมให้ผลตอบแทนสูง แล้วหากบริษัทมีเครือข่ายติดตามทวงหนี้อย่างมีประสิทธิผลด้วยแล้ว น่าจะเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค มิใช่หรือ
คำตอบ ไม่น่าจะมาจาก ทริส เรทติ้ง แต่น่าจะมาจากผลประกอบการของACAPซึ่งที่ผ่านมา สามารถทำได้ดีเกินคาดเสมอมา
ยิ่งปีนี้ สตรีเหล็กอย่าง นางสาวสุกัญญา ประกาศชัดว่าไม่มีใส่เกียร์ถอย ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโตเป็น 5 พันล้านบาท จากปีก่อนที่อยู่ราว 4 พันล้านบาท ตามการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยจะเน้นคุณภาพการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ควบคุมอัตราการให้สินเชื่อ (Loan to Value) ไม่เกิน 50% ของราคาของหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นักลงทุนคงต้องตัดสินใจเอาเองว่า ACAP ที่ราคาใต้ 9.00 บาท ควรซื้อหรือควรเมิน ACAP โตเร็วเป็นอุปสรรค?
------------------------------
//////////////////////////
ขอบคุณบทความจาก
www.facebook.com/Share2Trade/
www.share2trade.com