ใกล้จะถึงวันแม่แล้วนะคะ ฉันขอเล่าเรื่องแม่ให้ฟัง แต่จะไม่เล่าเรื่องพ่อด้วยเดี๋ยวแกรู้ แกจะงอน...
หลังจากที่พ่อของฉันได้ Early Retired จากบริษัทสายการบินแห่งหนึ่ง ที่เขาทำงานอยู่มามากกว่า 25 ปี ในปี 2002 พ่อกับแม่ก็ย้ายมาอยู่ที่อเมริกา ด้วยกันกับฉัน ตอนที่มาใหม่ๆ ตอนนั้นพ่อกับแม่อายุประมาณ ห้าสิบต้นๆ พ่อก็พอจะพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะเคยทำงานให้พวกทหารจีไอ ในสมัยสงครามเวียดนาม ส่วนแม่นี่ จบป.สี่ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย พอมาถึงได้สักพัก เขาก็อยากจะไปช่วยขายของที่ ร้านกิ๊ฟช๊อปเล็กๆของฉันในมอลล์ แต่มีปัญหาว่ายังฟัง และพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ ด้วยความที่เขาทั้งสองไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ และความที่ฉันอยากให้เขาทั้งสองได้เรียนรู้ ภาษาอังกฤษ ฉันเลยพาเขาทั้งสองไปที่โบสถ์แบบติส ที่อยู่ใกล้ๆบ้าน ที่นั้นเขาเปิดคลาสสอนภาษาอังกฤษ ให้กับคนต่างชาติ ตอนที่มาใหม่ๆ ฉันก็ไปเรียนที่นั่นเหมือนกัน จึงรู้จักกับครูผู้สอนท่านหนึ่ง ที่เคยสอนฉันมา ฉันจึงได้เอ่ยปากฝากฝัง พ่อกับแม่ให้เขาดูแล การเรียนภาษาอังกฤษที่โบสถ์ เขาสอนฟรี ทุกวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ เวลาประมาณ สิบโมงเช้าถึงเที่ยง ตอนเที่ยงเขามีอาหารเลี้ยงกลางวันอีกนะ ดีจะตาย แม่ชอบมาก ที่จะได้มีโอกาสพบปะเจอะเจอคนอื่นๆ แต่พ่อของฉันเขาไม่ค่อยชอบเพราะว่า เขาสอนภาษาอังกฤษ ในแบบเรียน แบบฝึกหัดที่แจกให้ ประมาณสี่สิบห้านาที ที่เหลือเขาสอนศาสนาคริสต์ ตอนที่พ่อมาใหม่ๆ พ่อฉันนั้นประมาณว่าหัวแข็งมาก เพราะเขาเป็นคนรุ่นเก่า มีความเป็นหัวหน้าครอบครัวสูง และมีความคิดเป็นของตัวเอง ถ้าเขาว่าอะไรดี ก็ต้องดี อะไร ไม่ดีก็ไม่ดี แต่แม่ไม่ค่อยถือเท่าไหร่ คิดซะว่าช่วงเวลาที่เขาสอนศาสนา เป็นช่วงการเรียนการสอนทักษะการฟัง การพูด ไปในตัว
หลังจากที่พ่อกับแม่กลับบ้านมาจากโรงเรียนแล้ว ฉันจะเปิดทีวีให้เขาดู ส่วนใหญ่จะเป็นช่องข่าวเสียมากกว่า ตอนแรกพ่อกับแม่จะขอให้เปิดตัววิ่งคำบรรยาย เพื่อที่จะได้อ่าน และจะได้รู้ว่าเขาพูดว่าอะไร ทั้งๆที่ยังอ่าน และแปลภาษาอังกฤษกันไม่คล่องเลย ก็จะอ่านกันเสียแล้ว แต่มันก็ไม่ผิดอะไร เพราะคนที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่ๆ ก็จะทำแบบนี้แหละ คือถ้าให้ดูหนังฝรั่ง แม้จะมีไม่มี ตัววิ่งคำบรรยาย (ที่อเมริกาเรียกว่า Caption แคปชั่น ไม่เรียกซับไตเติ้ล นะคะ) ภาษาไทยก็ตาม ก็ขอใหม่ตัววิ่งคำบรรยายภาษาอังกฤษ เพื่อความอุ่นใจ แต่หารู้ไม่ว่า แทนที่คุณจะได้เรียนภาษาอังกฤษ เป็นเร็วๆ คุณกลับเป็นช้า เพราะการเรียนภาษา มีการเรียงลำดับทักษะ ดังที่รู้ๆกันคือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งเป็นทักษะ (Skill) การเรียนรู้ภาษาของเด็กแรกเกิด แต่ในระะบบการเรียนการสอนภาษาต่างชาติของเมืองไทย เขาเรียงการเรียนการสอนกลับกัน คือ การเขียน การอ่าน การพูด และสุดท้ายคือการฟัง ฉันพยายามให้พ่อกับแม่เรียนรู้และใช้ทักษะการฟังมากๆ จึงเปิดทีวี แต่ไม่เปิดแคปชั่นให้เขา ทั้งสองคนก็ดูทีวีไป ฟังไป เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ตามเรื่องตามราวกันไป นอกจากการฟังจากทีวีแล้ว ฉันยังพาเขาไปที่ร้านกิ๊ฟช๊อปของฉันด้วย เพราะเขาจะได้ไปฟัง และคุ้นกับสำเนียงการพูด ภาษาอังกฤษของคนท้องถิ่น เนื่องจากเมืองที่เราอยู่ตอนนั้นเป็นเมือง ในรัฐที่อยู่ทางใต้ของอเมริกา คนท้องถื่นจะพูดภาษาอังกฤษ สำเนียง Southerner ซึ่งเป็นสำเนียงที่ฟังยากที่สุด เมื่อเทียบกับสำเนียงท้องถิ่นในแถบอื่นๆ ตัวฉันเองกว่าจะคุ้นกับสำเนียงนี้ ก็ใช้เวลาปาเข้าไปเกือบสามเดือน อันนี้แค่คุ้นนะคะ ยังไม่รวมไปถึงการเข้าใจ และพูดโต้ตอบได้
ในขณะที่พ่อกับแม่กำลังเรียนรู้ และใช้ทักษะการฟังแล้ว ฉันยังให้เขาไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆที่ร้านขายของของฉัน เพื่อเป็นการฝึกทักษะการพูดค่ะ มาถึงตอนนี้เป็นการง่ายสำหรับพ่อ ที่เขาคุ้นๆอยู่บ้างกับการพูดภาษาอังกฤษ คือพ่อนี่จะไม่อายเลย เขาอยากจะพูดอะไรเขาก็พูด พูดถูก พูดผิดนี่ ไม่รู้หล่ะ คือแกเจื้อยแจ้วได้ทั้งวัน แต่พอคนอื่นพูด เล่าเรื่อง หรือถามแกกลับ แกจะไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง แปลไม่ออก ต้องหันมาถามฉัน ให้แปลให้ฟังว่าคนนั้นพูดอะไร 555 ส่วนแม่จะเงียบๆ แม่พยายามที่จะฟังเวลาฉันพูดภาษาอังกฤษกับคนอื่น แล้วจะถามว่า ฉันพูดอะไร กับคนนั้น ประโยคที่พูดไปคืออะไร ถามว่าอะไร แล้วให้ฉันพูดช้าๆให้เขาฟัง แล้วแกก็พยายามจำ เพื่อเอามาใช้ในวันต่อไป เวลาแม่จะพูด แม่จะออกเสียงนี่แบบ คอม/พิว/เต้อ ชัดถ้อยชัดคำ คนฟังก็ฟังไม่ออก แกก็โมโห หาว่าพูดได้ระดับนึงแล้ว แต่ทำไม เขายังฟังกันไม่ออก ฉันก็บอกเขาไปว่า ถ้าไปพูดออกเสียงแบบนั้น ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง ให้พูดแบบกระแดะๆๆๆๆ แบบว่ามีเสียงสูงต่ำ คอม/พิ/เตอะ ประมาณนี้ อีกอย่างฉันชอบล้อแกว่า ไหนแม่ลองพูดคำว่า Central เป็นคำที่ชอบเอามาล้อแกมากๆ เพราะว่าที่เมืองไทยมีห้างเซ็นทรัล ฉันก็บอกว่ากลับไปเมืองไทย ต้องไปเรียก ชื่อห้างให้ถูกนะ แม่แกก็พูดว่า เซ็นทรัล ฉันก็บอกว่า คราวหน้าลองออกเสียง เซนโทลลลล เน้นคำหน้า และออกเสียงเบาในคำข้างหลังนะ แล้วม้วนลิ้น ออกเสียง ล.ลิง ให้ก้องในคอนานๆ พอถึงเวลาเขาเอาไปใช้จริง เขาก็บอกว่า เออไอ้ฝรั่งพวกนี้มันเข้าใจด้วยว่ะ แต่แกบอกว่าถ้าไปเรียกแบบนี้ที่เมืองไทย มีแต่คนหาว่าแกกระแดะ 555 อีกคำนึงที่แม่ขัดใจมาก คือคำว่า Insurance แม่เขาออกเสียง อินชัวรัน ก็ไม่มีใครเข้าใจ แต่พอไปฟังน้าคนไทยคนหนึ่ง ที่อยู่ที่นี่มาสามสิบปีแล้ว พูดได้อย่างเดียว อ่านเขียนไม่ได้ เขาออกเสียงว่า อินเชิน ฝรั่งดันเข้าใจ แม่บอกว่ามันเขียนอย่างนี้ จะให้อ่านอินเชิน ได้อย่างไร ฉันถึงบอกแม่ว่า คุณน้าคนนั้นอ่านเขียนไม่ได้ เขาเรียนภาษาอังกฤษด้วยการฟัง และจำ และลอกเลียนสำเนียง วิธีการพูดของคนข้างๆ ดังนั้นเวลาเขาพูด คนส่วนใหญ่จะเข้าใจในการพูดของเขา ฉันถึงแนะนำแม่ว่าให้เริ่มภาษาจากการฟัง และเลียนเสียงคำ จากคนอื่นๆจะดีกว่า การเริ่มเรียนด้วยการอ่าน
เมื่อพ่อกับแม่เริ่มคุ้นๆกับการฟัง และการพูดแล้ว ที่นี้ก็มาถึง การอ่านและการเขียน ทางโบสถ์จะมีแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษให้คนละชุด ก็เริ่มจากการหัดเขียนตัวอักษร เอ บี ซี นี่แหละ เสร็จแล้วก็มาเป็นประโยคง่ายๆ เช่น I am a cat. I love a cat. อะไรประมาณนี่ เขาทั้งสองจะได้เรียนรู้รูปประโยคในการเขียน และการอ่าน เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ เป็นตอนที่ฉันเล่าให้คนอื่นฟังบ่อยๆว่าเป็นช่วงประทับใจ เพราะประสบการณ์ในการสอนหนังสือ การอ่าน การเขียน ให้กับพ่อกับแม่ เป็นอะไร ที่ประทับใจมาก เพราะเมื่อเรายังเด็ก ยังเล็ก พ่อกับแม่ อ่านหนังสือให้ฟัง จับมือเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ สอนการบ้าน เรามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่ในตอนนี้ เราได้มีโอกาส ตอบแทนบุญคุณของเขาทั้งสอง ด้วยการสอน เอ บี ซี อ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้เขาฟัง ที่ทำตรงนี้ได้ ก็เพราะเขาทั้งสองนี่แหละ ที่อดทนทำงาน หาเงินส่งให้ลูกได้เรียนสูงๆ พอมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ และกลับเอามาสอนเขาทั้งสอง เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ
ติดตามอ่านตอนต่อไปนะคะ
แม่กับครูฝรั่งสอนภาษาอังกฤษที่โบสถ์และเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นชาวเกาหลี

พ่อกับแม่ในห้องเรียนภาษาอังกฤษ

คุณพ่อช่างจำนรรจา พูดได้พูดดี พูดถูก พูดผิด เขาไม่สนใจ จนครูฝรั่งขอให้ออกไปพูดหน้าชั้นบ่อยๆ

บรรยากาศด้านนอกของโบสถ์ที่ไปเรียน


พ่อถ่ายรูปอยู่ที่หน้าร้านกิ๊ฟช๊อป ร้านไทยของฉัน ที่อยู่ในมอลล์

วันๆพ่อกับแม่ก็ไม่ขลุกกันอยู่แต่ในมอลล์ (ประหยัดค่าแอร์ที่บ้าน 555) มีเพื่อนฝูงมากมาย เอาไว้ฝึกฝนภาษาอังกฤษ



ไม่เพียงแค่เจอะเจอผู้คนมากมาย ในมอลล์ยังมีการถ่ายทอดสดรายการวาไรตี้ ในช่วงตอนกลางวันอีก พ่อก็ชอบทิ้งให้แม่อยู่ที่ร้าน และแกก็เดินไปดูการถ่ายทอดสดทุกวัน จนเป็นเพื่อนซี้กับพิธีกร


เล่าได้เล่าดี ตอนชีวิตในอเมริกาของพ่อกับแม่ ตอนที่ 1
หลังจากที่พ่อของฉันได้ Early Retired จากบริษัทสายการบินแห่งหนึ่ง ที่เขาทำงานอยู่มามากกว่า 25 ปี ในปี 2002 พ่อกับแม่ก็ย้ายมาอยู่ที่อเมริกา ด้วยกันกับฉัน ตอนที่มาใหม่ๆ ตอนนั้นพ่อกับแม่อายุประมาณ ห้าสิบต้นๆ พ่อก็พอจะพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะเคยทำงานให้พวกทหารจีไอ ในสมัยสงครามเวียดนาม ส่วนแม่นี่ จบป.สี่ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย พอมาถึงได้สักพัก เขาก็อยากจะไปช่วยขายของที่ ร้านกิ๊ฟช๊อปเล็กๆของฉันในมอลล์ แต่มีปัญหาว่ายังฟัง และพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ ด้วยความที่เขาทั้งสองไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ และความที่ฉันอยากให้เขาทั้งสองได้เรียนรู้ ภาษาอังกฤษ ฉันเลยพาเขาทั้งสองไปที่โบสถ์แบบติส ที่อยู่ใกล้ๆบ้าน ที่นั้นเขาเปิดคลาสสอนภาษาอังกฤษ ให้กับคนต่างชาติ ตอนที่มาใหม่ๆ ฉันก็ไปเรียนที่นั่นเหมือนกัน จึงรู้จักกับครูผู้สอนท่านหนึ่ง ที่เคยสอนฉันมา ฉันจึงได้เอ่ยปากฝากฝัง พ่อกับแม่ให้เขาดูแล การเรียนภาษาอังกฤษที่โบสถ์ เขาสอนฟรี ทุกวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ เวลาประมาณ สิบโมงเช้าถึงเที่ยง ตอนเที่ยงเขามีอาหารเลี้ยงกลางวันอีกนะ ดีจะตาย แม่ชอบมาก ที่จะได้มีโอกาสพบปะเจอะเจอคนอื่นๆ แต่พ่อของฉันเขาไม่ค่อยชอบเพราะว่า เขาสอนภาษาอังกฤษ ในแบบเรียน แบบฝึกหัดที่แจกให้ ประมาณสี่สิบห้านาที ที่เหลือเขาสอนศาสนาคริสต์ ตอนที่พ่อมาใหม่ๆ พ่อฉันนั้นประมาณว่าหัวแข็งมาก เพราะเขาเป็นคนรุ่นเก่า มีความเป็นหัวหน้าครอบครัวสูง และมีความคิดเป็นของตัวเอง ถ้าเขาว่าอะไรดี ก็ต้องดี อะไร ไม่ดีก็ไม่ดี แต่แม่ไม่ค่อยถือเท่าไหร่ คิดซะว่าช่วงเวลาที่เขาสอนศาสนา เป็นช่วงการเรียนการสอนทักษะการฟัง การพูด ไปในตัว
หลังจากที่พ่อกับแม่กลับบ้านมาจากโรงเรียนแล้ว ฉันจะเปิดทีวีให้เขาดู ส่วนใหญ่จะเป็นช่องข่าวเสียมากกว่า ตอนแรกพ่อกับแม่จะขอให้เปิดตัววิ่งคำบรรยาย เพื่อที่จะได้อ่าน และจะได้รู้ว่าเขาพูดว่าอะไร ทั้งๆที่ยังอ่าน และแปลภาษาอังกฤษกันไม่คล่องเลย ก็จะอ่านกันเสียแล้ว แต่มันก็ไม่ผิดอะไร เพราะคนที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่ๆ ก็จะทำแบบนี้แหละ คือถ้าให้ดูหนังฝรั่ง แม้จะมีไม่มี ตัววิ่งคำบรรยาย (ที่อเมริกาเรียกว่า Caption แคปชั่น ไม่เรียกซับไตเติ้ล นะคะ) ภาษาไทยก็ตาม ก็ขอใหม่ตัววิ่งคำบรรยายภาษาอังกฤษ เพื่อความอุ่นใจ แต่หารู้ไม่ว่า แทนที่คุณจะได้เรียนภาษาอังกฤษ เป็นเร็วๆ คุณกลับเป็นช้า เพราะการเรียนภาษา มีการเรียงลำดับทักษะ ดังที่รู้ๆกันคือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งเป็นทักษะ (Skill) การเรียนรู้ภาษาของเด็กแรกเกิด แต่ในระะบบการเรียนการสอนภาษาต่างชาติของเมืองไทย เขาเรียงการเรียนการสอนกลับกัน คือ การเขียน การอ่าน การพูด และสุดท้ายคือการฟัง ฉันพยายามให้พ่อกับแม่เรียนรู้และใช้ทักษะการฟังมากๆ จึงเปิดทีวี แต่ไม่เปิดแคปชั่นให้เขา ทั้งสองคนก็ดูทีวีไป ฟังไป เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ตามเรื่องตามราวกันไป นอกจากการฟังจากทีวีแล้ว ฉันยังพาเขาไปที่ร้านกิ๊ฟช๊อปของฉันด้วย เพราะเขาจะได้ไปฟัง และคุ้นกับสำเนียงการพูด ภาษาอังกฤษของคนท้องถิ่น เนื่องจากเมืองที่เราอยู่ตอนนั้นเป็นเมือง ในรัฐที่อยู่ทางใต้ของอเมริกา คนท้องถื่นจะพูดภาษาอังกฤษ สำเนียง Southerner ซึ่งเป็นสำเนียงที่ฟังยากที่สุด เมื่อเทียบกับสำเนียงท้องถิ่นในแถบอื่นๆ ตัวฉันเองกว่าจะคุ้นกับสำเนียงนี้ ก็ใช้เวลาปาเข้าไปเกือบสามเดือน อันนี้แค่คุ้นนะคะ ยังไม่รวมไปถึงการเข้าใจ และพูดโต้ตอบได้
ในขณะที่พ่อกับแม่กำลังเรียนรู้ และใช้ทักษะการฟังแล้ว ฉันยังให้เขาไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆที่ร้านขายของของฉัน เพื่อเป็นการฝึกทักษะการพูดค่ะ มาถึงตอนนี้เป็นการง่ายสำหรับพ่อ ที่เขาคุ้นๆอยู่บ้างกับการพูดภาษาอังกฤษ คือพ่อนี่จะไม่อายเลย เขาอยากจะพูดอะไรเขาก็พูด พูดถูก พูดผิดนี่ ไม่รู้หล่ะ คือแกเจื้อยแจ้วได้ทั้งวัน แต่พอคนอื่นพูด เล่าเรื่อง หรือถามแกกลับ แกจะไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง แปลไม่ออก ต้องหันมาถามฉัน ให้แปลให้ฟังว่าคนนั้นพูดอะไร 555 ส่วนแม่จะเงียบๆ แม่พยายามที่จะฟังเวลาฉันพูดภาษาอังกฤษกับคนอื่น แล้วจะถามว่า ฉันพูดอะไร กับคนนั้น ประโยคที่พูดไปคืออะไร ถามว่าอะไร แล้วให้ฉันพูดช้าๆให้เขาฟัง แล้วแกก็พยายามจำ เพื่อเอามาใช้ในวันต่อไป เวลาแม่จะพูด แม่จะออกเสียงนี่แบบ คอม/พิว/เต้อ ชัดถ้อยชัดคำ คนฟังก็ฟังไม่ออก แกก็โมโห หาว่าพูดได้ระดับนึงแล้ว แต่ทำไม เขายังฟังกันไม่ออก ฉันก็บอกเขาไปว่า ถ้าไปพูดออกเสียงแบบนั้น ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง ให้พูดแบบกระแดะๆๆๆๆ แบบว่ามีเสียงสูงต่ำ คอม/พิ/เตอะ ประมาณนี้ อีกอย่างฉันชอบล้อแกว่า ไหนแม่ลองพูดคำว่า Central เป็นคำที่ชอบเอามาล้อแกมากๆ เพราะว่าที่เมืองไทยมีห้างเซ็นทรัล ฉันก็บอกว่ากลับไปเมืองไทย ต้องไปเรียก ชื่อห้างให้ถูกนะ แม่แกก็พูดว่า เซ็นทรัล ฉันก็บอกว่า คราวหน้าลองออกเสียง เซนโทลลลล เน้นคำหน้า และออกเสียงเบาในคำข้างหลังนะ แล้วม้วนลิ้น ออกเสียง ล.ลิง ให้ก้องในคอนานๆ พอถึงเวลาเขาเอาไปใช้จริง เขาก็บอกว่า เออไอ้ฝรั่งพวกนี้มันเข้าใจด้วยว่ะ แต่แกบอกว่าถ้าไปเรียกแบบนี้ที่เมืองไทย มีแต่คนหาว่าแกกระแดะ 555 อีกคำนึงที่แม่ขัดใจมาก คือคำว่า Insurance แม่เขาออกเสียง อินชัวรัน ก็ไม่มีใครเข้าใจ แต่พอไปฟังน้าคนไทยคนหนึ่ง ที่อยู่ที่นี่มาสามสิบปีแล้ว พูดได้อย่างเดียว อ่านเขียนไม่ได้ เขาออกเสียงว่า อินเชิน ฝรั่งดันเข้าใจ แม่บอกว่ามันเขียนอย่างนี้ จะให้อ่านอินเชิน ได้อย่างไร ฉันถึงบอกแม่ว่า คุณน้าคนนั้นอ่านเขียนไม่ได้ เขาเรียนภาษาอังกฤษด้วยการฟัง และจำ และลอกเลียนสำเนียง วิธีการพูดของคนข้างๆ ดังนั้นเวลาเขาพูด คนส่วนใหญ่จะเข้าใจในการพูดของเขา ฉันถึงแนะนำแม่ว่าให้เริ่มภาษาจากการฟัง และเลียนเสียงคำ จากคนอื่นๆจะดีกว่า การเริ่มเรียนด้วยการอ่าน
เมื่อพ่อกับแม่เริ่มคุ้นๆกับการฟัง และการพูดแล้ว ที่นี้ก็มาถึง การอ่านและการเขียน ทางโบสถ์จะมีแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษให้คนละชุด ก็เริ่มจากการหัดเขียนตัวอักษร เอ บี ซี นี่แหละ เสร็จแล้วก็มาเป็นประโยคง่ายๆ เช่น I am a cat. I love a cat. อะไรประมาณนี่ เขาทั้งสองจะได้เรียนรู้รูปประโยคในการเขียน และการอ่าน เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ เป็นตอนที่ฉันเล่าให้คนอื่นฟังบ่อยๆว่าเป็นช่วงประทับใจ เพราะประสบการณ์ในการสอนหนังสือ การอ่าน การเขียน ให้กับพ่อกับแม่ เป็นอะไร ที่ประทับใจมาก เพราะเมื่อเรายังเด็ก ยังเล็ก พ่อกับแม่ อ่านหนังสือให้ฟัง จับมือเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ สอนการบ้าน เรามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่ในตอนนี้ เราได้มีโอกาส ตอบแทนบุญคุณของเขาทั้งสอง ด้วยการสอน เอ บี ซี อ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้เขาฟัง ที่ทำตรงนี้ได้ ก็เพราะเขาทั้งสองนี่แหละ ที่อดทนทำงาน หาเงินส่งให้ลูกได้เรียนสูงๆ พอมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ และกลับเอามาสอนเขาทั้งสอง เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ
ติดตามอ่านตอนต่อไปนะคะ
แม่กับครูฝรั่งสอนภาษาอังกฤษที่โบสถ์และเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นชาวเกาหลี
พ่อกับแม่ในห้องเรียนภาษาอังกฤษ
คุณพ่อช่างจำนรรจา พูดได้พูดดี พูดถูก พูดผิด เขาไม่สนใจ จนครูฝรั่งขอให้ออกไปพูดหน้าชั้นบ่อยๆ
บรรยากาศด้านนอกของโบสถ์ที่ไปเรียน
พ่อถ่ายรูปอยู่ที่หน้าร้านกิ๊ฟช๊อป ร้านไทยของฉัน ที่อยู่ในมอลล์
วันๆพ่อกับแม่ก็ไม่ขลุกกันอยู่แต่ในมอลล์ (ประหยัดค่าแอร์ที่บ้าน 555) มีเพื่อนฝูงมากมาย เอาไว้ฝึกฝนภาษาอังกฤษ
ไม่เพียงแค่เจอะเจอผู้คนมากมาย ในมอลล์ยังมีการถ่ายทอดสดรายการวาไรตี้ ในช่วงตอนกลางวันอีก พ่อก็ชอบทิ้งให้แม่อยู่ที่ร้าน และแกก็เดินไปดูการถ่ายทอดสดทุกวัน จนเป็นเพื่อนซี้กับพิธีกร