[CR] วิวัฒนาการ การเสริมทัพกองกำลังทำความสะอาดบ้าน (หรือโรบอทดูดฝุ่น) ของข้าพเจ้า


1 ในสิ่งอำนวยความสะดวกประจำบ้านของเราที่ขาดไม่ได้ซะแล้ว ก็คือ โรบอทดูดฝุ่น
จุดเริ่มต้นแรกที่เราคิดซื้อ ต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว หลังจากที่แม่บ้านลาออกไป แล้วคนใหม่ๆที่หามาได้ ก็ไม่ถูกใจแม่เราซักที ครั้นจะปล่อยให้แม่เราเองในวัยใกล้ 70 ที่ขยันทำงานบ้านสารพัดสารพัน ทำทุกอย่างต่อไป ก็คงไม่ใช่ หรือจะให้เราช่วยทำด้วยตลอด ก็คงไม่ไหว
“เครื่องทุ่นแรง” ตามสมัยของเทคโนโลยีคือสิ่งที่วิ่งเข้ามาให้เราพิจารณา

ณ ตอนนั้น เราจึงเริ่มต้นด้วย budget ที่ไม่สูงมาก คือประมาณ 5 พันบาท และแน่นอน iRobot ยี่ห้อยอดฮิตของตลาด จึงยังไม่อยู่ในสายตา เพราะราคาที่สุดเกินจะเอื้อมถึง

การสั่งซื้อจึงเกิดขึ้น พร้อมกับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ประจำบ้าน ที่ ณ ตอนนั้น เรารู้สึกว่า แม่ม... โค้ดหรู

1. Autobot: Smart
- รุ่นนี้อายุประมาณ 3-4 ปี เป็นโรบอทดูดฝุ่นเครื่องแรกของบ้าน
- ราคาตลาด ประมาณ 5-6000 บาท ราคาที่เราซื้อได้ประมาณ 4 พันกลางๆ ถ้าจำไม่ผิด
- ปัจจุบันรุ่นนี้ยังคงมีขายอยู่ แต่ที่บ้านผมเลิกใช้ไปแล้วครับ ด้วยเหตุผลที่จะกล่าวถัดไป
- ทำไมเลือกยี่ห้อนี้ รุ่นนี้... จำไม่ได้จริงๆ ครับ แต่คิดว่า น่าจะเรื่องของรีวิวที่ดี แถมมีโปรฯ อีกต่างหาก

จุดเด่น
- สิ่งสำคัญที่สุด ที่เราจำไม่ได้ว่า ค้นพบทีหลัง หรือค้นพบก่อนก็คือ งานบริการ เราพบว่า บริษัทผู้นำเข้าและดูแลสินค้า Autobot คือสิ่งดีงามของวงการนี้ เพราะบริการหลังการขาย งานอะไหล่ คือสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ที่เราควรพิจารณา
- ฟังก์ชันพื้นฐานดี ทั้ง... มีเซ็นเซอร์กันตกบันได มีแถบแม่เหล็กมากั้นเพื่อเป็น Virtual Wall (แต่เอิ่ม ไม่เคยใช้เลยครับ)
- ราคาไม่แพง

ข้อจำกัด
- มันเดินมั่วครับ เลยทำให้ไม่มั่นใจว่ามันดูดทั่วถึงหรือยัง เราจะปล่อยให้มันดูดนานแค่ไหนดีเนี่ย
- หลายคนที่ใช้รุ่นนี้บอกว่า แบตเตอรี่เสื่อมไวอยู่ ประมาณว่าต้องเปลี่ยนทุกปีมั้ง

ข้อจำกัดแรก จึงเป็นที่มาของโรบอทตัวถัดๆ ไปครับว่า สิ่งสำคัญคือพวกเฮียต้องไม่เดินมั่วนะ พี่ไม่ชอบ
ข้อจำกัดสอง ทำให้เมื่อเรามีโรบอทตัวใหม่ฟังก์ชันดีกว่า เข้ามาแทนที่ เราเลยละเลยที่จะบำรุงรักษา และแม่เราก็เลิกใช้ตัวแรกนี้ไปละ

2.Neato รุ่น Botvac D85
- หลังจากนั้น เราจึงศึกษาว่า มีโรบอทรุ่นไหน ยี่ห้อไหนบ้าง ที่ไม่เดินมั่ว
- เราจึงค้นพบโรบอทรุ่นที่ถูกจัดอันดับในอเมริกาว่าเป็นโรบอทที่ดีและฉลาดที่สุด (แต่ ณ ตอนนั้นคือไม่ดังเลยในเมืองไทย)
- Neato D85 จึงได้เข้ามาประจำบ้าน ด้วยค่าตัวประมาณ 2 หมื่นบาท เมื่อ 2-3 ปีก่อน (ราคาตลาดประมาณ 25000 บาท)
- ปัจจุบันรุ่นนี้ก็ยังมีขายอยู่นะครับ พร้อมกับ กองทัพ Neato อีกหลายๆ รุ่น แต่ทุกรุ่นมีจุดเด่นเหมือนกันคือ การ Mapping Scan พื้นที่ห้องก่อนทำความสะอาด แบบขั้นเทพ

จุดเด่น
- สังเกตได้ว่ารูปร่างของ Neato จะไม่เหมือนยี่ห้ออื่นคือ เป็นทรง D-Shape โดยด้านเหลี่ยมๆ นั้น จะดีกว่าแบบวงกลม ก็ตอนที่ดูดฝุ่นตามมุมห้องนี่หละ เข้าลึก ชอนไช ได้ดีกว่านั่นเอง
- ฟังก์ชันพื้นฐานมาครบเช่นกันครับ มีเซ็นเซอร์กันตก มีใส่ปฏิทินกำหนด Schedule ล่วงหน้าได้ เป็นต้น
- การเดินบนพรมของยี่ห้อนี้ใช้ได้นะครับ บางทีก็ติดบ้าง แต่ยังยอมรับได้ (เทียบกับพรมขนปุยของอิเกียนะครับ)
- และสิ่งสำคัญคือ การ Mapping ของ Robot ครับ ไม่วิ่งมั่วแล้ว ซึ่งการ Mapping ในตลาดโรบอทหลักๆ มีอยู่ 2 แบบครับ คือ 1.ใช้กล้องสแกน 2. ใช้ Laser สแกน ซึ่ง ณ ตอนนั้น ผมเข้าใจว่ามีแต่ Neato ที่ใช้ Laser Scan (เพราะฮีจดลิขสิทธิ์ของฮีเรียบร้อย)
o    ขอเสริมเล็กน้อย เลเซอร์สแกนดีกว่ากล้องสแกนยังไง สิ่งสำคัญคือ ถ้าใช้กล้องสแกน โรบอทจะด้อยความสามารถถ้าอยุ่ในที่มืดครับ ทั้ง.. ห้องมืดๆ หรือแม้กระทั่งใต้เตียง!!! และความฉลาดโดยรวมนี่ Laser ดีกว่าอย่างชัดเจน (แต่เรื่องความสะอาดนี่ มันอาจอยู่ที่ อัลกอลิทึมของแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นด้วยแหละ)
- และความฉลาดของมันอีก คือ มันสามารถดูดได้ทีละหลายๆ ห้อง และถ้าดูดจนแบตหมด มันจะกลับไปชาร์จแบตเองที่ฐาน พอแบตพอ มันก็จะเดินกลับไปดูดพื้นที่ที่ค้างไว้ ต่อ
- นอกจากนี้ คืองานบริการครับ เพราะ บริษัทที่นำเข้า Neato เข้ามา คือ บ.เดียวกับ Autobot นั่นเอง!!! ตอนที่ซื้อตอนนั้น รู้สึกว่า Neato มันแพงและ ดูยังไม่เป็นที่นิยม เลยแอบระแวงว่า บ.จะดูแลเราได้ระยะยาวหรือไม่ (ถึงขั้นโทรไปถามที่บริษัทเลย) ก็ถือได้ว่า เวลาเป็นตัวพิสูจน์ว่า อืม ตอนนี้เขาก็ยังขายอยู่นะ ฮ่า ฮ่า

ข้อจำกัด
- ตอนนั้นก็เล็งว่า อืม... กวาดบ้าน แทบไม่ต้องกวาดละ แต่ถูบ้านนี่ยังต้องถู เอ.. ซื้อโรบอทที่ถูบ้านได้ด้วยก็ดีนะ แต่.. Neato ไม่มีโรบอทที่ถูบ้านได้สักรุ่นเลยครับ
- เทียบกับเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน Neato D85 ซึ่ง ณ ตอนนี้ถือว่าเป็นรุ่นเริ่มต้น (แต่ไม่ล่างสุดนะ) ยังไม่เชื่อมโยงกับมือถือครับ คือสั่งงานผ่านมือถือไม่ได้นั่นเอง (แต่ที่ซื้อตอนนั้นก็รู้สึก โค้ดๆๆๆ หรูมากๆ แล้ว)


แทรก1... ทำไมจึงกล้าซื้อโรบอทราคาตั้ง 2 หมื่นหละ
- เจ็บแต่จบ คือนิยาม
- คำนวณง่ายๆ.. ถ้าเดิมจ่ายเงินเดือนแม่บ้านเดือนละ 10,000 บาท และคิดสัดส่วนค่าแรงสำหรับกวาดบ้าน ประมาณ 2,000 บาท ดังนั้น 1 ปี เราเสียค่าแม่บ้านไปแล้วอย่างน้อย 24,000 บาท โห้ 1 ปีคืนทุน


แทรก2... ทำไมไม่มองยี่ห้อยอดฮิต iRobot บ้างหละ
- ผมจริงๆ ก็สงสัย เพราะคนรอบข้าง หรือในพันทิพเองก็ดูนิยมยี่ห้อนี้มากอยู่
- แต่ภาพลักษณ์ iRobot สำหรับผมก็คือ มันแพงอะ ฟังก์ชันไม่คุ้มกับราคา และปัญหาจุกจิกก็ได้ยินบ่อยไม่ต่างกับยี่ห้ออื่นหนิ (โดยเฉพาะตกบันไดนี่ ได้ยินบ่อยอยู่)
- อีกสิ่งสำคัญคือ รุ่นที่สามารถ scan พื้นที่ห้องก่อนทำความสะอาดนี่ มีน้อยมากเลยนะ (ณ ตอนนั้น ตอนนี้เป็นไงไม่แน่ใจละ) คือมีแค่รุ่นทอป ในราคาหนะหรอ 3 หมื่นอัพ!!!
- เรื่องประกัน และหลังการขายหนะหรอ ผมไม่รู้ iRobot ดีแค่ไหน แต่ที่ใช้อยู่ ก็โอเคอยู่นะ
- ป.ล. ทั้งหมดเป็นเหตุผลส่วนตัว บนความที่ว่า ผมเองก็ยังไม่เคยซื้อมาลองใช้นะครับ

3. Autobot: Vortex
- ด้วยความที่บ้านก็มีพื้นที่ไม่น้อย จึงคิดอยากซื้อโรบอทอีกสักตัว เพื่อไม่ให้แม่ต้องยกโรบอทขึ้นลงชั้น 2 ไปมา
- ณ ตอนนั้น Autobot ออกโรบอทรุ่นใหม่ นำเข้าจากเกาหลี มีถังถูบ้านอยู่ใต้โรบอทอีกต่างหาก ไม่เดินมั่วด้วย ในการที่พอรับได้ โอย จัดสิครับ
- อายุประมาณปีครึ่งได้ละ ได้มาประมาณ 15,000 บาท (แต่ราคาตลาดประมาณ 20,000 บาทนะครับ) เค ราคาโปรโมชันแบบนี้ จัดเลย
- ตอนนั้นคิดว่า โอยย ไม่เอาละ โรบอทตัวละเกินสองหมื่น บ้าเปล่า แพงจัง

จุดเด่น
- มีระบบสแกนพื้นที่ห้องก่อนทำความสะอาดเช่นเคยครับ แม้ว่า จะเป็นระบบกล้อง (ซึ่งตัวนี้แหละ ทำให้ผมรู้ว่ากล้องมันสู้ Laser ของ Neato ไม่ได้จริงๆ) แต่ยังไงก็ยังดีกว่าเดินมั่วๆ แบบโรบอทตัวแรกนะ
- ฟังก์ชันพื้นฐานมาครบเช่นเคย และรุ่นนี้มีแทงค์น้ำ พร้อมจุดยึดผ้า สำหรับถูบ้านด้วย แต่!!! ถามว่าได้ใช้มั้ย... แรกๆ ก็ใช้แหละ หลังจากนั้นก็ไม่ใช้อีกเลย
- แน่นอน เรื่องบริการ และอะไหล่  ไว้ใจได้

ข้อจำกัด
- ตามที่กล่าวไว้ รุ่นนี้มันใช้กล้องสแกน และคิดว่า การจัดการอัลกอลิทึมอาจจะยังไม่ฉลาดมากนัก ดังนั้น ที่พบบ่อยๆ คือ บางทีมันวิ่งมั่วๆ หรือวนซ้ำๆ ในจุดเดิมบ้าง ทำให้รู้สึกไม่ไว้ใจมันแบบ 100% เหมือน Neato
- รวมถึงมันไม่ยอมวิ่งเข้าไปดูดใต้เตียงให้


แทรก 3... เรื่องของฟังก์ชันถูบ้านของชาวโรบอทดูดฝุ่นทั้งหลาย
- เป็นฟังก์ชันที่ดีนะครับ เพราะการดูดอย่างเดียว แม้จะดูดหน่อย แต่การถูจะช่วยเรื่องคราบบนพื้น และช่วยเก็บรายละเอียดสิ่งสกปรกเพิ่มเติมให้
- แต่สุดท้าย เรารู้สึกว่ามันใช้ยากไปนิด และรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้ โดยเฉพาะแม่เราเอง ชีไม่ยอมใช้เลย
- จริงๆ อยากรู้จากท่านอื่นเหมือนกันว่า ซื้อไปแล้ว ได้ใช้ฟังก์ชันถูบ้านกันมากน้อยแค่ไหน

แทรก 4..
- ดังนั้น ณ เพลานี้ ผมมองโรบอทดูดฝุ่นที่อย่างน้อยต้องมีพื้นฐานดังนี้นะครับ
- มีระบบ Scan พื้นที่ก่อนเริ่มดูด (คือไม่เดินมั่วนั่นเอง)
- สามารถเดินกลับฐานเองได้

4. Neato รุ่น Connected
- ตัวนี้ถือว่าเป็นตัวทอปของ Neato เลย
- ราคาหนะหรอ ซื้อที่งานบ้านและสวน เมื่อปลายปีก่อนนี้เอง ประมาณ 30,000 บาท (จากราคาเต็ม 33,000 บาท)
- ตอนซื้อรู้สึกหน้ามืดมาก มืดทั้งก่อนจ่าย และหลังจ่าย ชีวิตนี้คงไม่ซื้อโรบอทแพงแบบนี้อีกแล้ว
- ที่ซื้อตัวนี้ใหม่เพิ่ม เพราะว่า หลังแต่งงาน เราเองอย่างน้อย ไม่ต้องการให้แม่เรามาเหนื่อยจัดการทำความสะอาดโซนห้องของเราใดๆ ทั้งสิ้น (ห้ามแกยากนะครับ แรกๆ นี่ ลอคห้องเลย เวลาที่เราไม่อยู่) และเราอยากได้รุ่นที่สามารถสั่งงานทางมือถือได้ด้วย
- บวกกับแรงเมียยุ ว่า เอาตัวทอปเลยๆ T T

จุดเด่น
- ฟังก์ชันและรูปร่างเหมือน D85 นะครับ แต่ที่ต่างขึ้นมาก็คือ แบตเตอรี่ดีกว่า ทนกว่า อึดกว่า สั่งงาน ดูแผนที่ ดูประวัติการดูดฝุ่น ดูแบตเตอรี่ บราๆๆ บนมือถือได้ กรองฝุ่นเป็นแบบ HEPA (แต่... เอากรอง Hepa ไปใส่ที่ D85 ก็ได้เหอะ เพราะขนาดเท่ากัน)
- แม้จะสั่งงานบนมือถือได้ แต่ก็ยังสั่งงานที่ตัวเครื่องได้อยู่นะครับ มีหน้าจอ มีปุ่มกดพร้อม

ข้อจำกัด
- แพงครับ แพงอิ๊บอ๋าย เจอแรงยุของคนข้างๆ ว่า เอาไปเลย รุ่นทอป โอย
- ผมว่าแม้จะสั่งงานมือถือได้ แต่ฟังก์ชันบนมือถือมันยังไม่ถูกใจอะ

5. Xiaomi Robot Vacuum รุ่น 1
- จริงๆ แล้ว ถ้ารู้ว่า Robot Xiaomi มันไม่ธรรมดาขนาดนี้ เราคงซื้อมันตั้งแต่ปีก่อน Neato Connected คงไม่ได้มาเกิดในบ้านเรา
- Xiaomi ยักษ์ใหญ๋เทคโนโลยีสุดเจ๋งจากเมืองจีนออกสินค้าโรบอทดูดฝุ่นมาปีสองปีได้ละ
- อายุตัวนี้เพิ่งแค่ 2 เดือนนะครับ ตอนนั้นที่ซื้อเพราะ จะเติมเต็มแม่ผมเอง เพราะพอซื้อตัวนี้มา แม่ผมแทบไม่ต้องยกโรบอทไปมาละ (อ้าว Vortex ยังไม่จบหรอ ใช่ครับ Vortex แก้ไขปัญหาแค่ยกขึ้นชั้น 1 ชั้น 2 แต่ว่าที่บ้าน ชั้น 1 เนี่ย มันมีโซนบ้าน 2 โซน ที่พื้นต่างระดับกัน)
- ประกอบกับ เจอโปรครับ ตัวนี้ ถ้าเจอใน Lazada ที่ขายโดย Xiaomi Official Store เนี่ย ราคาจะแกว่งระหว่าง 9,990-12,900 บาท แบบยังไม่รวมคูปองส่วนลดใดๆ แต่เราเองได้จากร้านนึงที่ขายใน Shopee มาขาย Flash Sale ในราคาเพียง 8,300 บาท พร้อมประกันศูนย์ 1 ปี!!!

จุดเด่น
- เอ่อ... ไหนบอกว่า Neato จนลิขสิทธิ์การ Scan ห้องแบบ Laser ไว้ ทำไม Xiaomi ก็ Scan แบบ Laser เหมือนกันละ สงสัยคงมีความต่างสักอย่างกระมัง (แต่การใช้งานถือว่า ฉลาดพอๆ กันครับ โดยผมสังเกตว่าการเดินของ Xiaomi ดู Simple กว่า)
- ดังนั้น ฟังก์ชันพื้นฐานครบครับ แทบไม่ต่างกับ Neato (เช่น ดูดได้หลายห้อง ถ้าดูดไม่จบ แบตหมด ก็กลับไปชาร์จ แล้วกลับไปดูดต่อเองได้)
- App Mi Home ครับ ด้วยความที่ Xiaomi ใช้ Mi Home เป็นศูนย์กลางของสินค้าแทบทุกชิ้นที่เชื่อมมือถืออยู่แล้ว มันเลยสามารถทำ Software ใส่ลูกเล่น ฟังก์ชันต่างๆ ลง Robot ได้ไม่ยาก
- ดังนั้น มันจึงมีลูกเล่น และใช้งานง่ายกว่า Neato เช่น มีการc rop พื้นที่ห้องไว้ว่า ให้โรบอทดูดแค่พื้นที่ตรงนี้นะ แทนที่จะต้องซื้อแถบแม่เหล็ก ไปวางขวางไว้
- หรือบอกว่าตั้งแต่ซื้อมา ดูดไปแล้วกี่ ตร.ม.
- เสียงภาษาอังกฤษชัดดีครับ
- ราคาครับ ปกติฟังก์ชันดีขนาดนี้ ขี้หมูขี้หมายังไงก็ปาไป 2 หมื่นอัพแน่ๆ แต่นี่ราคาไม่ถึงหมื่น โอ้ว พระเจ้า
- เรามองว่า ตัวสินค้ามัน User Friendly กว่า Neato นะ เช่น การเปิดฝา การถอดกล่องขยะไปทิ้ง สะดวกมากๆๆๆ
- มีประกันศูนย์ด้วย อุ่นใจไป 1 ปี
- อะไหล่ราคาถูกครับ หาไม่ยาก (จริงๆ Neato ถ้าอะไหล่แท้นี่ไม่แพงนะ แต่แพงกว่า Xiaomi หรือจะหาอะไหล่เทียบของ Neato ตามเวบขายของออนไลน์ก็ยังได้อยู่)

ข้อจำกัด
- ที่เราพบชัดๆ คือมันชอบทะเลาะกับพรมเช็ดเท้าครับ เวลาจะดูดนี่ ต้องเก็บขึ้นหมด (ดีที่ ปกติแม่ก็เก็บยกขึ้นหมดอยู่แล้วเป็นอาจ
ชื่อสินค้า:   โรบอทดูดฝุ่น Autobot + Neato + Xiaomi
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่