หลอกให้เป็นเมียน้อย หลอกให้มีลูกด้วยใช้เด็กเป็นตัวประกัน เพื่อหวังผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ อยากฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร

นึกว่ามีแค่ในนิยายใช่มั้ยคะ เรื่องโดนหลอกให้เป็นเมียน้อย เพื่อหวังจะแก้แค้น หรือหวังผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ ถึงขนาดกล้าหลอกให้มีลูกด้วย เค้าคงคิดว่า หากเรามีลูกกับเค้าแล้ว เราจะไม่กล้าไปไหน จะโขกจะสับเรายังไงก็ได้
     เรื่องราวโดยคร่าวๆ คือ เค้ารู้จักเราโดยผ่านภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชนระดับอินเตอร์แห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งโปรไฟล์เรา หลายคนอาจคิดว่าต้องได้เงินเดือนดี บวกกับองค์กรที่เราทำงานด้วยก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือ ตอนนั้นเค้าไม่ได้หวังเงินในกระเป๋าเราค่ะ (และจริงๆ เงินในกระเป๋าเราก็ไม่มีให้หวังด้วย)
แต่เค้าหวังสเตจเม้นเราค่ะ เค้าต้องการให้เรา กู้สินเชื่อ SME มาให้เค้าทำธุรกิจ  และต้องการให้เราเป็นนอมินีในการติดต่อทำธุรกิจให้เค้า
     ธุรกิจของเค้าคือ จะเป็นลักษณะซื้อวัตถุดิบอาหารแช่แข็งส่งตามร้านอาหาร โดยรับมาจากยี่ปั๊วจากหน้าห้องเย็นมาอีกทีนึง แต่ด้วยลักษณะที่เค้าทำคือ ซื้อสด ขายเชื่อ เลยจำเป็นต้องมีทุนเยอะๆเพื่อสั่งของตามวอลลุ่ม คือยิ่งซื้อเยอะ จะได้ราคาถูก เพื่อมาขายราคาปลีกแบบเงินเชื่อให้ตามร้านอาหาร เลยจำเป็นต้องใช้ทุนและเงินหมุนค่อนข้างเยอะ
     
     ทำไมเค้าไม่ใช้ชื่อตัวเองเพื่อกู้ SME ?
          ก่อนหน้านี้เค้าเคยเป็นพนักงานบริษัท และใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ถึงขนาดเอาเหล้ามากินในเวลางานบ่อยๆ หอบสภาพที่เมาเละเทะ ไปทำงาน เงินเดือนหมดไปกับการดื่มเหล้า และเที่ยวคาเฟ่ ในยุคที่คาเฟ่ในเมืองหลวงรุ่งเรือง เที่ยวโสเภนีแทบทุกคืน ฟาดหมดไม่ว่าหญิงแท้หรือกะเทย (อันนี้เค้าเล่าให้ฟังเอง หลังจากที่มีลูกด้วยกันแล้วค่ะ เพราะถ้าเล่าก่อนหน้านี้ คงไม่โง่เอามาทำสามีหรอกค่ะ)  บัตรเครดิตมีทุกแบงค์ สเตจเม้นไม่สวยก็ให้เสมียนฝ่ายบัญชีปลอมออกให้ (สมัยเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว) เมื่อเงินทองได้มาง่าย อยากได้อะไรก็รูดเอา ในที่สุดก็ติดแบล็คลิสต์ ไม่มีปัญญาไปจ่ายหนี้แบงค์ ก็ไม่สามารถทำอะไรที่เป็นธุรกรรมทางการเงินกับแบงค์ได้
     ตอนนั้นเค้ามีลูกมีเมียอยู่แล้ว ในยุค 80 ปลายๆ ที่ผู้ชายคนนึงจะทำงานได้เงินเดือน 30,000 Up ไม่รวมค่าเงินที่ได้มาจากช่องทางอื่นนี่ถือว่าเยอะมาก แต่เค้าไม่เคยสามารถเลี้ยงดูลูกเมียได้ เงินค่าข้าว และค่าไปโรงเรียนลูก ทางด้านภรรยาเค้า ยังต้องหยิบยืมแม่ยาย และญาติๆเพื่อใช้จ่ายส่วนนี้  มีครั้งนึงที่เค้าเล่าให้ฟัง ว่าสิ้นปี เค้าได้เงินเดือนและโบนัส รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 70,000 บาท ก่อนออกจากบ้านในวันที่เงินเดือนออก ลูกสาววัยอนุบาลในตอนนั้นของเค้าบอกว่า เงินเดือนพ่อออก หนูอยากได้เสื้อผ้าชุดใหม่ซัก 1 ชุด พอตกเย็น เงินเดือนและโบนัสออก ก็พากันไปฉลองวันสิ้นปีกับเพื่อนๆ ด้วยการกินเหล้าและเล่นไพ่ เงินเกือบ 80,000 ละลายหายไปกับกองขวดเหล้า และวงไพ่ เพียงแค่ 1 คืนเท่านั้น ตื่นมารู้สึกตัวอีกที เหลือเงินในกระเป๋าแค่สามสี่ร้อย (เหมือนเพื่อนๆจะสงสารกลัวไม่มีค่ารถกลับบ้านเน๊าะ)  กลับบ้านไปเจอลูกสาวที่ยืนต้อนรับพ่อด้วยแววตาที่มีความหวัง เค้าบอกเค้านึกสงสารลูกจับใจในตอนนั้น เลยเจียดเงินส่วนที่เหลือเอาไปซื้อชุดให้ลูกสาว 1 ชุดตามคำขอ  แต่ถามว่าเค้าเอาเหตุการณ์ครั้งนั้นมาเป็นบทเรียนมั้ย เห็นท่าว่าจะไม่ เพราะเค้าก็ยังทำตัวแบบนั้นมาเช่นเดิมโดยตลอด แถมตอนนั้น ยังคบผู้หญิงในที่ทำงานบริษัทเดียวกันเป็นแฟนออกนอกหน้า โดยที่สังคมที่ทำงานและที่บ้านแม่ และญาติฝ่ายแม่เค้าก็รับรู้ และช่วยกันปกปิดเรื่องลูกและเมียไม่ให้แฟนใหม่ของเค้ารู้ พาแฟนใหม่ไปนอนพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวบ่อยๆ พาขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวต่างจังหวัด ในขณะที่ลูกและเมียที่บ้าน ไม่มีแม่แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ ซึ่งในยุคนั้น ใครที่มีเงินขึ้นเครื่องบินต้องถือว่ามีเงินมาก เพราะค่าเครื่องสมัยนั้นแพงหูฉี่สำหรับคนรากหญ้า และไม่มีใครลงทุนจ่ายเงินค่าโดยสารเครื่องบินเพื่อท่องเที่ยวภายในประเทศซักเท่าไหร่ เพราะแพงและสิ้นเปลืองมาก
     ในยุคที่บ้านอื่นมีแค่ทีวีเครื่องเล็กๆ แต่ตอนนั้นบ้านเค้า มีเครื่องเล่นซีดี มีโทรศัพท์ไว้ใช้ (แต่ไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน) เค้าบอกว่าเค้าจำได้ว่าครั้งหนึ่ง ขณะที่เค้าอยู่กับเมียน้อย (แฟนคนที่ทำงานที่เดียวกัน) เค้าโทรไปที่บ้าน พบว่าลูกสาวรับสาย เค้าก็สงสัยว่าทำไมลูกถึงอยู่บ้าน ทำไมไม่ไปโรงเรียน เค้าเลยกลับไปบ้าน พบว่าลูกสาวไม่ได้ไปโรงเรียนจริงๆ สาเหตุเพราะไม่มีเงินไป เค้าเลยด่าและต่อว่าภรรยาเค้าไปว่า เงินแค่นี้ทำไมไม่ไปหยิบยืมใครให้ลูกไปโรงเรียนก่อน ซึ่งภรรยาเค้าให้เหตุผลมาว่า ก็ยืมแม่ ยืมพี่ ยืมน้อง จนไม่มีใครเค้ามีให้ยืมแล้ว เค้าบอกเค้าโกรธเมียเค้ามาก เค้าต่อว่าว่าทำไมถึงโง่นัก ทำไมไม่ฉลาดเอาตัวรอดเหมือนเมียคนอื่น ทุกวันนี้ตอนที่เค้าอยู่กับเรา เค้าก็ชอบด่าเมียบ้านใหญ่ว่าพี่แกโง่ เราเลยคิดในใจว่า ใช่ พี่แกอาจจะโง่ เพราะถ้าพี่แกฉลาด พี่แกคงไม่ทนอยู่กับสามีเลวๆแบบนี้มาได้จนถึงทุกวันนี้หรอก เพราะเท่าที่รู้มา หลายครั้งที่ ตอนลูกโตแล้ว ที่เค้าเมา
เค้าเขวี้ยงข้าวของใส่พี่เมียหลวงจนวิ่งต้องหนีออกจากบ้านทั้งแม่ทั้งลูก รวม 3 ชีวิต (ภรรยาหลวง ลูกสาว และลูกชาย ซึ่งดูเหมือนว่า เค้าจะไม่ค่อยรักและให้ความสำคัญกับลูกชายเค้าซักเท่าไหร่ และเค้าเคยบอกว่า เค้าชอบเด็กผู้หญิง ไม่ชอบเด็กผู้ชาย เพราะใช้งานใช้การอะไรไม่ได้)
     เมียหลวง และลูกๆทั้งสองได้วิ่งหนีความบ้าคลั่งของผู้ชายที่ขี้เมาขาดสติ กำลังใช้ที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งทำจากแก้วซึ่งมีความหนาเป็นนิ้ว
เขวี้ยงใส่ลูกเมียและเฉี่ยวหัวเมียหลวงไปแค่นิดเดียว ทั้งสามเลยวิ่งออกจากบ้านเพื่อหนีตาย และได้ใช้รถสองแถวที่มาจอดข้างบ้านเพื่อเป็นที่หลับนอนในค่ำคืนนั้น
     มีบางครั้ง ที่เค้าไล่พี่เมียหลวง ออกจากบ้านไป จนพี่เค้าต้องไปอาศัยร้านก๋วยเตี๋ยวทำงานแลกข้าว แลกที่นอนเป็นเดือนๆ ไม่กล้าเข้าบ้านเพราะกลัวตาย ไม่กล้าไปอยู่ไหนที่ไกลบ้าน เพราะห่วงลูก จะพาลูกไปอยู่ที่อื่นก็คงยาก เพราะเมื่อพ่อแม่ตาย พี่น้องซึ่งไม่ได้ร่ำรวยอะไรก็อยู่กันคนล่ะทิศคนล่ะทาง ความรู้อาชีพการงาน พี่เค้าก็ไม่ได้เก่งทางนี้ซักเท่าไหร่ เพราะพี่เค้าถนัดเรื่องดูแลลูกและบ้านช่องมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว  พี่เค้าไม่เคยทำงานนอกบ้าน และเนื่องด้วยว่า อายุมากแล้ว จึงต้องจำยอมอยู่ในสภาพแบบนี้ ไปไหนไม่ได้ซักที จนทำให้สามีเค้าได้ใจ มีบ้านเล็กบ้านน้อยออกหน้าออกตา หรือแม้กระทั่งปล่อยให้พี่แกกับลูกๆอยู่อย่างอดๆอยากๆก็จำเป็นต้องยอม
     ####นี่ก็เลยคงเป็นที่มาของความคิดโง่ๆจากผู้ชายคนนี้ที่ว่า หากผู้หญิงคนใดมีลูกกับตน คงไปไหนไม่รอด เหมือนพี่เมียหลวงบ้านใหญ่คนดังกล่าวต้องทนรับทุกสภาพให้ได้อย่างเช่นทุกวันนี้####

     เกริ่นเรื่องชีวิตผู้ชายคนนี้ที่ทำเลวกับคนอื่นมาก็เยอะ มาถึงเรื่องที่เค้าได้ทำเลวกับเราและลูกกันบ้างค่ะ
     เมื่อเค้าลาออกจากงานประจำ และหันมาทำธุรกิจส่วนตัว เค้าได้เงินจำนวน 30,000 จากบริษัทที่เค้าลาออกมาเป็นทุน แรกๆที่เค้าเริ่มทำธุระกิจ เค้าไปสาบานว่าเค้าจะไม่ดื่มเหล้า จากเงินทุนก้อนเล็กๆ (ที่บอกว่าเป็นเงินก้อนเล็ก เพราะของที่เค้าซื้อมาขาย ราคาค่อนข้างสูง) เค้าก็เริ่มทำกิจการจนเป็นรูปเป็นร่าง หลังจากที่สาบานว่าจะเลิกเหล้าได้แค่ 2 ปี เค้าก็เกิดอาการจะลงแดงด้วยความเปรี้ยวปาก เลยไปถอนคำสาบาน และหันกลับมาดื่มเหล้าเหมือนเดิม ช่วงที่ธุระกิจเค้าเริ่มจะไปได้ด้วยดี มีบริษัทยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ได้ส่งของให้เค้าเฉลี่ยอาทิตย์ละ 200,000 บาท ด้วยยอดสั่งที่สูง และเป็นลูกค้าประจำชั้นดีของบริษัทนั้น(ในตอนนั้น) เค้าเลยใช้วิธีต่อรองและมัดมือชกโดยการให้พนักงานลงของให้เสร็จก่อน เมื่อลงของเสร็จ ก็บอกว่าเงินไม่พอจ่าย และบอกแกมขู่คนส่งของว่า จะโทรไปคุยกับฝ่ายบัญชีเอง ว่า เมื่อขายของอาทิตย์นี้เสร็จ เก็บเงินจากลูกค้ามาได้ จะจ่ายให้ตอนมาส่งของรอบหน้า ทุกอย่าง เป็นไปอย่างที่เค้าต้องการ เค้าเริ่มได้ใจ เริ่มขายของต่ำกว่าทุนเพื่อรีบระบายของออก เอาเงินมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ปรนเปรอความอยากได้ของตัวเองทุกอย่าง ออกรถเก๋งป้ายแดงราคาหลักล้าน แค่ค่าดาวน์สามารถออกรถยนต์อีโคคาร์ใหม่ได้สดๆหนึ่งคัน เมื่อถึงรอบบิลที่ต้องจ่ายค่าของ ก็จ่ายไปแค่บางส่วน โดยอ้างว่ายังเก็บเงินจากลูกค้ายังไม่ได้ครบ หลังๆเริ่มมีปัญหาทางบริษัทไม่ปล่อยของให้ นอกจากจะจ่ายสดเท่านั้น หากไม่มีจ่าย ให้ยกของกลับบริษัทสถานเดียว ความคิดเลวๆของเค้าจึงเริ่มขึ้น โดยการหาใครซักคนเป็นนอมินี เพื่อเปิดชื่อร้านกำมะลอแล้วเปิดบิลสั่งของให้
เค้าเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเพื่อนสนิทที่ชอบดื่มด้วยกันมาตั้งแต่ตอนเป็นหนุ่มน้อยๆ เพื่อนเค้าเคยเป็นอาจารย์ แต่ตอนหลังได้มาทำงานเกี่ยวกับทางด้านกฎหมาย(เหมือนเค้าเคยบอกว่าเป็นนิติกร)  เพื่อนเค้าคนนี้แนะนำว่า ไม่มีใครที่จะควบคุมได้ดีเท่ากับเมีย หากจะหานอมินีมาทำแบบนี้ ต้องหามาเป็นเมียก่อน ยิ่งมีลูกด้วยกันยิ่งดี เพราะเค้าจะไม่กล้าโกงเรา หรือถ้าโกง ก็ถือซะว่าโกงให้ลูก ถือว่าไม่เสียหายอะไร อย่างน้อยถ้าเรือล่มในหนองความเสี่ยงก็ย่อมมีน้อยกว่า
     เกริ่นมาซะเยอะ ก็ยังแทบจะไม่เข้าเรื่องตัวเองจริงๆซักที รู้สึกพูดมาก...เจ็บคอ
ขออนุญาติไปทำข้าวให้ลูกทานก่อนนะคะ เดี๋ยวกลับมาเล่าต่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่