เรื่องมีอยู่ว่า (มันยาวมากๆเลยน่ะ)
ตอนนี้เรามีสามีและลูกชายหนึ่งคน และกำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนแล้ว
เราคบกับแฟน และแต่งงานกันจนมีลูก ระยะเวลารวมก็ 9 ปีได้แล้วตอนนี้
ตอนนี้เรากับแฟนลาออกจากงานประจำ มาเปิดร้านถ่ายเอกสารด้วยกัน รายได้ไม่เคยพอมือเลย ต้องยืมของแม่แฟนใช้ และดึงเงินเก็บส่วนตัวของเรามาตลอด เพราะแฟนไม่เคยมีเงินเก็บเลย
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา เค้าไม่กินเหล้า ไม่เที่ยว ไม่สูบบุหรี่ ไม่เคยนอกกาย (นอกใจก็คงแค่สมัยเรียน แค่รู้สึกดีๆกับผู้หญิงคนอื่นนิดหน่อย) เราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ถามว่าเบื่อที่อยู่ด้วยกันไหม คำติบคือไม่เลย เพราะ life style เราเหมือนกันมาก ทั้งชอบอ่านการ์ตูน เล่นเกมส์ และเป็นพวกชิวส์ๆ ไม่ค่อยชอบไปไหนที่มีคนมากๆ เป็นพวกติดบ้านทั้งคู่
แต่สิ่งที่แตกต่างกันค่อนข้างมากคือ อุปนิสัยส่วนตัวและพื้นฐานครอบครัวมากกว่า เราจะค่อนข้างใจร้อน โมโหง่าย แต่เป็นแค่เฉพาะกับบางคนน่ะ คือถ้าไม่สนิทไม่ใกล้ชิดเราจะไม่ค่อยอะไรเลย แต่กลับสามีนี้เราจะหงุดหงิด (สำหรับเรา เรามองว่าเพราะเค้าทำให้เราหงุดหงิดมากกว่า) เราไม่ชอบมากๆพวกลูกแหง่ ไม่ค่อยเอาการเอางาน หรือพวกย้ำอยู่กับที่ไม่คิดอะไรใหม่ๆ ซึ่งสามีก็ขยันน่ะ สั่งอะไรก็ทำอย่างนั้น แต่ไม่เคยจะคิดว่ามีอะไรที่ตัวเองพอจะทำได้บ้าง หรือว่าควรจะทำอะไรเพิ่มขึ้นมาดีเพื่อให้ครอบครัวเราดีขึ้น ซึ่งหลายๆอย่าง หลายๆครั้ง (จะเรัยกว่าทุกครั้งก็ได้) ก็จะเป็นเราที่คอยคิด คอยลงมือทำนู้นทำนี้ เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวตลอด ในบางเรื่องเล็กๆน้อยเช่น ป้ายติดราคามันเก่าแล้วก็เปลี่ยนสักหน่อย จัดชั้นวางของขายอีกสักนิด ปัดฝุ่นของใช้ของขายบ้าง ซึ่งเรื่องง่ายๆที่เราทั้งคู้ควรรับผิดชอบด้วยกัน สมาก็ไม่เคยนึกถึงเลย ต้องให้สั่งให้บอกว่าต้องทำนู้นทำนี้ตลอด แลเวพอสั่งหลายๆอย่สงพร้อมกันสามีก็จะทำหน้าตาเหมือนว่าสั่งเยอะจัง แบบนี้ตลอด ซึ่งเราก็ว่า 'เฮ้ย' ไอ้สิ่งที่ฉันสั่งให้เธอทำก็เป็นสิ่งที่ฉันทำปกติไหม แล้วที่ฉันสั่งเธอ ก็เพราะว่าฉันจะไปทำอย่างอื่นได้ มันมีอีกหลายอย่างที่ฉันต้องทำน่ะ...แล้วพอเราสังเกตุเห็นอาการพวกนี้จากเค้า เราก็จะเริ่มบ่น แล้วก็จะเริ่มลามมาหงุดหงิด อารมณ์เสีย และเริ่มขึ้นเสียง ซึ่งสามีจะไม่ค่อยพูดเลย ซึ่งสำหรับเรามันไม่โอเค เราคุยด้วยเหตุผลแม้ว่าเราจะว่าสามีด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีอยู่ก็ตาม แต่เค้ามักจะเงียบ และเลือกที่จะทำแต่หน้าเศร้าๆ คำขอโทษ คำพูดปลอบโยน คำพูดที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมันๆม่เคยมีเลย เค้าจะพูดแค่ว่า "ก็ไม่รู้จะพูดอะไร" ซึางมันยิ่งทำให้เราปรี๊ดมากๆ...สุดท้ายเรื่องก็จะจบตรงที่เราเงียบ แล้วเรื่องที่มันควรแก้ไขก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขเลย แล้วก็จะเป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่อยมา (ตอนที่แค่คบกันอยู่ เนื่องจากว่าเราเรียนที่มหาลัยเดียวกันและทำงานอยู่ที่เดินทางถึงกันได้ง่าย ดังนั้นมักจะได้เจอกันช่วงวันหยุด หรือทุกเย็นไปกินข้าวด้วยกัน จะมีปัญหากันบ้างนิดหน่อยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เค้าเงียบไม่ค่อยอธิบาย แล้วก็จะคอยให้เราสงสัยถามออกมาหรือสังเกตุจากพฤติกรรม/สีหน้า ของเค้าเอง ซึ่งปัญหาช่วงนั้นก็ไม่ได้เยอะเท่าช่วงก่อนที่จะแต่งงานและตอนแต่งงานแล้ว ซึ่งมันก็คงธรรมดาแหละเพราะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา)
แต่ตอนนี้เราว่าเราเริ่มไม่ไหวจากหลายๆอย่าง เราค่อนข้างกังวลเรื่องความเป็นอยู่ การงาน การเงิน และครอบครัวพ่อ-แม่ของเรา ครอบครัวของเราจน แม้อาจจะไม่ได้จนถึงขั้นขอเค้ากิน แต่ก็จนอะน่ะ เราต้องทำงานหาเงินให้ตัวเอง ช่วยพ่อแม่นิดหน่อย ตั้งแต่ตอนประถม ทั้งช่วงปิดเทอม หรือตอนเย็นหลังเลิกเรียน จบป.ตรีมา ก็เริ่มหางาน ได้ทำงานตั้งแต่จบมาไม่ถึง 2 เดือน จากนั้นก็เปลี่ยนงานประมาน 3 ครั้งเพื่อพยายามหาที่อัพเงินเดือนตัวเองขึ้น (ซึ่งทั้งหมดนั้นเราหางานเอง ด้วยตัวเองมาตลอด ไม่เคยมีใครฝาก ไม่เคยรู้จักใคร พ่อต้องขับมอไซค์พาเราตะลอนๆไปหางาน ไปสมัครงานเสมอ) แต่กับสามีของเราเค้าค่อนข้างโชคดีที่ตอนนี้ครอบครัวของเค้าค่อนข้างมีฐานะมีเงิน ปรนเปรอลูกได้สบาย (คนจีนนี้เก่งเนาะ😅) ..(ที่เราใช้คำว่าตอนนี้ เพราะพ่อ-แม่ ของสามีมักจะบอกว่าตอนนั้นพวกเค้าลำบาก ตอนนี้ทั้งเราและสามีสบายกว่าพวกเค้ามาก😑เพราะพ่อแม่หามาให้หมดแล้ว) 😏ซึ่งมันก็จริงในส่วนนึงคะ แต่เราไม่ได้มองว่าเราสบายน่ะ สามีเราต่างหากที่สบาย 😅เรายังมีพ่อกับแม่ของเราที่ต้องเลี้ยง เรื่องลูกไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่เพราะคุณปู่คุณย่าก็คงไม่ปล่อยให้หลานเค้าลำบาก
......ต่อน่ะ😊... บ้านที่ครอบครัวเราอยู่ตอนนี้เป็นบ้านที่พ่อกับแม่สามีเป็นคนซื้อให้สามีเอง รวมทั้งให้ทุนเปิดร้านด้วย เรารู้สึกขอบพระคุณพวกท่านมาก และรู้สึกโชคดีที่พ่อแม่สามีช่วยเหลือในตรงนี้เต็มที่ (แต่เราก็ไม่ได้มองว่าช่วยเหลือเราหรอกน่ะ เรามองว่าก็สามีของเราคือลูกชายของคุณนี้นาเป็นธรรมดาที่คุณอยากจะลงทุนให้ ซึ่งเราก็ได้ผลบุญอานิสงค์จากเรื่องตรงนี้ไปด้วย😆)
ที่นี้หลังจากที่เราเริ่มแต่งงาน และมาเปิดร้านส่วนตัว เรื่องการเงินก็ยิ่งแย่ลง เงินเก็บที่เรามีทั้งหมด ถึงจะมีแค่มีแค่ประมานเกือบ 3 แสนกว่าๆ ถูกดึงไปใช้จนเกลี้ยง ตั้งแต่ต้องออกค่าซื้อแหวนแต่งงานให้ฝ่ายสามี (ธรรมเนียมจีน ผู้หญิงซื้อเองจ้ะ ซึ่งตอนนั้นเราก็ตกใจนิดหน่อยน่ะว่า เฮ้ย!! ถ้าต้องเสียตังค์ครึ่งแสนค่าแหวนขนาดนี้ ขอไม่แต่งได้ไหม 555😆😆 แต่พ่อกับแม่เราก็บอกว่าแต่งไปเถอะคบกันมาตั้งนานแล้ว และไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพอยู่คนเดียวพ่อกับแม่ก็เป็นห่วง (ที่ทำงานล่าสุดของเราอยู่ที่กรุงเทพฯ เราเป็นคนชลบุรี เลยต้องมาอยู่หอพัก ซึ่งหอพักเราติดกับบ้านของแฟนเลย ..จุ๊ๆ แต่เราไม่เคยไปค้างบ้านเค้า และเค้าไม่เคยมาค้างห้องเราน่ะ เราถือและครอบครัวสามีก็ถือเหมือนกัน) เราก็เลยตัดสินใจแต่ง จากนั้นก็มีออกค่าใช้เองอีกนิดหน่อยนอกจากค่าแหวนก็เป็นค่าซื้อของรับไหว้ตามธรรมเนียมจีน ....ในช่วงนั้นมีเรื่องนึงที่เราไม่ค่อยสบายใจและอึดอัดใจอยู่บ้างนิดหน่อย คือ ทางพ่อแม่ของสามีถามเราว่า ทางพ่อกับแม่เราไม่มีเงินเก็บไว้ให้เราเพื่อใช้ลงทุนทำธุรกิจหรือใช้ในช่วงแต่งงานบ้างหรอ ซึ่งเราก็ไม่ได้ตอบอะไรแค่ยิ้มเฉยๆ 😐😐ฮัลโหล พ่อหนูขับมอไซค์รับจ้าง แม่หนูทำงานแร่ปลา ตอนเรียนหนูก็ต้องทำงาน บ้านราคาไม่ถึงล้านก็ยังเหลืออีกสิบๆปี รถยนต์ที่หนูซื้อมาก็เก็บเงินดาวน์เองผ่อนเอง เพื่อต้องใช้ในการเดินทางไปทำงานหรือเพื่อให้พ่อกับแม่ขับมาหาหนูที่กรุงเทพฯได้ แล้วจะมาถามหาเงินเก็บของพ่อแม่หนูเพื่อ??😥 ลูกคุณต่างหากที่ไม่ได้มีอะไรเลย ทั้งๆที่ไม่ต้องมีรายจ่ายอะไรแต่กับไม่มีเงินเก็บเลย ...เฮ้อ!!😥
จะสุดท้ายแล้วน่ะ ....ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เราไม่ได้มองสามีหรือครอบครัวสามีไม่ดีน่ะ เราแค่รู้สึกว่ามันสมควรที่เราจะไปต่อไหม เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการเงินและความมั่นคงของชีวิตในอนาคตที่มันไม่ค่อยแน่นอน แต่มันเป็นเรื่องของความสบายใจที่จะอยู่ด้วยกันต่อไปเป็นหลักต่างหาก สิ่งที่สามีให้ไม่ได้เลยคือการซัพพอร์ตเราในทุกๆด้าน ทั้งการดูแลลูก เรื่องงานบ้าน เรื่องการงาน ร้านของเราที่จะทำให้มันดีขึ้น และเรื่องจิตใจของเราที่ต้องการสามีคอยดูแลถามว่าเหนื่อยไหม เอาไรป่าว คอยพูด คอยตอบเราในเรื่องที่เราถาม ในเรื่องที่เราต้องการคำอธิบาย ในเรื่องที่เราต้องการเคลียร์คุยให้มันรู้เรื่อง ในเรื่องความตั้งใจของเค้า ในเรื่องความมุ่งมั่นของเค้าที่จะพยายามทำครอบครัวให้มีความสุขที่สุก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เรามองว่ามันสำคัญกับเรามากๆ
เราไม่เคยกลัวเหนื่อยเลย ให้เราทำพวกนี้ให้ได้ แต่เฮ้ย!ขอล่ะ ช่วยทำเป็นสนใจในสิ่งที่เราทำสักนิด ใส่ใจในสิ่งเราทำสักนิด มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำสักนิด พยายามปรับปรุงตัวขึ้นอีกสักนิด .......
แค่นี้เอง
เราเบื่อกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ เราเบื่อสามีของเราที่ไม่ได้เรื่อง เราอยากจะหย่ากับสามีของเรา เราไม่มายด์เรื่องที่เรามีลูกและกำลังท้องอยู่ แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวเลือกที่ดีแล้วหรอ เราควรจะเลิกดีไหม เราคุยปัญหากับพ่อแม่เราตลอด พ่อกับแม่ก็จะบอกว่าเป็นที่ตัวของเราเอง แบบนี้มันก็ไม่ไหวน่ะ เราไม่ได้ให้เงินพ่อกับแม่เราเลยตั้งแต่เราแต่งงาน แผนในอนาคตที่จะดาวน์บ้านใหม่ให้พ่อกับแม่ แผนในอนาคตที่จะดาวน์รถให้พ่อกับแม่เราอีกคัน แผนที่จะต่อเติมบ้านทาวน์เฮาส์เล็กๆหลังเดิมให้มีห้องอีกห้องสำหรับลูกและหลานถ้าดาวน์บ้านใหม่ไม่ไหว มันแทบไม่เหลือภาพวาดที่เหมือนฝันเลยในตอนนี้
เราอยากเดินหน้าต่อ ซึ่งเราก็มองว่าการเลิกกับสามีมันอาจจะเป็นก้าวแรกที่จะทำให้มันมีะไรเปลี่ยนแปลงไปจากตอนนี้ได้บ้าง
แต่มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆเลยน่ะ คิดแล้วคิดอีก พูดกับแฟน ทะเลาะกันไม่รู้มากี่ครั้ง เราไม่อยากพูดว่า 'เลิกกัน' บ่อยๆหรอกน่ะ มันดูเหมือนคำพูดเราไม่มีค่าเลยสักนิด แต่เราเครียดมากๆเลยน่ะ เราตอนที่เราพูดก็เพราะว่าเราคิดแบบนั้นจริงๆ
😔ถ้าเป็นพวกคุณ พวกคุณจะทำยังไงกันหรอ😔
🙁ขอบคุณที่ทนอ่านกันมาขนาดนี้😌
อยู่ต่อหรือไปดี
ตอนนี้เรามีสามีและลูกชายหนึ่งคน และกำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนแล้ว
เราคบกับแฟน และแต่งงานกันจนมีลูก ระยะเวลารวมก็ 9 ปีได้แล้วตอนนี้
ตอนนี้เรากับแฟนลาออกจากงานประจำ มาเปิดร้านถ่ายเอกสารด้วยกัน รายได้ไม่เคยพอมือเลย ต้องยืมของแม่แฟนใช้ และดึงเงินเก็บส่วนตัวของเรามาตลอด เพราะแฟนไม่เคยมีเงินเก็บเลย
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา เค้าไม่กินเหล้า ไม่เที่ยว ไม่สูบบุหรี่ ไม่เคยนอกกาย (นอกใจก็คงแค่สมัยเรียน แค่รู้สึกดีๆกับผู้หญิงคนอื่นนิดหน่อย) เราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ถามว่าเบื่อที่อยู่ด้วยกันไหม คำติบคือไม่เลย เพราะ life style เราเหมือนกันมาก ทั้งชอบอ่านการ์ตูน เล่นเกมส์ และเป็นพวกชิวส์ๆ ไม่ค่อยชอบไปไหนที่มีคนมากๆ เป็นพวกติดบ้านทั้งคู่
แต่สิ่งที่แตกต่างกันค่อนข้างมากคือ อุปนิสัยส่วนตัวและพื้นฐานครอบครัวมากกว่า เราจะค่อนข้างใจร้อน โมโหง่าย แต่เป็นแค่เฉพาะกับบางคนน่ะ คือถ้าไม่สนิทไม่ใกล้ชิดเราจะไม่ค่อยอะไรเลย แต่กลับสามีนี้เราจะหงุดหงิด (สำหรับเรา เรามองว่าเพราะเค้าทำให้เราหงุดหงิดมากกว่า) เราไม่ชอบมากๆพวกลูกแหง่ ไม่ค่อยเอาการเอางาน หรือพวกย้ำอยู่กับที่ไม่คิดอะไรใหม่ๆ ซึ่งสามีก็ขยันน่ะ สั่งอะไรก็ทำอย่างนั้น แต่ไม่เคยจะคิดว่ามีอะไรที่ตัวเองพอจะทำได้บ้าง หรือว่าควรจะทำอะไรเพิ่มขึ้นมาดีเพื่อให้ครอบครัวเราดีขึ้น ซึ่งหลายๆอย่าง หลายๆครั้ง (จะเรัยกว่าทุกครั้งก็ได้) ก็จะเป็นเราที่คอยคิด คอยลงมือทำนู้นทำนี้ เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวตลอด ในบางเรื่องเล็กๆน้อยเช่น ป้ายติดราคามันเก่าแล้วก็เปลี่ยนสักหน่อย จัดชั้นวางของขายอีกสักนิด ปัดฝุ่นของใช้ของขายบ้าง ซึ่งเรื่องง่ายๆที่เราทั้งคู้ควรรับผิดชอบด้วยกัน สมาก็ไม่เคยนึกถึงเลย ต้องให้สั่งให้บอกว่าต้องทำนู้นทำนี้ตลอด แลเวพอสั่งหลายๆอย่สงพร้อมกันสามีก็จะทำหน้าตาเหมือนว่าสั่งเยอะจัง แบบนี้ตลอด ซึ่งเราก็ว่า 'เฮ้ย' ไอ้สิ่งที่ฉันสั่งให้เธอทำก็เป็นสิ่งที่ฉันทำปกติไหม แล้วที่ฉันสั่งเธอ ก็เพราะว่าฉันจะไปทำอย่างอื่นได้ มันมีอีกหลายอย่างที่ฉันต้องทำน่ะ...แล้วพอเราสังเกตุเห็นอาการพวกนี้จากเค้า เราก็จะเริ่มบ่น แล้วก็จะเริ่มลามมาหงุดหงิด อารมณ์เสีย และเริ่มขึ้นเสียง ซึ่งสามีจะไม่ค่อยพูดเลย ซึ่งสำหรับเรามันไม่โอเค เราคุยด้วยเหตุผลแม้ว่าเราจะว่าสามีด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีอยู่ก็ตาม แต่เค้ามักจะเงียบ และเลือกที่จะทำแต่หน้าเศร้าๆ คำขอโทษ คำพูดปลอบโยน คำพูดที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมันๆม่เคยมีเลย เค้าจะพูดแค่ว่า "ก็ไม่รู้จะพูดอะไร" ซึางมันยิ่งทำให้เราปรี๊ดมากๆ...สุดท้ายเรื่องก็จะจบตรงที่เราเงียบ แล้วเรื่องที่มันควรแก้ไขก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขเลย แล้วก็จะเป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่อยมา (ตอนที่แค่คบกันอยู่ เนื่องจากว่าเราเรียนที่มหาลัยเดียวกันและทำงานอยู่ที่เดินทางถึงกันได้ง่าย ดังนั้นมักจะได้เจอกันช่วงวันหยุด หรือทุกเย็นไปกินข้าวด้วยกัน จะมีปัญหากันบ้างนิดหน่อยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เค้าเงียบไม่ค่อยอธิบาย แล้วก็จะคอยให้เราสงสัยถามออกมาหรือสังเกตุจากพฤติกรรม/สีหน้า ของเค้าเอง ซึ่งปัญหาช่วงนั้นก็ไม่ได้เยอะเท่าช่วงก่อนที่จะแต่งงานและตอนแต่งงานแล้ว ซึ่งมันก็คงธรรมดาแหละเพราะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา)
แต่ตอนนี้เราว่าเราเริ่มไม่ไหวจากหลายๆอย่าง เราค่อนข้างกังวลเรื่องความเป็นอยู่ การงาน การเงิน และครอบครัวพ่อ-แม่ของเรา ครอบครัวของเราจน แม้อาจจะไม่ได้จนถึงขั้นขอเค้ากิน แต่ก็จนอะน่ะ เราต้องทำงานหาเงินให้ตัวเอง ช่วยพ่อแม่นิดหน่อย ตั้งแต่ตอนประถม ทั้งช่วงปิดเทอม หรือตอนเย็นหลังเลิกเรียน จบป.ตรีมา ก็เริ่มหางาน ได้ทำงานตั้งแต่จบมาไม่ถึง 2 เดือน จากนั้นก็เปลี่ยนงานประมาน 3 ครั้งเพื่อพยายามหาที่อัพเงินเดือนตัวเองขึ้น (ซึ่งทั้งหมดนั้นเราหางานเอง ด้วยตัวเองมาตลอด ไม่เคยมีใครฝาก ไม่เคยรู้จักใคร พ่อต้องขับมอไซค์พาเราตะลอนๆไปหางาน ไปสมัครงานเสมอ) แต่กับสามีของเราเค้าค่อนข้างโชคดีที่ตอนนี้ครอบครัวของเค้าค่อนข้างมีฐานะมีเงิน ปรนเปรอลูกได้สบาย (คนจีนนี้เก่งเนาะ😅) ..(ที่เราใช้คำว่าตอนนี้ เพราะพ่อ-แม่ ของสามีมักจะบอกว่าตอนนั้นพวกเค้าลำบาก ตอนนี้ทั้งเราและสามีสบายกว่าพวกเค้ามาก😑เพราะพ่อแม่หามาให้หมดแล้ว) 😏ซึ่งมันก็จริงในส่วนนึงคะ แต่เราไม่ได้มองว่าเราสบายน่ะ สามีเราต่างหากที่สบาย 😅เรายังมีพ่อกับแม่ของเราที่ต้องเลี้ยง เรื่องลูกไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่เพราะคุณปู่คุณย่าก็คงไม่ปล่อยให้หลานเค้าลำบาก
......ต่อน่ะ😊... บ้านที่ครอบครัวเราอยู่ตอนนี้เป็นบ้านที่พ่อกับแม่สามีเป็นคนซื้อให้สามีเอง รวมทั้งให้ทุนเปิดร้านด้วย เรารู้สึกขอบพระคุณพวกท่านมาก และรู้สึกโชคดีที่พ่อแม่สามีช่วยเหลือในตรงนี้เต็มที่ (แต่เราก็ไม่ได้มองว่าช่วยเหลือเราหรอกน่ะ เรามองว่าก็สามีของเราคือลูกชายของคุณนี้นาเป็นธรรมดาที่คุณอยากจะลงทุนให้ ซึ่งเราก็ได้ผลบุญอานิสงค์จากเรื่องตรงนี้ไปด้วย😆)
ที่นี้หลังจากที่เราเริ่มแต่งงาน และมาเปิดร้านส่วนตัว เรื่องการเงินก็ยิ่งแย่ลง เงินเก็บที่เรามีทั้งหมด ถึงจะมีแค่มีแค่ประมานเกือบ 3 แสนกว่าๆ ถูกดึงไปใช้จนเกลี้ยง ตั้งแต่ต้องออกค่าซื้อแหวนแต่งงานให้ฝ่ายสามี (ธรรมเนียมจีน ผู้หญิงซื้อเองจ้ะ ซึ่งตอนนั้นเราก็ตกใจนิดหน่อยน่ะว่า เฮ้ย!! ถ้าต้องเสียตังค์ครึ่งแสนค่าแหวนขนาดนี้ ขอไม่แต่งได้ไหม 555😆😆 แต่พ่อกับแม่เราก็บอกว่าแต่งไปเถอะคบกันมาตั้งนานแล้ว และไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพอยู่คนเดียวพ่อกับแม่ก็เป็นห่วง (ที่ทำงานล่าสุดของเราอยู่ที่กรุงเทพฯ เราเป็นคนชลบุรี เลยต้องมาอยู่หอพัก ซึ่งหอพักเราติดกับบ้านของแฟนเลย ..จุ๊ๆ แต่เราไม่เคยไปค้างบ้านเค้า และเค้าไม่เคยมาค้างห้องเราน่ะ เราถือและครอบครัวสามีก็ถือเหมือนกัน) เราก็เลยตัดสินใจแต่ง จากนั้นก็มีออกค่าใช้เองอีกนิดหน่อยนอกจากค่าแหวนก็เป็นค่าซื้อของรับไหว้ตามธรรมเนียมจีน ....ในช่วงนั้นมีเรื่องนึงที่เราไม่ค่อยสบายใจและอึดอัดใจอยู่บ้างนิดหน่อย คือ ทางพ่อแม่ของสามีถามเราว่า ทางพ่อกับแม่เราไม่มีเงินเก็บไว้ให้เราเพื่อใช้ลงทุนทำธุรกิจหรือใช้ในช่วงแต่งงานบ้างหรอ ซึ่งเราก็ไม่ได้ตอบอะไรแค่ยิ้มเฉยๆ 😐😐ฮัลโหล พ่อหนูขับมอไซค์รับจ้าง แม่หนูทำงานแร่ปลา ตอนเรียนหนูก็ต้องทำงาน บ้านราคาไม่ถึงล้านก็ยังเหลืออีกสิบๆปี รถยนต์ที่หนูซื้อมาก็เก็บเงินดาวน์เองผ่อนเอง เพื่อต้องใช้ในการเดินทางไปทำงานหรือเพื่อให้พ่อกับแม่ขับมาหาหนูที่กรุงเทพฯได้ แล้วจะมาถามหาเงินเก็บของพ่อแม่หนูเพื่อ??😥 ลูกคุณต่างหากที่ไม่ได้มีอะไรเลย ทั้งๆที่ไม่ต้องมีรายจ่ายอะไรแต่กับไม่มีเงินเก็บเลย ...เฮ้อ!!😥
จะสุดท้ายแล้วน่ะ ....ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เราไม่ได้มองสามีหรือครอบครัวสามีไม่ดีน่ะ เราแค่รู้สึกว่ามันสมควรที่เราจะไปต่อไหม เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการเงินและความมั่นคงของชีวิตในอนาคตที่มันไม่ค่อยแน่นอน แต่มันเป็นเรื่องของความสบายใจที่จะอยู่ด้วยกันต่อไปเป็นหลักต่างหาก สิ่งที่สามีให้ไม่ได้เลยคือการซัพพอร์ตเราในทุกๆด้าน ทั้งการดูแลลูก เรื่องงานบ้าน เรื่องการงาน ร้านของเราที่จะทำให้มันดีขึ้น และเรื่องจิตใจของเราที่ต้องการสามีคอยดูแลถามว่าเหนื่อยไหม เอาไรป่าว คอยพูด คอยตอบเราในเรื่องที่เราถาม ในเรื่องที่เราต้องการคำอธิบาย ในเรื่องที่เราต้องการเคลียร์คุยให้มันรู้เรื่อง ในเรื่องความตั้งใจของเค้า ในเรื่องความมุ่งมั่นของเค้าที่จะพยายามทำครอบครัวให้มีความสุขที่สุก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เรามองว่ามันสำคัญกับเรามากๆ
เราไม่เคยกลัวเหนื่อยเลย ให้เราทำพวกนี้ให้ได้ แต่เฮ้ย!ขอล่ะ ช่วยทำเป็นสนใจในสิ่งที่เราทำสักนิด ใส่ใจในสิ่งเราทำสักนิด มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำสักนิด พยายามปรับปรุงตัวขึ้นอีกสักนิด .......
แค่นี้เอง
เราเบื่อกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ เราเบื่อสามีของเราที่ไม่ได้เรื่อง เราอยากจะหย่ากับสามีของเรา เราไม่มายด์เรื่องที่เรามีลูกและกำลังท้องอยู่ แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวเลือกที่ดีแล้วหรอ เราควรจะเลิกดีไหม เราคุยปัญหากับพ่อแม่เราตลอด พ่อกับแม่ก็จะบอกว่าเป็นที่ตัวของเราเอง แบบนี้มันก็ไม่ไหวน่ะ เราไม่ได้ให้เงินพ่อกับแม่เราเลยตั้งแต่เราแต่งงาน แผนในอนาคตที่จะดาวน์บ้านใหม่ให้พ่อกับแม่ แผนในอนาคตที่จะดาวน์รถให้พ่อกับแม่เราอีกคัน แผนที่จะต่อเติมบ้านทาวน์เฮาส์เล็กๆหลังเดิมให้มีห้องอีกห้องสำหรับลูกและหลานถ้าดาวน์บ้านใหม่ไม่ไหว มันแทบไม่เหลือภาพวาดที่เหมือนฝันเลยในตอนนี้
เราอยากเดินหน้าต่อ ซึ่งเราก็มองว่าการเลิกกับสามีมันอาจจะเป็นก้าวแรกที่จะทำให้มันมีะไรเปลี่ยนแปลงไปจากตอนนี้ได้บ้าง
แต่มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆเลยน่ะ คิดแล้วคิดอีก พูดกับแฟน ทะเลาะกันไม่รู้มากี่ครั้ง เราไม่อยากพูดว่า 'เลิกกัน' บ่อยๆหรอกน่ะ มันดูเหมือนคำพูดเราไม่มีค่าเลยสักนิด แต่เราเครียดมากๆเลยน่ะ เราตอนที่เราพูดก็เพราะว่าเราคิดแบบนั้นจริงๆ
😔ถ้าเป็นพวกคุณ พวกคุณจะทำยังไงกันหรอ😔
🙁ขอบคุณที่ทนอ่านกันมาขนาดนี้😌