นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้จะเติบโตได้ 5% หากปัจจัยต่างๆได้รับการผลักดัน ได้แก่
1. รัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนงานที่ได้ตั้งไว้ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ(อีอีซี) รัฐต้องวิเคราะห์เพราะเหตุผลอะไรหรือติดขัดกฎระเบียบใดทำให้การเบิกจ่ายไม่ได้ตามแผนที่กำหนดไว้ เพราะไม่แค่เพิ่มความคล่องตัวการเบิกจ่ายที่ค้างอยู่ จะเป็นแบบอย่างให้งานโครงการใหม่ๆในปีหน้าได้เดินหน้าเร็วขึ้นด้วย อะไรที่เป็นปัญหาจะได้แก้ไขทันท่วงที
2. กระตุ้นกำลังซื้อ เช่นการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และมาตรการช้อปช่วยชาติในช่วงปลายปี เป็นต้น
นายกลินท์ กล่าวว่า
3. เรื่องความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ ดูอิ้งบิสิเนส (Doing business) และความสะดวกต่างๆ เช่น การคืนภาษีให้ผู้ประกอบการตามมาตรการต่างๆ การคืนภาษีนักท่องเที่ยว (Tax Refund) ซึ่งในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการลงทุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ด้านการท่องเที่ยว ก็ควรลดขั้นตอนการกรอกเอกสารการเข้าและออกนอกประเทศ(ตม.6) เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ทราบว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังดำเนินการเรื่องนี้
4. ป้องกันปัญหาผลผลิตพืชล้นตลาดและราคาตกต่ำ รวมถึงต้องเร่งรัดเรื่องการพัฒนาและแปรรูปสินค้า เช่น หีบห่อ การสร้างโลโก้สินค้า เป็นต้น
5. ควรใช้ประโยชน์และผลักดันการส่งออกในกลุ่มประเทศอาเซียน และค้าชายแดน รวมถึงผลักดันการใช้สกุลเงินบาทในการซื้อขาย เพื่อลดปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน
นายกลินท์ กล่าวว่า ส่วนปัจจัยภายนอกกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ คือ ผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐกับจีน และสหรัฐฯกับนานาประเทศด้วย โดยเฉพาะการทะลักเข้าของสินค้าราคาถูกจากจีนหรือประเทศใกล้เคียงไทย จนกระทบต่อการผลิตและการค้าของเอสเอ็มอีไทย แม้ไทยจะได้ซื้อของราคาถูกลง แต่ทางธุรกิจอาจเสียหายได้ ส่วนการท่องเที่ยวไทยยังดีกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม พม่า ลาว ยังมียอดนักท่องเที่ยวสูงไม่เท่าไทย ” นายกลินท์ กล่าว
JJNY : ปฏิรูปเสดตะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสูญ ปธ.หอค้าไทย แนะรัฐเคลียร์ 6 ด้าน ดันศก.โต 5%
1. รัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนงานที่ได้ตั้งไว้ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ(อีอีซี) รัฐต้องวิเคราะห์เพราะเหตุผลอะไรหรือติดขัดกฎระเบียบใดทำให้การเบิกจ่ายไม่ได้ตามแผนที่กำหนดไว้ เพราะไม่แค่เพิ่มความคล่องตัวการเบิกจ่ายที่ค้างอยู่ จะเป็นแบบอย่างให้งานโครงการใหม่ๆในปีหน้าได้เดินหน้าเร็วขึ้นด้วย อะไรที่เป็นปัญหาจะได้แก้ไขทันท่วงที
2. กระตุ้นกำลังซื้อ เช่นการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และมาตรการช้อปช่วยชาติในช่วงปลายปี เป็นต้น
นายกลินท์ กล่าวว่า
3. เรื่องความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ ดูอิ้งบิสิเนส (Doing business) และความสะดวกต่างๆ เช่น การคืนภาษีให้ผู้ประกอบการตามมาตรการต่างๆ การคืนภาษีนักท่องเที่ยว (Tax Refund) ซึ่งในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการลงทุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ด้านการท่องเที่ยว ก็ควรลดขั้นตอนการกรอกเอกสารการเข้าและออกนอกประเทศ(ตม.6) เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ทราบว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังดำเนินการเรื่องนี้
4. ป้องกันปัญหาผลผลิตพืชล้นตลาดและราคาตกต่ำ รวมถึงต้องเร่งรัดเรื่องการพัฒนาและแปรรูปสินค้า เช่น หีบห่อ การสร้างโลโก้สินค้า เป็นต้น
5. ควรใช้ประโยชน์และผลักดันการส่งออกในกลุ่มประเทศอาเซียน และค้าชายแดน รวมถึงผลักดันการใช้สกุลเงินบาทในการซื้อขาย เพื่อลดปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน
นายกลินท์ กล่าวว่า ส่วนปัจจัยภายนอกกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ คือ ผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐกับจีน และสหรัฐฯกับนานาประเทศด้วย โดยเฉพาะการทะลักเข้าของสินค้าราคาถูกจากจีนหรือประเทศใกล้เคียงไทย จนกระทบต่อการผลิตและการค้าของเอสเอ็มอีไทย แม้ไทยจะได้ซื้อของราคาถูกลง แต่ทางธุรกิจอาจเสียหายได้ ส่วนการท่องเที่ยวไทยยังดีกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม พม่า ลาว ยังมียอดนักท่องเที่ยวสูงไม่เท่าไทย ” นายกลินท์ กล่าว