ฉบับที่ ๓๗ วันเสาร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

เรื่อง ทหารรับใช้ มีไว้ทำไม? สะท้อนหลักธรรม?
เมื่อไม่กี่วันนี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงการทหารเป็นกระแสระดับประเทศ เมื่อมีพลทหารนายหนึ่งมาอัดคลิปการรับใช้นายทหารด้วยการเลี้ยงไก่แล้วถูกลงโทษ เป็นสิ่งเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมมีที่มาที่ไปอย่างไร
ในฐานะผู้เขียนเป็นชาวพุทธ มีประสบการณ์ใกล้ชิดในวงการทหารนี้บ้าง อีกทั้งเคยเป็นทหารทางธรรม จึงขอใช้หลักการอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบ ทหารใหม่(เกณฑ์)ทางโลก กับทหารใหม่(นวกะ)ทางธรรม ที่เนื่องด้วยประเด็นการรับใช้ ดังนี้
ทหารใหม่ทางโลก ที่เข้ามาด้วยหน้าที่ทางกฎหมายต้องรับใช้ชาติเมื่ออายุครบ 20 ปี เป็นเวลา 2 ปี โดยไปอยู่ตามกรม กอง หน่วยต่างๆ ที่มีต้องการอัตรากำลัง ซึ่งอัตรากำลังส่วนหนึ่งต้องรับใช้บ้านนายด้วยถือเป็นเรื่องปกติ (จะเรียกภรรยานายทหารว่า คุณนาย เรียกลูกว่า คุณหนู) บ้างก็จับฉลากว่าใครจะได้ทำหน้าที่อะไร ถ้ารับใช้บ้านนาย ก็จะมีงานดูแลบ้าน ซักผ้า ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น หรือ ภารกิจพิเศษ สร้างโรงจอดรถ ดูแลไร่นา และอื่นๆตามที่นายสั่ง สิ่งเหล่านี้เป็นข้อวัตรปฏิบัติที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากกฏหมายสมัยศตวรรษที่ 24 ที่ต้องรับคำสั่งจากนายทหาร ดูแลสิ่งต่างๆที่มอบหมายมา
ทหารทางธรรม เมื่อบวชเข้ามาใหม่ ๆ จะเรียกว่าพระนวกะ พรรษายังไม่เกิน 5 พระพุทธองค์ให้อยู่ในการดูแลเป็นพิเศษของพระอุปัชฌาย์หรือจะมอบหมายให้พระอาจารย์พระพี่เลี้ยงช่วยดูแล เหมือนเด็กแรกเกิด คอยแนะนำตักเตือน พร่ำสอน ว่าอะไรต้องทำ และห้ามทำ เพราะอาจทำอะไรพลาดเป็นอันตรายต่อชีวิตพระ ซึ่งสิ่งสำคัญในวันบวชวันแรก ผู้บวชใหม่จะได้รับ อนุศาสน์ 8 อย่าง มี นิสสัย 4 อกรณียกิจ
นิสสัย 4 คือ เครื่องอาศัยของบรรพชิต หรือ สิ่งที่บรรพชิตพึงปฏิบัติ เพื่อการยังชีพ ประกอบด้วย
1. เที่ยวบิณฑบาต คือ ให้ภิกษุเลี้ยงชีพด้วยการบิณฑบาต โดยอาศัยชาวบ้านเป็นอยู่ โดยปัจจัยที่ได้จากการบิณฑบาตนั้นถือว่าเป็นปัจจัยที่บริสุทธิ์
2. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล คือ การนุ่งห่มผ้าที่หาเจ้าของมิได้ เช่นผ้าตามกองขยะที่ชาวบ้านทิ้ง หรือ ผ้าห่อศพ ภิกษุในสมัยพุทธกาลจะเก็บมาย้อมเย็บเป็น จีวร สบง ไว้นุ่งห่ม
3. อยู่โคนไม้ เนื่องจาก ในสมัยพุทธกาล ผู้ที่บวชเป็นบรรพชิต เมื่อทิ้งบ้านเรือนมาออกบวชก็มักจะอาศัยอยู่ในป่า แม้แต่พระพุทธองค์ก็มิได้ยกเว้น ต่อมาภายหลังจึงมีผู้ศรัทธาสร้างกุฏิถวาย
4. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า คือ การฉันยารักษาโรคด้วยยาดองน้ำมูตร(ปัสสาวะ)
ส่วนกรณียกิจ คือสิ่งที่ห้ามทำ จะขาดจากการเป็นพระ มี 4 อย่าง คือ 1.เสพเมถุน 2.ลักของเขา 3.ฆ่าสัตว์ 4.พูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน 4 อย่างนี้ บรรพชิตทำไม่ได้
ดังนั้น ผู้เป็นทหารทางธรรม ออกรบกับกิเลสตน เป็นผู้มาใหม่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อปลูกฝัง นิสัย(นิสสัย) ความเป็นพระ จากผู้มาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พระนวกะจะดูแล อุปัฏฐาก อุปัชฌาย์ อาจารย์เพื่อซึมซับจริยาวัตร ข้อวัตร ปฏิบัติสิ่งดีงามของท่านมาสู่ตน
เมื่อเปรียบเทียบ จึงพบว่า มีสิ่งที่คล้ายๆกัน พออุปมาเข้าใจได้ว่า
1.กฏหมายเกณฑ์ทหารบังคับ 20 ปี ชายไทยทุกคนต้องรับใช้ชาติ ส่วนพระนั้นไม่บังคับ ขึ้นอยู่กับศรัทธา
2.การรับใช้นายทหาร ก็คล้ายกับการอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ แต่คุณธรรมที่ได้ ขึ้นอยู่แต่ละที่ แต่ละแห่ง ว่าได้ผู้หลักผู้ใหญ่ดีหรือไม่
3.หลังจากจบการรับใช้ชาติ สิ่งที่ความคาดหวัง คือความรักชาติ และคุณธรรมที่ได้รับกลับไป ส่วนศาสนา คือ การพ้นทุกข์ เป็นต้นแบบด้านศีลธรรม กับครอบครัว สังคม ประเทศชาติ หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ทั้งหมดที่สรุปมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นำหลัก นิสสัย 4 อกรณียกิจ 4 ของพระมาจับ เทียบกับทหารใหม่ที่ใกล้ชิดนายด้วยเหตุผลนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พอฟังได้ แต่ปัจจุบัน โลกเปลี่ยนไปมาก เราเปลี่ยนจากเกณฑ์ทหารทางโลก มาบวชทางธรรม สร้างต้นแบบด้านศีลธรรมดีกว่าไหม
ทุกท่านคิดเห็นอย่างไร แลกเปลี่ยนความความรู้กันใน Comment Facebook, YouTube, Blog, Line, IG, Twitter, pantip ...กันนะครับ ขอบคุณครับ
B.S.
21 ก.ค. 2561
ตอน ทหารรับใช้ มีไว้ทำไม? สะท้อนหลักธรรม? เวลา 14.00-14.20 น.
https://youtu.be/p1kMqDvusTk
ทหารรับใช้ มีไว้ทำไม? สะท้อนหลักธรรม?
เมื่อไม่กี่วันนี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงการทหารเป็นกระแสระดับประเทศ เมื่อมีพลทหารนายหนึ่งมาอัดคลิปการรับใช้นายทหารด้วยการเลี้ยงไก่แล้วถูกลงโทษ เป็นสิ่งเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมมีที่มาที่ไปอย่างไร
ในฐานะผู้เขียนเป็นชาวพุทธ มีประสบการณ์ใกล้ชิดในวงการทหารนี้บ้าง อีกทั้งเคยเป็นทหารทางธรรม จึงขอใช้หลักการอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบ ทหารใหม่(เกณฑ์)ทางโลก กับทหารใหม่(นวกะ)ทางธรรม ที่เนื่องด้วยประเด็นการรับใช้ ดังนี้
ทหารใหม่ทางโลก ที่เข้ามาด้วยหน้าที่ทางกฎหมายต้องรับใช้ชาติเมื่ออายุครบ 20 ปี เป็นเวลา 2 ปี โดยไปอยู่ตามกรม กอง หน่วยต่างๆ ที่มีต้องการอัตรากำลัง ซึ่งอัตรากำลังส่วนหนึ่งต้องรับใช้บ้านนายด้วยถือเป็นเรื่องปกติ (จะเรียกภรรยานายทหารว่า คุณนาย เรียกลูกว่า คุณหนู) บ้างก็จับฉลากว่าใครจะได้ทำหน้าที่อะไร ถ้ารับใช้บ้านนาย ก็จะมีงานดูแลบ้าน ซักผ้า ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น หรือ ภารกิจพิเศษ สร้างโรงจอดรถ ดูแลไร่นา และอื่นๆตามที่นายสั่ง สิ่งเหล่านี้เป็นข้อวัตรปฏิบัติที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากกฏหมายสมัยศตวรรษที่ 24 ที่ต้องรับคำสั่งจากนายทหาร ดูแลสิ่งต่างๆที่มอบหมายมา
ทหารทางธรรม เมื่อบวชเข้ามาใหม่ ๆ จะเรียกว่าพระนวกะ พรรษายังไม่เกิน 5 พระพุทธองค์ให้อยู่ในการดูแลเป็นพิเศษของพระอุปัชฌาย์หรือจะมอบหมายให้พระอาจารย์พระพี่เลี้ยงช่วยดูแล เหมือนเด็กแรกเกิด คอยแนะนำตักเตือน พร่ำสอน ว่าอะไรต้องทำ และห้ามทำ เพราะอาจทำอะไรพลาดเป็นอันตรายต่อชีวิตพระ ซึ่งสิ่งสำคัญในวันบวชวันแรก ผู้บวชใหม่จะได้รับ อนุศาสน์ 8 อย่าง มี นิสสัย 4 อกรณียกิจ
นิสสัย 4 คือ เครื่องอาศัยของบรรพชิต หรือ สิ่งที่บรรพชิตพึงปฏิบัติ เพื่อการยังชีพ ประกอบด้วย
1. เที่ยวบิณฑบาต คือ ให้ภิกษุเลี้ยงชีพด้วยการบิณฑบาต โดยอาศัยชาวบ้านเป็นอยู่ โดยปัจจัยที่ได้จากการบิณฑบาตนั้นถือว่าเป็นปัจจัยที่บริสุทธิ์
2. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล คือ การนุ่งห่มผ้าที่หาเจ้าของมิได้ เช่นผ้าตามกองขยะที่ชาวบ้านทิ้ง หรือ ผ้าห่อศพ ภิกษุในสมัยพุทธกาลจะเก็บมาย้อมเย็บเป็น จีวร สบง ไว้นุ่งห่ม
3. อยู่โคนไม้ เนื่องจาก ในสมัยพุทธกาล ผู้ที่บวชเป็นบรรพชิต เมื่อทิ้งบ้านเรือนมาออกบวชก็มักจะอาศัยอยู่ในป่า แม้แต่พระพุทธองค์ก็มิได้ยกเว้น ต่อมาภายหลังจึงมีผู้ศรัทธาสร้างกุฏิถวาย
4. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า คือ การฉันยารักษาโรคด้วยยาดองน้ำมูตร(ปัสสาวะ)
ส่วนกรณียกิจ คือสิ่งที่ห้ามทำ จะขาดจากการเป็นพระ มี 4 อย่าง คือ 1.เสพเมถุน 2.ลักของเขา 3.ฆ่าสัตว์ 4.พูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน 4 อย่างนี้ บรรพชิตทำไม่ได้
ดังนั้น ผู้เป็นทหารทางธรรม ออกรบกับกิเลสตน เป็นผู้มาใหม่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อปลูกฝัง นิสัย(นิสสัย) ความเป็นพระ จากผู้มาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พระนวกะจะดูแล อุปัฏฐาก อุปัชฌาย์ อาจารย์เพื่อซึมซับจริยาวัตร ข้อวัตร ปฏิบัติสิ่งดีงามของท่านมาสู่ตน
เมื่อเปรียบเทียบ จึงพบว่า มีสิ่งที่คล้ายๆกัน พออุปมาเข้าใจได้ว่า
1.กฏหมายเกณฑ์ทหารบังคับ 20 ปี ชายไทยทุกคนต้องรับใช้ชาติ ส่วนพระนั้นไม่บังคับ ขึ้นอยู่กับศรัทธา
2.การรับใช้นายทหาร ก็คล้ายกับการอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ แต่คุณธรรมที่ได้ ขึ้นอยู่แต่ละที่ แต่ละแห่ง ว่าได้ผู้หลักผู้ใหญ่ดีหรือไม่
3.หลังจากจบการรับใช้ชาติ สิ่งที่ความคาดหวัง คือความรักชาติ และคุณธรรมที่ได้รับกลับไป ส่วนศาสนา คือ การพ้นทุกข์ เป็นต้นแบบด้านศีลธรรม กับครอบครัว สังคม ประเทศชาติ หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ทั้งหมดที่สรุปมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นำหลัก นิสสัย 4 อกรณียกิจ 4 ของพระมาจับ เทียบกับทหารใหม่ที่ใกล้ชิดนายด้วยเหตุผลนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พอฟังได้ แต่ปัจจุบัน โลกเปลี่ยนไปมาก เราเปลี่ยนจากเกณฑ์ทหารทางโลก มาบวชทางธรรม สร้างต้นแบบด้านศีลธรรมดีกว่าไหม
ทุกท่านคิดเห็นอย่างไร แลกเปลี่ยนความความรู้กันใน Comment Facebook, YouTube, Blog, Line, IG, Twitter, pantip ...กันนะครับ ขอบคุณครับ
B.S.
21 ก.ค. 2561
ตอน ทหารรับใช้ มีไว้ทำไม? สะท้อนหลักธรรม? เวลา 14.00-14.20 น. https://youtu.be/p1kMqDvusTk