บ้านคือวิมาน

กระทู้สนทนา
บ้านคือวิมานของเรา.

ราสส์ กิโลหก

คำว่าคนดีคงไม่ต้องไปตีความให้มากเรื่อง มันครอบคลุมกว้างขวางมากมาย แต่ความดีกับคนดีไม่รู้ว่าจะเหมือนกันหรือเปล่า...
ผมได้ตกลงใจจะซื้อบ้านหลังหนึ่งเพื่อใช้อยู่อาศัย หลังจากได้ได้ตะเวนดู ไปมากมายหลายแห่งแต่มาถูกใจที่บ้านหลังนี้ เป็นบ้านสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ อายุคงหลายอยู่ เพราะสภาพและความเก่าแก่มันฟ้องให้เห็น เพียงแต่ราคามันดลใจ ไม่แพงอย่างที่คิด เนื้อที่ 1 งานหรือ 100 ตารางวากำลังพอเหมาะ ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ที่สำคัญที่สุดคือ อยู่ในความสามารถที่ผมจะซื้อได้..

เจ้าของบ้านไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ เขาอยู่ที่อื่น บ้านจึงเป็นบ้านร้าง วันที่เข้าไปดูตัวบ้าน เจ้าของเอากุญแจมาไข เห็นสนิมเขรอะ กว่าจะไขได้เล่นเอาเหนื่อย รอบตัวบ้านรกด้วยวัชพืช แสดงถึงการถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลานาน   จริงๆแล้ว ทำเลที่ตั้งของบ้านไม่ได้เปลี่ยวเงียบแต่อย่างใด ถนนหนทางก็ดี สภาพภายในซอยนี้มีบ้านหนาแน่นพอสมควร  เป็นบ้านเดี่ยวๆ เพราะผังที่ดินเดิม คนขายได้จัดสรรที่ดินเป็นล๊อคสี่เหลี่ยมเท่าๆกัน เหมือนตารางตาหมากรุก ที่คนแก่ๆนั่งโขกกันโป๊กๆ..

วันที่เข้าไปดูบ้านเป็นวันหยุด พวกบ้านข้างเคียงพากันมาชะเง้อดู เนื่องจากบ้านคงเงียบเหงามานาน พอมีเสียงรถจอดเสียงเปิดประตู เสียงคุยกัน พวกบ้านข้างเคียงจึงชะโงกมองดูด้วยความสนใจ..

แต่แปลก เจ้าของบ้านเดิมไม่ได้ให้ความสนใจกับใคร ไม่ทักไม่ทาย เฉกเช่น คนที่เคยมีบ้านติดกัน แต่ผมก็แค่ตั้งข้อสังเกตไปเท่านั้น เพราะผมชอบบ้านหลังนี้เสียแล้ว ถูกใจจริงๆ  จึงไม่ได้ให้ความสนใจหรือสงสัยอะไรมากนัก

หลังจากไปโอนบ้านกันเป็นที่เรียบร้อย ผมจึงเป็นเจ้าของบ้านโดยสมบูรณ์ ตามกฎหมาย ไม่ต้องมีฤกษ์ยามงามดีอะไร ถือฤกษ์สะดวกเป็นสำคัญ วันต่อมาผมก็ขนข้าวของซึ่งมีไม่มากนัก โดยรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่ อายุเกือบ 10 ปี แต่มันก็ซื่อสัตย์ไม่เคยพาไปกินข้าวลิงริมข้างทางเหมือนรถคันอื่นๆ...ที่ผมมักพบอยู่บ่อยๆ..

เล่ามานาน จนลืมบอกไปว่า ผมเป็นคนโสดครับ อายุอานามตอนนี้ เกือบหกสิบ ถือว่ามีชีวิตผ่านโลกเบี้ยวๆใบนี้ มานาน พอสมควร มี อาชีพรับราชการ คงไม่ต้องลงลึกไปว่ากรมกองไหน ตำแหน่งกลางๆไม่ใหญ่ไม่เล็ก ในที่ทำงาน ได้แลเห็นพวกเพื่อนข้าราชการ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย  ที่ต้องมีปัญหาต่างๆภายในครอบครัว ทำให้อดขนลุกขนพองไม่ได้ หากต้องมีเมียมีลูกๆ...เหมือนคนอื่นๆเขา..นึกแล้วยังอดขนลุกไม่หาย   บรื๋อๆๆ....

ยิ่งวันก่อนได้เห็นข่าวลูกเทพอาละวาด..เที่ยวไปทุบรถชาวบ้าน ยัยแม่พูดไม่ออก นั่งกุมขมับ..ไม่น่าไปเรียกมันว่าลูกเทพ ต้องเรียกว่าไอ้ลูกเวรถึงจะถูก และถ้าให้ดี ต้องเติมตะไล  ไปด้วย จะได้เต็มยศ..

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเข้ามาอาศัยเข้ามานอน เป็นวันเสาร์เป็นวันหยุด  ผมตื่นแต่เช้า เพราะเมื่อคืนนั่งซัดเบียร์ไปหลายขวดจนเมาหัวถึงหมอนหลับครอกๆเลย อันนี้เป็นสันดานประจำตัว แก้ยังไงก็มาหาย มีพรรคพวกบอกว่าถ้าอยากหายก็เลิกดื่ม ตั้งแต่นั้นมาผมไม่มองหน้ามันอีกเลย ไอ้เสลนชอบพูดในสิ่งที่ กูทำไม่ได้ คำนี้ผมด่ามันในใจ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น    ถึงแม้จะหลับง่ายแต่ผมก็มีข้อดี มาชดเชย คือ เมื่อเมาหลับง่าย แต่จะตื่นแต่เช้า ประมาณ ตี 5 ทุกครั้งทุกหน เป็นเช่นนี้มาจนปัจจุบัน..

ล้างหน้าตาแปรงฟัน ให้สดชื่น เดินมารับบรรยากาศหน้าตัวบ้าน..มองดูต้นไม้ที่ยังรกอยู่ กำลังคิดว่าจะจ้างคนมาถากถางเสียหน่อย...กลัวงูมันจะมาพันคอถ้ากลับมาบ้านดึกดื่นมืดค่ำ..

บรรยากาศตอนเช้า ตีห้ากว่าๆ ท้องฟ้ายังอึมครึม ลมพัดเบาๆจนรู้สึกถึงความเยือกเย็นรอบกาย มองไปรอบๆยังเต็มไปด้วยความมืด ยืดแข็งยืดขา บิดลำตัวไปมาด้วยอารมณ์สดชื่น กับบ้านใหม่ๆบรรยากาศใหม่ๆ..

ท่ามกลางความมืดและเงียบ  มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา..

“ไอ้ แดง ยิ้ม  มาทำไม ออกไปเลย ไปให้พ้น หน้าบ้านกู ไป๊ๆๆๆ”

เสียงดังลั่น ในความรู้สึกของผม มันดังมาก มันดังท่ามกลางความเงียบ และที่สำคัญ ผมดันชื่อเล่นว่าแดง ได้ยินแล้วมันเสียดแทงหัวใจ ยังไงก็ไม่รู้..
เสียงดังมาจากบ้านตรงกันข้าม ไม่ตรงเสียทีเดียวเยื้องออกไปทางด้าน ขวามือ เพราะที่ดินด้านตรงข้ามกับผมเป็นที่ว่าง เจ้าของยังไม่ได้เข้ามาทำประโยชน์ แต่ก็ไม่ถึงกับรกจนเป็นป่า  มีรั้วลวดหนามกันเป็นแนวเขต

ผมเดินไปที่ประตูหน้าบ้านเพราะความอยากรู้อยากเห็น ตามประสาไทยๆ  เสนอหน้า  เอ๊ย ! ชะโงกหน้าออกไปดู

แลเห็นหมาตัวหนึ่ง เป็นหมาพันธ์ไทย ตัวเขื่องพอสมควร ขนสั้นเกรียน สีออกแดงๆ คงเป็นแบบนี้ เจ้าของจึงตั้งชื่อมันว่า แดง  ชื่อนี้  เป็นชื่อโหล ชื่อฮิต ติดตลาดจริงๆ..ไม่ว่าคนหรือหมา..

บ้านหลังนั้นเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น  ใต้ถุนโล่ง ออกจะเก่าๆอายุบ้านคงมากกว่าบ้านหลังที่ผมซื้อ หน้าบ้านเขามีไฟ 1 ดวงที่หัวรั้ว ทำให้มองเห็น บริเวณหน้าบ้านได้ดี

หญิงวัยกลางคน ผมบนหัวยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อ หน้าตาบอกบุญไม่รับ เธอยืนอยู่ภายในบ้านตรงริมรั้ว ซึ่งเป็นเหล็กดัดโปร่งเหมือนรั้วบ้านทั่วๆไป ส่วนอีกด้านซึ่งเป็นด้านนอก เจ้าหมาต้นเหตุ นั่งหงอยเพราะถูกเจ้านายด่า มันคงไปติดสัดจนไม่กลับบ้านกลับช่องหลายวัน ..จนหมดแรงก็ซมซานกลับมาบ้าน..มานั่งหน้าห้อยจะกลับเข้าบ้าน  สภาพแบบนี้มันช่างเหมือน พฤติกรรมของคนบางคนโดยเฉพาะผู้ชายที่ชอบมีบ้านเล็กบ้านน้อย พอถูกสลัดทิ้ง ก็คลานกลับมา จะขอกลับบ้านเก่า....มากินน้ำพริกกะละมังเก่า.

ผมคิดว่า ถ้าเจ้าหมาเวรตัวนั้น ยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม และเจ้าของยังตะโกนด่าบ่อยๆแบบนี้ ผมคงต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ อ้ายเวร ดันมาชื่อเหมือนกู ผมเคืองจริงๆ..

สายหน่อย ผู้คนเริ่มตื่นขึ้นมาทำภารกิจต่างๆ เสียงล้างหม้อ ล้างไห เสียงรถวิ่งผ่านหน้าบ้านไปตามถนน ชีวิตประจำวันของผู้คนต่างๆเริ่มขึ้น ทุกคนต่างมีภารกิจ ออกไปทำมาหากิน ไปธุระ ไปทำนั่นทำนี่ ฯลฯ..

กำลังยืนเพลินๆๆ

“แปล๊นนนนนนนนๆๆๆ” เป็นเสียงรถมอเตอร์ไซค์ มากกว่า 1 คันเป็นแน่ มันดังลั่นมาจากท้ายซอย ซึ่งก็ห่างจากบ้านผมไปไม่มาก มันผ่านหน้าบ้านผม ไปพร้อมเสียงเปรต ที่ดังติดตัวมันไปด้วย ไม่เกินความคาดหมาย คนขี่เป็นเด็กๆผมบนหัวสั้นเกรียน หรือที่เราเรียกกันว่า “เยาวชน”..

พ่อแม่มันไปไหน หรือพวกมันอยู่กันเอง ไม่มีผู้ใหญ่ควบคุมดูแล แต่บางครั้ง  ก็ว่าพ่อ-แม่ ไม่ได้ เพราะสมัยนี้ พ่อ-แม่ แท้ๆบางครั้งถูกลูกแท้ๆกระทืบจนอ่วมก็มีให้เห็น บ่อยๆ...

อารมณ์ ตอนเช้าสะดุด พยายามหายใจเข้าปอดเหี่ยวๆ เพื่อระบายความหัวร้อนออกไป..  

แสงแดดส่องทาบมายังพื้นบ้าน..แลเห็นน้ำค้างเปียกตามพื้นหญ้า เมื่อคืนอากาศคงเย็น..หัวใจผ่อนคลาย หันหลังเดินกลับเข้าตัวบ้าน....

มือจับลูกบิดประตู หมุนเพื่อคลายล๊อคเปิดประตู..ทันใดนั้น..

“ปึงๆๆๆๆตะลุ่งตุ๊งๆๆๆๆๆๆ” เสียงดังเหมือนมีใครมาทุบที่หน้าอก..

หันไปมองที่ต้นเสียง มันดังมาจากบ้านข้างเคียงด้านข้างๆนี่เอง มันดังจนเกินไป เหมือนบ้านมีงาน หรือบ้านมันจัดงาน แต่ก็ไม่เห็นมีคนพลุกพล่านอะไร ต้องทำใจเดินไปที่ริมรั้ว ด้านต้นเสียง รั้วด้านนี้เป็นรั้วคอนกรีต สูง 2 เมตร ผมต้องหาอะไรมารอง แล้วปีนขึ้นไปมอง เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ไม่ใหญ่โตมากนัก มองไม่เห็นใคร เสียงมันดังมาจากบ้านหลังนี้แน่ๆ ..

แสดงว่ามันเปิดเพลงฟัง ด้วยความสนุกส่วนตัว ไม่สนใจคนอื่น เสพความสุขอยู่คนเดียว คนอื่นช่าง  ยิ้ม..คนประเภทนี้ มันมีสอดแทรก อยู่เสมอ..

เสียงยังดังอยู่ตลอด เพลงที่มันเปิด ไม่มีเพลง  ที่กู ชอบซะด้วย  ผมปลอบใจตัวเองเพื่อให้ดูตลก..

แต่หัวเริ่มร้อน ...

แต่ก็พยายาม ทำใจให้เป็นปกติ เขาอาจยังไม่รู้ว่าบ้านนี้มีคนมาอยู่   ยังคิดใน แง่ดี ใจเย็นๆๆๆ..

แม้สายแล้ว เกือบ 10 โมง เช้าเสียงเพลงก็ยังดังไม่หยุด ผมคิดว่านี่มันเข้าข่าย พยายามฆ่าแล้วนะเนี่ย เพราะเสียงเบสหนักๆ มันกระแทกเข้าหน้าอก จนหายใจไม่สะดวก..

ตัดสินใจเดินออกไปดู แต่พอออกไปด้านนอก เสียงมันดังมากกว่าที่ผมได้ยินในบ้านเสียอีก ยังคิดว่าผู้คนที่อาศัยอยู่แถวๆนั้นมันหายหัวไปไหนกันหมด สงสัยหูหนวกกันหมดแล้ว..                                                                                     (ต่อด้านล่าง)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่