หน้าแรก
คอมมูนิตี้
ห้อง
แท็ก
คลับ
ห้อง
แก้ไขปักหมุด
ดูทั้งหมด
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
แท็ก
แก้ไขปักหมุด
ดูเพิ่มเติม
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
{room_name}
{name}
{description}
กิจกรรม
แลกพอยต์
อื่นๆ
ตั้งกระทู้
Pantip MALL
เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก
เว็บไซต์ในเครือ
Bloggang
Pantown
PantipMarket
Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
เกี่ยวกับเรา
กฎ กติกา และมารยาท
คำแนะนำการโพสต์แสดงความเห็น
นโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิ์การใช้งานของสมาชิก
ติดต่อทีมงาน Pantip
ติดต่อลงโฆษณา
ร่วมงานกับ Pantip
Download App Pantip
Pantip Certified Developer
ห้องเพลง**คนรากหญ้า**พักยกการเมือง มุมเสียงเพลง มุมนี้ไม่มีสีไม่มีกลุ่ม มีแต่เสียงเพลง 16/7/2561 - วันชิงความเป็นหนึ่ง
กระทู้คำถาม
การ์ตูนการเมือง
สวัสดีครับ
สมาชิกห้องเพลงทุกๆท่าน วันนี้วันอาทิตย์
MC แอ๊ด (หวางเจ๋)
) ประจำการอีก 1 วันครับ ^^
มหกรรมลูกหนังโลก ในที่สุดก็เดินทางมาถึงวันสุดท้าย วันแห่งการชิงชัย
นัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกในแต่ละครั้งที่ผ่านมา ก็มีความเป็นไปหลากหลาย มีทั้งทีมเต็งที่เป็นต่อแล้วได้แชมป์สมราคา และทีมที่เป็นรอง แต่พลิกล็อกเอาชนะทีมที่เป็นต่อได้ก็มี มีทั้งจบในเวลา 90 นาที ต่อเวลาแล้วจบใน 120 นาทีก็มี และลากยาวไปจนถึงการดวลลูกโทษก็มี
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็คือว่า มีคนกล่าวว่า
ปีไหนที่ลงท้ายด้วยเลข 8 ปีนั้น แชมป์จะเป็น "ทีมที่มีสีน้ำเงิน" หรือก็ "สีฟ้า"
ซึ่งวันนี้ สองทีมที่จะชิงความเป็นหนึ่งกัน มี "สีน้ำเงิน" อยู่ด้วยกัน ทั้งคู่เลยครับ
เรามาย้อนรอยดูนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกที่ผ่านๆมากันครับ สำหรับวันนี้
1) ยุคแรก ถ้วย "จูลส์ ริเมต์"
1930 อุรุกวัย (เจ้าภาพ) VS อาร์เจนติน่า 30 กรกฎาคม
นัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกครั้งแรก ยิงกันถึง 6 ลูก อุรุกวัยทีมเจ้าภาพ ยิงนำก่อนนาทีที่ 12 โดย พาโบล โดราโด้ ปีกขวาสลับซ้าย ยิงลอดหว่างขาผู้รักษาประตูทีมฟ้าขาวเข้าไป เจ้าภาพนำไปก่อน 1-0 แปดนาทีต่อมา คาร์ลอส เดซิเดลิโอ้ เปอเซเล่ ผู้เล่นซึ่งเล่นได้ทั้งปีกขวาและกองหน้าต่ำ ยิงตีเสมอให้ทีมฟ้าขาวเป็น 1-1 แล้วอาร์เจนติน่าก็ยิงแซงเจ้าภาพขึ้นนำเป็น 1-2 ในนาทีที่ 37 โดยศูนย์หน้าคือกิลเลอโม่ สเตบิเล่ แต่นาทีที่ 57 โฮเซ่ เปโดร เซอา ซึ่งเป็นทั้งผู้เล่นและสตาฟโค้ชก็ยิงตีเสมอให้เจ้าภาพเป็น 2-2 จากนั้นเจ้าภาพยิงอีกสองลูกโดย เอล คานาริโอ้ เอียริอาเต้ นาทีที่ 68 และ เฮ็กเตอร์ คาสโตร อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นทั้งผู้เล่นและสตาฟโค้ช ยิงปิดกล่องนาทีที่ 89
1934 อิตาลี (เจ้าภาพ) VS เช็คโกสโลวาเกีย 10 มิถุนายน
ทีม "อัซซูรี่" ไม่ยอมน้อยหน้าแชมป์เก่าซึ่งเป็นเจ้าภาพครั้งแรก เข้ารอบชิง และชนะเช็คโกสโลวาเกียไป 2-1 ซึ่งเป็นช่วงต่อเวลาพิเศษ ในเวลา 90 นาที เสมอกัน 1-1 แล้ว แองเจโล เชียวิโอ้ ยิงประตูชัยได้ในนาทีที่ 95 อิตาลี จึงเป็นเจ้าภาพรายที่สองที่ได้เป็นแชมป์
1938 ที่ฝรั่งเศส, อิตาลี VS ฮังการี 19 มิถุนายน
สกอร์สุดมันส์เกิดขึ้นอีกครั้งในนัดชิงบอลโลกหนนี้ แค่นาทีที่ 6 เท่านั้นเอง โคลอสซี่ของทีมอัซซูรี่ก็ยิงนำไปก่อน 1-0 แต่นักเตะชาวอิตาเลียนก็ดีใจกันได้เพียงสองนาที เพล ติกอส ก็ยิงตีเสมอให้ฮังการีเป็น 1-1 ในนาทีที่ 8 จากนั้นอีกสิยนาที ขุนพลอัซซูรี่ก็ยิงแซงนำเป็น 2-1 โดยซิวิโอ้ ปิโอล่า เกมเหมือนจะขาด เมื่อโคลอสซี่ผู้ยิงประตูแรก ยิงลูกที่สองในนาทีที่ 35 จบครึ่งแรก อิตาลีนำห่าง 3-1
ครึ่งหลังเล่นกันไปจนถึงนาทีที่ 70 "คุณหมอ" กิโยกี้ ซาโรซี่ ยิงตีตื้นให้ฮังการีไล่ตามมาเป็น 3-2 แต่ 12 นาทีหลังจากนั้น ปิโอล่าของทีมอัซซูรี่ก็ยิงหนีไปเป็น 4-2 และจบเกมด้วยสกอร์นี้เอง อิตาลี เป็นแชมป์อีกครั้ง
ปี 1942 ถึง 1946 ฟุตบอลโลกหยุดชั่วคราว เพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
1950 บราซิล เป็นเจ้าภาพ การแข่งขันจัดเป็นระบบ "ลีก" 4 ทีมคือ เจ้าภาพบราซิล อุรุกวัย สวีเดน และสเปน แข่งพบกันหมด ครบทีมละ 3 นัด อุรุกวัยเป็นที่ 1 จึงคว้าแชมป์ไป
1954 ที่สวิตเซอร์แลนด์, เยอรมันตะวันตก VS ฮังการี 4 กรกฎาคม
เป็นนัดชิงอีกนัดหนึ่งซึ่งยิงประตูกันระเบิดเถิดเทิง เพียง 6 นาทีเท่านั้น เฟเร้นซ์ ปุสกัส ก็ยิงให้ฮังการีออกนำไปก่อน 1-0 อินทรีเหล็กยังตั้งตัวไม่ติด สองนาทีต่อมาเท่านั้นก็ถูก โซแทน ชีบอร์ ยิงเป็น 2-0 ดูเหมือนอินทรีเหล็กจะลำบากแล้ว แต่ในนาทีที่ 10 แม็กซิมิเลี่ยน มอร์ล็อค ก็ยิงให้เยอรมันตะวันตกตามมา 2-1 และไม่ต้องรอนาน 8 นาทีหลังจากนั้น เฮลมุท ราห์น ศูนย์หน้ารูปหล่อก็ยิงตีเสมอให้เยอรมันตะวันตกเป็น 2-2 ถึงตรงนี้เกมยันกันไปจนเข้าสู่ช่วงสิบนาทีสุดท้าย มีแนวโน้มว่าอาจจะมีการต่อเวลาพิเศษหลังจบ 90 นาที แต่แล้ว ราห์น คนเดิม กลับยิงประตูชัยได้ในนาทีที่ 84 "อินทรีเหล็ก" เริ่มนับหนึ่งกับการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกแล้ว!
1958 สวีเดน (เจ้าภาพ) VS บราซิล
ครั้งนี้เจ้าภาพเข้าชิงได้สำเร็จ แต่ต้องพบกระดูกขัดมันชิ้นโต "แซมบ้า" ซึ่งมี "ไข่มุกดำ เปเล่" เป็นตัวเก่ง แต่ขุนพลไวกิ้งก็ไม่เกรงกลัว แค่นาทีที่ 4 เท่านั้น เจ้าบ้านก็ยิงประตูขึ้นนำไปก่อนโดย นีล เอริก ไลด์โฮล์ม กองกลาง แต่พอถึงนาทีที่ 9 เอ็ดวัลโด้ จีซีนีโอ้ เนโต้ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "วาว่า" ตัวยิงคนแรกก็ยิงให้ทีมแซมบ้าตีเสมอเป็น 1-1 แล้วเขาก็ยิงลูกทีสองได้อีกในนาทีที่ 32 หมดครึ่งแรก บราซิลนำ 2-1
ถึงครึ่งหลัง นาทีที่ 55 ก็ได้ฤกษ์งามยามดีของ "เปเล่" ซัดประตูที่สามให้ทีมแซมบ้านำห่างเป็น 3-1 ตามด้วย ซากาโล่ อีกหนึ่งลูกในนาทีที่ 68 เป็น 4-1 เข้าไปแล้ว แต่ทีมไวกิ้งยังมีเถียง นาทีที่ 80 ตอเร่ คลาส แอ็กเน่ "ซีโมนสสัน" ยิงให้เจ้าบ้านไล่ตีตื้นมาเป็น 4-2 แต่เปเล่อย่างโหดซัดประตูตอกฝาโลงในนาทีที่ 90 พอดิบพอดี บราซิล เริ่มนับหนึ่งกับการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกแล้วเช่นกัน!
1962 ที่ประเทศชิลี, บราซิล VS เช็คโกสโลวาเกีย 17 มิถุนายน
เช็คโกสโลวาเกียคงจะเป็นม้ามืดในบอลโลกครั้งนี้ เมื่อได้เข้าชิง แต่พวกเขาต้องเจอกับแชมป์เก่า และออกสตาร์ทได้สวยเมื่อ โจเซฟ มาโซปุส มิดฟิลด์ซึ่งเป็นหนึ่งในสตาฟโคชด้วย ยิงให้เชคโกสโลวาเกียนำบราซิลไปก่อน 1-0 ในนาทีที่ 15 แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือการแหย่หนวดเสือชัดๆ เพราะหลังจากนั้นแค่สองนาที อามาริลโด้ ดาวยิงอีกคนของทีมแซมบ้าก็ยิงตีเสมอได้ทันควัน หมดครึ่งแรก ทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 ครึ่งหลังนาทีที่ 69 โฮเซ่ อิลี เดอ มิรันด้า ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม "ซีโต้" ก็ยิงลูกที่สองให้แชมป์เก่าแซงขึ้นนำเป็น 2-1 จากนั้นอีก 9 นาที "วาว่า" ก็ยิงปิดกล่องให้บราซิลชนะไป 3-1 ทำให้บราซิลป้องกันแชมป์ได้สำเร็จเป็นทีมที่สอง ต่อจากอิตาลีที่เคยทำได้ในปี 1938
1966 อังกฤษ (เจ้าภาพ) VS เยอรมันตะวันตก 30 กรกฎาคม
อีกครั้งหนึ่งที่เจ้าภาพเข้าชิงได้ และต้องพบกับทีม "อินทรีเหล็ก" เฮลมุท ฮัลเลอร์ ยิงให้เยอรมันตะวันตกนำก่อนในนาทีที่ 12 แต่ เจฟฟ์ เฮิร์ส ยิงให้อังกฤษเจ้าภาพตีเสมอได้ในนาทีที่ 18 และ มาร์ติน สแตนฟอร์ด ปีเตอร์ ยิงอีก 1 ลูกให้อังกฤษแซงนำ 2-1 ในนาทีที่ 78 เยอรมันตะะวันตกไม่ยอมแพ้ง่ายๆ นาทีที่ 89 โวลฟกัง เวเบอร์ ยิงตีเสมอเป็น 2-2 จบ 90 นาทีต้องต่อเวลาพิเศษไปอีก 30 นาที และเป็น เจฟฟ์ เฮิร์ส คนแรกที่ยิงสองลูกซ้อนๆให้เจ้าภาพแซงนำและชนะไป 4-2 โดย 1 ใน 2 ลูกนั้นเป็นประตูปริศนาที่ลูกเด้งชนคานบนแล้วตกลงบนเส้นประตูคาบเกี่ยวพื้นที่ข้างในแบบก้ำกึ่งว่าเข้าหรือไม่เข้า แต่ ก็อตฟรีต ดีนส์ กรรมการผู้ตัดสินตัดสินใจเป่าให้เป็นประตูหลังจากปรึกษากับผู้ช่วยผู้ตัดสินแล้ว จบเกม อังกฤษชนะ 4-2 ทำให้พวกเขาเป็นเจ้าภาพอีกหนึ่งรายที่คว้าแชมป์ได้ เป็นชาติที่ 3 ต่อจาก อุรุกวัย และอิตาลี
1970 ที่ประเทศเม็กซิโก, บราซิล VS อิตาลี 21 มิถุนายน, และเป็นครั้งสุดท้าย สั่งลาถ้วยรางวัล "จูลส์ ริเม่ห์"
ทีมแซมบ้ากลับมาสู่นัดชิงชนะเลิศอีกครั้ง และพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ "ขุนพลอัซซูรี่" อิตาลี ซึ่งพวกเขาซึ่งยังคงมี "เปเล่" เป็นตัวชูโรงก็ไม่หวั่นเลย นาทีที่ 18 "ไข่มุกดำ" ก็ยิงให้บราซิลออกนำไปก่อน 1-0 แต่ โรแบร์โต้ โรนินเซ็นญ่า กองหน้าของทีมอัซซูรี่ก็ยิงตีเสมอได้ในนาทีที่ 37 หมดเวลาครึ่งแรกเสมอกัน 1-1 มาถึงครึ่งหลังนาทีที่ 66 แฌร์สัน มิดฟิลด์ลูกครึ่งบราซิลโปรตุเกสซึ่งเลือกเล่นให้ทีมชติบราซิล ก็ยิงลูกที่สองให้บราซิลแซงนำอิตาลีไป 2-1 และอีกห้านาทีต่อมา แจร์จินโญ่ ก็หวดลูกที่สาม ตามด้วยลูกที่สี่ ปิดท้ายโดย คาร์ลอส อัลแบร์โต้ นาทีที่ 86 จบเกม บราซิลคว้าแชมป์เป็นสมัยที่สาม และถ้วยรางวัล "จูลส์ ริเม่ต์" ก็ใช้เป็นรางวัลชนะเลิศสำหรับฟุตบอลโลกในครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้าย
2. ยุค ถ้วย FIFA WORLDCUP
1974 เยอรมันตะวันตก (เจ้าภาพ) ฮอลแลนด์ 7 กรกฎาคม
ฟร้านซ์ เบ็คเค่นเบาร์ เป็นกัปตันทีม พาอินทรีเหล็กปะทะ "อัศวินสีส้ม" ฮอลแลนด์ โดยทีแรกโดนฮอลแลนด์ยิงนำไปก่อนเสียด้วยซ้ำจากลูกจุดโทษในนาทีที่ 2 เท่านั้นเอง โดยโยฮัน ยาคอปสัน นีสเค่นยิงเข้าไป แต่ในนาทีที่ 25 พอล ไบร์ทเนอร์ ก็ได้ลูกที่จุดโทษเหมือนกัน ยิงตีเสมอเป็น 1-1 และหลังจากนั้นไม่นาน นาทีที่ 43 ก่อนหมดเวลาครึ่งแรกแค่ 2 นาที "ไอ้ลูกระเบิด" แกรด มุลเลอร์ ก็ซัดตุงตาข่ายให้เยอรมันตะวันตกแซงเป็น 2-1 และชนะไปด้วยสกอร์นี้นี่เอง "ไกเซอร์" ฟร้านซ์ พาทีมขึ้นรับถ้วยใหม่ "ฟีฟ่าเวิร์ลคัพ" เป็นชาติแรกของโลก อย่างยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าภาพซึ่งคว้าแชมป์ได้เป็นชาติที่ 4 ต่อจากอังกฤษ อุรุกวัย และอิตาลี
1978 อาร์เจนติน่า (เจ้าภาพ) VS ฮอลแลนด์ 25 มิถุนายน
ขุนพลฟ้าขาว เมื่อได้เป็นเจ้าภาพ ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเจ้าภาพครั้งก่อน กรุยทางสู่รอบชิงสำเร็จ เจอกับฮอลแลนด์ มาริโอ เคมเปส ยิงให้เจ้าภาพนำก่อนในนาทีที่ 38 แต่ เดิร์ก ยาโคบุส นานนิงก้า ยิงตีเสมอให้ทีมกังหันสีส้มได้ในนาทีที่ 82 หมดเวลา 90 นาที ต้องต่อเวลาพิเศษ และเป็น มาริโอ เคมเปสคนเดิมยิงให้ทีมฟ้าขาวแซงนำเป็น 2-1 ในนาทีที่ 105 แล้ว ริคาร์โด้ แดเนียล แบร์โตนี่ ยิงฝังฮอลแลนด์เป็น 3-1 ในนาทีที่ 115 หมดเวลา 120 นาที ทีมฟ้าขาวเป็นแชมป์ และเป็นเจ้าภาพซึ่งคว้าแชมป์ได้เป็นชาติที่ 5 ต่อจากเยอรมันตะวันตก
1982 ที่ประเทศสเปน, อิตาลี VS เยอรมันตะวันตก 11 กรกฎาคม
"เปาโล รอสซี่" แจ้งเกิดในฟุตบอลโลกครั้งนี้อย่างสวยงาม เพราะได้เป็นดาวซัลโวด้วยหลังจากยิงประตูแรกในนาทีที่ 57 ให้ทีมอัซซูรี่ออกนำไปก่อน 1-0 มันเป็นประตูที่ 6 แซง 5 ประตูของ คาร์ล ไฮซ์ รุมเมนิเก้ ของเยอรมันตะวันตกไปทันทีกลายเป็นดาวซัลโวเดี่ยวๆ นาทีที่ 69 มาร์โก้ ตาร์เดลลี่ กองกลางตัวรับก็ยิงประตูที่สอง ส่งอิตาลีหนีห่างไปเป็น 2-0
(มีต่อครับ)
▼
กำลังโหลดข้อมูล...
▼
แสดงความคิดเห็น
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
บราซิลในฟุตบอลโลก: 1958 เปเล่ฉายแสง และทีมชาติคว้าแชมป์
แชมป์แรกได้มาในสวีเดน ด้วยชัยชนะอย่างถล่มทลายเหนือเจ้าภาพในรอบชิงชนะเลิศ: 5-2 ในที่สุด ฟุตบอลบราซิลก็เริ่มสะกดใจคนโลก ด้วยกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยม ผสมผสานเวทมนตร์ของเปเล่กับเทคนิคของดาวเด่นคนอื่นๆ เช่น
ล่องแม่ปิง
เราควรเดินเกมส์การทูตเข้าหาชาติมหาอำนาจยุโรปเยอะๆก็ดีเหมือนกันนะครับ
ผมว่าไทยเราควรเดินเกมส์การทูตเข้าหาชาติมหาอำนาจในยุโรปเช่นอังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปนหรือแม้แต่พวกรัสเซีย ตุรกี ฮอลแลนด์ สวีเดน ไว้มากๆก็ดีเหมือนกันนะผมว่าไม่เรื่องมากแบบสหรัฐยิ่งช่วงนี้ยุโรปก
สมาชิกหมายเลข 7031897
บราซิลในฟุตบอลโลก: 1950 รองแชมป์ที่มาราคานา
ทีมชาติบราซิลมีเกมรุกที่ดีที่สุดและมีดาวซัลโวสูงสุดของรายการคือ อเดมีร์ เมเนเซส ฟุตบอลโลกครั้งแรกในบราซิล ปี 1950 หลังจากหยุดไป 12 ปีเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง บราซิลคว้าชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ (4-0 เม
ล่องแม่ปิง
บุรีรัมย์ พลิกแซง เซลังงอร์ 2-1 รวมสองนัดชนะ 3-1 ผงาดคว้าแชมป์ Shopee Cup 2025/26 สมัยที่ 2 ติดต่อกัน
ดับเบิ้ลแชมป์! ราชาแห่งอาเซียนตัวจริง! เกมนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลศึกชิงแชมป์สโมสรอาเซียน Shopee Cup 2025/26 นัดชี้ชะตา "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตัวแทนจากประเทศไทย โชว์หัวใจนักสู้พลิกสถ
ฮาลั่น
ห้องเพลง**คนรากหญ้า**พักยกการเมือง มุมเสียงเพลง มุมนี้ไม่มีสีไม่มีกลุ่ม มีแต่เสียงเพลง 14/7/2561 - เมื่อคนอกหักมาเจอกัน
สวัสดีครับ สมาชิกห้องเพลงทุกๆท่าน วันนี้วันเสาร์ MC แอ๊ด (หวางเจ๋)) ประจำการครับ ^^ ขณะนี้ยังคงอยู่ในบรรยากาศมหกรรมลูกหนังโลก ซึ่งดำเนินมาถึงปลายทางแล้ว คืนนี้จะเป็นการพบกันของทีมที่ร่วงลงมาจากรอบต
หวางเจ๋
หรือ อาเจนติน่า ชนะมาเพื่อไม่ให้เกิดบอลยูโรขึ้น บนแผ่นดินทวีปนี้ และ ไปวัดกับเยอรมัน นัดชิง
สถิติ ยุโรป ไม่เคยมาคว้าแชมป์ ยามที่ ประเทศเจ้าภาพบอลโลก เป็นประเทศ ในอเมริกาใต้ ถ้าเมื่อคืน ฮอลแลนด์ชนะ ( ยุโรปจะชิงกันเอง หิ้วเลย ) แต่ พอ อาเจนชนะ สถิติยังไม่ถูกทำลาย และไปวัดกับ เยอรมัน ( ถ้า อา
สมาชิกหมายเลข 1236348
ยุคมืดลีกเอิงแล้วเหรอ Top 5 ยุโรป ส่งทีมเข้าชิงยุโรป 4 ลีก ยกเว้นลีกเอิง
ถ้วยใหญ่ อังกฤษ vs สเปน ถ้วยเล็ก สก็อตแลนด์ vs เยอรมัน ถ้วยน้องใหม่ อิตาลี vs ฮอลแลนด์ ทีมจากสก็อตแลนด์กับฮอลแลนด์ เข้าชิงละนะ จะว่าลีกผูกขาดแต่ทีมเค้ามาไกลขนาดนี้ก็คงต้องยอมรับฝีมือ ต่อไปเรียกแค่
สมาชิกหมายเลข 6887991
GMMZ จะถ่ายทอดสดฟุตบอลEURO U21 วันที่ 5 มิ.ย-18 มิ.ย +ผลการจับฉลากแบ่งกลุ่ม(กลุ่มB กรุ๊ปออฟเดธ)
มาแจ้งข่าวนะคะ GMMZ จะถ่ายทอดสดฟุตบอลEURO U21 ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย - 18 มิ.ย 56 ที่จะขึ้นที่ประเทศ อิสราเอล ส่วนรายละเอียดตารางการถ่ายทอดสด รอติดตามที่เว็บไซต์ gmmsport เร็วๆนี้ สรุปผลการจับฉลากแบ่งก
สมาชิกหมายเลข 844645
อากาศร้อนนี่ ไม่ใช่ยิ่งทำให้นักเตะเล่นดีหรอ
ค่าเฉลี่ยการทำประตูเยอะดีครับ เห็นหลายทีมเล่นดี ขนาดทีมยุโรปอย่าง ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ เยอรมัน ยิงไป 4-5 ลูก บางคู่ก็น่ายิงกันกระจาย เฉี่ยวไปมานิดเดียว อย่างอังกฤษ-อุรุกวัย
สมาชิกหมายเลข 1346034
สังเกตุว่าบอลทีมชาติช่วงหลัง ทีมที่ชื่อชั้นห่างกันมาก สกอร์มักไม่ถล่มทลาย ในขณะที่ทีมชื่อชั้นพอๆกัน สกอร์มักถล่มทลาย ???
สังเกตุว่าบอลทีมชาติช่วงหลัง ทีมที่ชื่อชั้นห่างกันมาก สกอร์มักไม่ถล่มทลาย ในขณะที่ทีมชื่อชั้นพอๆกัน สกอร์มักถล่มทลาย เพราะอะไรครับ อย่างฮอลแลนด์ก็ถล่มถังขี้สเปนที่ชื่อชั้นพอๆกันมา 5-1 หรืออย่างบอลยูโ
tottui
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
การ์ตูนการเมือง
บนสุด
ล่างสุด
อ่านเฉพาะข้อความเจ้าของกระทู้
หน้า:
หน้า
จาก
แชร์ :
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ยอมรับ
ห้องเพลง**คนรากหญ้า**พักยกการเมือง มุมเสียงเพลง มุมนี้ไม่มีสีไม่มีกลุ่ม มีแต่เสียงเพลง 16/7/2561 - วันชิงความเป็นหนึ่ง
มหกรรมลูกหนังโลก ในที่สุดก็เดินทางมาถึงวันสุดท้าย วันแห่งการชิงชัย
นัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกในแต่ละครั้งที่ผ่านมา ก็มีความเป็นไปหลากหลาย มีทั้งทีมเต็งที่เป็นต่อแล้วได้แชมป์สมราคา และทีมที่เป็นรอง แต่พลิกล็อกเอาชนะทีมที่เป็นต่อได้ก็มี มีทั้งจบในเวลา 90 นาที ต่อเวลาแล้วจบใน 120 นาทีก็มี และลากยาวไปจนถึงการดวลลูกโทษก็มี
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็คือว่า มีคนกล่าวว่า ปีไหนที่ลงท้ายด้วยเลข 8 ปีนั้น แชมป์จะเป็น "ทีมที่มีสีน้ำเงิน" หรือก็ "สีฟ้า" ซึ่งวันนี้ สองทีมที่จะชิงความเป็นหนึ่งกัน มี "สีน้ำเงิน" อยู่ด้วยกัน ทั้งคู่เลยครับ
เรามาย้อนรอยดูนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกที่ผ่านๆมากันครับ สำหรับวันนี้
1) ยุคแรก ถ้วย "จูลส์ ริเมต์"
1930 อุรุกวัย (เจ้าภาพ) VS อาร์เจนติน่า 30 กรกฎาคม
นัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกครั้งแรก ยิงกันถึง 6 ลูก อุรุกวัยทีมเจ้าภาพ ยิงนำก่อนนาทีที่ 12 โดย พาโบล โดราโด้ ปีกขวาสลับซ้าย ยิงลอดหว่างขาผู้รักษาประตูทีมฟ้าขาวเข้าไป เจ้าภาพนำไปก่อน 1-0 แปดนาทีต่อมา คาร์ลอส เดซิเดลิโอ้ เปอเซเล่ ผู้เล่นซึ่งเล่นได้ทั้งปีกขวาและกองหน้าต่ำ ยิงตีเสมอให้ทีมฟ้าขาวเป็น 1-1 แล้วอาร์เจนติน่าก็ยิงแซงเจ้าภาพขึ้นนำเป็น 1-2 ในนาทีที่ 37 โดยศูนย์หน้าคือกิลเลอโม่ สเตบิเล่ แต่นาทีที่ 57 โฮเซ่ เปโดร เซอา ซึ่งเป็นทั้งผู้เล่นและสตาฟโค้ชก็ยิงตีเสมอให้เจ้าภาพเป็น 2-2 จากนั้นเจ้าภาพยิงอีกสองลูกโดย เอล คานาริโอ้ เอียริอาเต้ นาทีที่ 68 และ เฮ็กเตอร์ คาสโตร อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นทั้งผู้เล่นและสตาฟโค้ช ยิงปิดกล่องนาทีที่ 89
1934 อิตาลี (เจ้าภาพ) VS เช็คโกสโลวาเกีย 10 มิถุนายน
ทีม "อัซซูรี่" ไม่ยอมน้อยหน้าแชมป์เก่าซึ่งเป็นเจ้าภาพครั้งแรก เข้ารอบชิง และชนะเช็คโกสโลวาเกียไป 2-1 ซึ่งเป็นช่วงต่อเวลาพิเศษ ในเวลา 90 นาที เสมอกัน 1-1 แล้ว แองเจโล เชียวิโอ้ ยิงประตูชัยได้ในนาทีที่ 95 อิตาลี จึงเป็นเจ้าภาพรายที่สองที่ได้เป็นแชมป์
1938 ที่ฝรั่งเศส, อิตาลี VS ฮังการี 19 มิถุนายน
สกอร์สุดมันส์เกิดขึ้นอีกครั้งในนัดชิงบอลโลกหนนี้ แค่นาทีที่ 6 เท่านั้นเอง โคลอสซี่ของทีมอัซซูรี่ก็ยิงนำไปก่อน 1-0 แต่นักเตะชาวอิตาเลียนก็ดีใจกันได้เพียงสองนาที เพล ติกอส ก็ยิงตีเสมอให้ฮังการีเป็น 1-1 ในนาทีที่ 8 จากนั้นอีกสิยนาที ขุนพลอัซซูรี่ก็ยิงแซงนำเป็น 2-1 โดยซิวิโอ้ ปิโอล่า เกมเหมือนจะขาด เมื่อโคลอสซี่ผู้ยิงประตูแรก ยิงลูกที่สองในนาทีที่ 35 จบครึ่งแรก อิตาลีนำห่าง 3-1
ครึ่งหลังเล่นกันไปจนถึงนาทีที่ 70 "คุณหมอ" กิโยกี้ ซาโรซี่ ยิงตีตื้นให้ฮังการีไล่ตามมาเป็น 3-2 แต่ 12 นาทีหลังจากนั้น ปิโอล่าของทีมอัซซูรี่ก็ยิงหนีไปเป็น 4-2 และจบเกมด้วยสกอร์นี้เอง อิตาลี เป็นแชมป์อีกครั้ง
ปี 1942 ถึง 1946 ฟุตบอลโลกหยุดชั่วคราว เพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
1950 บราซิล เป็นเจ้าภาพ การแข่งขันจัดเป็นระบบ "ลีก" 4 ทีมคือ เจ้าภาพบราซิล อุรุกวัย สวีเดน และสเปน แข่งพบกันหมด ครบทีมละ 3 นัด อุรุกวัยเป็นที่ 1 จึงคว้าแชมป์ไป
1954 ที่สวิตเซอร์แลนด์, เยอรมันตะวันตก VS ฮังการี 4 กรกฎาคม
เป็นนัดชิงอีกนัดหนึ่งซึ่งยิงประตูกันระเบิดเถิดเทิง เพียง 6 นาทีเท่านั้น เฟเร้นซ์ ปุสกัส ก็ยิงให้ฮังการีออกนำไปก่อน 1-0 อินทรีเหล็กยังตั้งตัวไม่ติด สองนาทีต่อมาเท่านั้นก็ถูก โซแทน ชีบอร์ ยิงเป็น 2-0 ดูเหมือนอินทรีเหล็กจะลำบากแล้ว แต่ในนาทีที่ 10 แม็กซิมิเลี่ยน มอร์ล็อค ก็ยิงให้เยอรมันตะวันตกตามมา 2-1 และไม่ต้องรอนาน 8 นาทีหลังจากนั้น เฮลมุท ราห์น ศูนย์หน้ารูปหล่อก็ยิงตีเสมอให้เยอรมันตะวันตกเป็น 2-2 ถึงตรงนี้เกมยันกันไปจนเข้าสู่ช่วงสิบนาทีสุดท้าย มีแนวโน้มว่าอาจจะมีการต่อเวลาพิเศษหลังจบ 90 นาที แต่แล้ว ราห์น คนเดิม กลับยิงประตูชัยได้ในนาทีที่ 84 "อินทรีเหล็ก" เริ่มนับหนึ่งกับการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกแล้ว!
1958 สวีเดน (เจ้าภาพ) VS บราซิล
ครั้งนี้เจ้าภาพเข้าชิงได้สำเร็จ แต่ต้องพบกระดูกขัดมันชิ้นโต "แซมบ้า" ซึ่งมี "ไข่มุกดำ เปเล่" เป็นตัวเก่ง แต่ขุนพลไวกิ้งก็ไม่เกรงกลัว แค่นาทีที่ 4 เท่านั้น เจ้าบ้านก็ยิงประตูขึ้นนำไปก่อนโดย นีล เอริก ไลด์โฮล์ม กองกลาง แต่พอถึงนาทีที่ 9 เอ็ดวัลโด้ จีซีนีโอ้ เนโต้ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "วาว่า" ตัวยิงคนแรกก็ยิงให้ทีมแซมบ้าตีเสมอเป็น 1-1 แล้วเขาก็ยิงลูกทีสองได้อีกในนาทีที่ 32 หมดครึ่งแรก บราซิลนำ 2-1
ถึงครึ่งหลัง นาทีที่ 55 ก็ได้ฤกษ์งามยามดีของ "เปเล่" ซัดประตูที่สามให้ทีมแซมบ้านำห่างเป็น 3-1 ตามด้วย ซากาโล่ อีกหนึ่งลูกในนาทีที่ 68 เป็น 4-1 เข้าไปแล้ว แต่ทีมไวกิ้งยังมีเถียง นาทีที่ 80 ตอเร่ คลาส แอ็กเน่ "ซีโมนสสัน" ยิงให้เจ้าบ้านไล่ตีตื้นมาเป็น 4-2 แต่เปเล่อย่างโหดซัดประตูตอกฝาโลงในนาทีที่ 90 พอดิบพอดี บราซิล เริ่มนับหนึ่งกับการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกแล้วเช่นกัน!
1962 ที่ประเทศชิลี, บราซิล VS เช็คโกสโลวาเกีย 17 มิถุนายน
เช็คโกสโลวาเกียคงจะเป็นม้ามืดในบอลโลกครั้งนี้ เมื่อได้เข้าชิง แต่พวกเขาต้องเจอกับแชมป์เก่า และออกสตาร์ทได้สวยเมื่อ โจเซฟ มาโซปุส มิดฟิลด์ซึ่งเป็นหนึ่งในสตาฟโคชด้วย ยิงให้เชคโกสโลวาเกียนำบราซิลไปก่อน 1-0 ในนาทีที่ 15 แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือการแหย่หนวดเสือชัดๆ เพราะหลังจากนั้นแค่สองนาที อามาริลโด้ ดาวยิงอีกคนของทีมแซมบ้าก็ยิงตีเสมอได้ทันควัน หมดครึ่งแรก ทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 ครึ่งหลังนาทีที่ 69 โฮเซ่ อิลี เดอ มิรันด้า ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม "ซีโต้" ก็ยิงลูกที่สองให้แชมป์เก่าแซงขึ้นนำเป็น 2-1 จากนั้นอีก 9 นาที "วาว่า" ก็ยิงปิดกล่องให้บราซิลชนะไป 3-1 ทำให้บราซิลป้องกันแชมป์ได้สำเร็จเป็นทีมที่สอง ต่อจากอิตาลีที่เคยทำได้ในปี 1938
1966 อังกฤษ (เจ้าภาพ) VS เยอรมันตะวันตก 30 กรกฎาคม
อีกครั้งหนึ่งที่เจ้าภาพเข้าชิงได้ และต้องพบกับทีม "อินทรีเหล็ก" เฮลมุท ฮัลเลอร์ ยิงให้เยอรมันตะวันตกนำก่อนในนาทีที่ 12 แต่ เจฟฟ์ เฮิร์ส ยิงให้อังกฤษเจ้าภาพตีเสมอได้ในนาทีที่ 18 และ มาร์ติน สแตนฟอร์ด ปีเตอร์ ยิงอีก 1 ลูกให้อังกฤษแซงนำ 2-1 ในนาทีที่ 78 เยอรมันตะะวันตกไม่ยอมแพ้ง่ายๆ นาทีที่ 89 โวลฟกัง เวเบอร์ ยิงตีเสมอเป็น 2-2 จบ 90 นาทีต้องต่อเวลาพิเศษไปอีก 30 นาที และเป็น เจฟฟ์ เฮิร์ส คนแรกที่ยิงสองลูกซ้อนๆให้เจ้าภาพแซงนำและชนะไป 4-2 โดย 1 ใน 2 ลูกนั้นเป็นประตูปริศนาที่ลูกเด้งชนคานบนแล้วตกลงบนเส้นประตูคาบเกี่ยวพื้นที่ข้างในแบบก้ำกึ่งว่าเข้าหรือไม่เข้า แต่ ก็อตฟรีต ดีนส์ กรรมการผู้ตัดสินตัดสินใจเป่าให้เป็นประตูหลังจากปรึกษากับผู้ช่วยผู้ตัดสินแล้ว จบเกม อังกฤษชนะ 4-2 ทำให้พวกเขาเป็นเจ้าภาพอีกหนึ่งรายที่คว้าแชมป์ได้ เป็นชาติที่ 3 ต่อจาก อุรุกวัย และอิตาลี
1970 ที่ประเทศเม็กซิโก, บราซิล VS อิตาลี 21 มิถุนายน, และเป็นครั้งสุดท้าย สั่งลาถ้วยรางวัล "จูลส์ ริเม่ห์"
ทีมแซมบ้ากลับมาสู่นัดชิงชนะเลิศอีกครั้ง และพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ "ขุนพลอัซซูรี่" อิตาลี ซึ่งพวกเขาซึ่งยังคงมี "เปเล่" เป็นตัวชูโรงก็ไม่หวั่นเลย นาทีที่ 18 "ไข่มุกดำ" ก็ยิงให้บราซิลออกนำไปก่อน 1-0 แต่ โรแบร์โต้ โรนินเซ็นญ่า กองหน้าของทีมอัซซูรี่ก็ยิงตีเสมอได้ในนาทีที่ 37 หมดเวลาครึ่งแรกเสมอกัน 1-1 มาถึงครึ่งหลังนาทีที่ 66 แฌร์สัน มิดฟิลด์ลูกครึ่งบราซิลโปรตุเกสซึ่งเลือกเล่นให้ทีมชติบราซิล ก็ยิงลูกที่สองให้บราซิลแซงนำอิตาลีไป 2-1 และอีกห้านาทีต่อมา แจร์จินโญ่ ก็หวดลูกที่สาม ตามด้วยลูกที่สี่ ปิดท้ายโดย คาร์ลอส อัลแบร์โต้ นาทีที่ 86 จบเกม บราซิลคว้าแชมป์เป็นสมัยที่สาม และถ้วยรางวัล "จูลส์ ริเม่ต์" ก็ใช้เป็นรางวัลชนะเลิศสำหรับฟุตบอลโลกในครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้าย
2. ยุค ถ้วย FIFA WORLDCUP
1974 เยอรมันตะวันตก (เจ้าภาพ) ฮอลแลนด์ 7 กรกฎาคม
ฟร้านซ์ เบ็คเค่นเบาร์ เป็นกัปตันทีม พาอินทรีเหล็กปะทะ "อัศวินสีส้ม" ฮอลแลนด์ โดยทีแรกโดนฮอลแลนด์ยิงนำไปก่อนเสียด้วยซ้ำจากลูกจุดโทษในนาทีที่ 2 เท่านั้นเอง โดยโยฮัน ยาคอปสัน นีสเค่นยิงเข้าไป แต่ในนาทีที่ 25 พอล ไบร์ทเนอร์ ก็ได้ลูกที่จุดโทษเหมือนกัน ยิงตีเสมอเป็น 1-1 และหลังจากนั้นไม่นาน นาทีที่ 43 ก่อนหมดเวลาครึ่งแรกแค่ 2 นาที "ไอ้ลูกระเบิด" แกรด มุลเลอร์ ก็ซัดตุงตาข่ายให้เยอรมันตะวันตกแซงเป็น 2-1 และชนะไปด้วยสกอร์นี้นี่เอง "ไกเซอร์" ฟร้านซ์ พาทีมขึ้นรับถ้วยใหม่ "ฟีฟ่าเวิร์ลคัพ" เป็นชาติแรกของโลก อย่างยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าภาพซึ่งคว้าแชมป์ได้เป็นชาติที่ 4 ต่อจากอังกฤษ อุรุกวัย และอิตาลี
1978 อาร์เจนติน่า (เจ้าภาพ) VS ฮอลแลนด์ 25 มิถุนายน
ขุนพลฟ้าขาว เมื่อได้เป็นเจ้าภาพ ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเจ้าภาพครั้งก่อน กรุยทางสู่รอบชิงสำเร็จ เจอกับฮอลแลนด์ มาริโอ เคมเปส ยิงให้เจ้าภาพนำก่อนในนาทีที่ 38 แต่ เดิร์ก ยาโคบุส นานนิงก้า ยิงตีเสมอให้ทีมกังหันสีส้มได้ในนาทีที่ 82 หมดเวลา 90 นาที ต้องต่อเวลาพิเศษ และเป็น มาริโอ เคมเปสคนเดิมยิงให้ทีมฟ้าขาวแซงนำเป็น 2-1 ในนาทีที่ 105 แล้ว ริคาร์โด้ แดเนียล แบร์โตนี่ ยิงฝังฮอลแลนด์เป็น 3-1 ในนาทีที่ 115 หมดเวลา 120 นาที ทีมฟ้าขาวเป็นแชมป์ และเป็นเจ้าภาพซึ่งคว้าแชมป์ได้เป็นชาติที่ 5 ต่อจากเยอรมันตะวันตก
1982 ที่ประเทศสเปน, อิตาลี VS เยอรมันตะวันตก 11 กรกฎาคม
"เปาโล รอสซี่" แจ้งเกิดในฟุตบอลโลกครั้งนี้อย่างสวยงาม เพราะได้เป็นดาวซัลโวด้วยหลังจากยิงประตูแรกในนาทีที่ 57 ให้ทีมอัซซูรี่ออกนำไปก่อน 1-0 มันเป็นประตูที่ 6 แซง 5 ประตูของ คาร์ล ไฮซ์ รุมเมนิเก้ ของเยอรมันตะวันตกไปทันทีกลายเป็นดาวซัลโวเดี่ยวๆ นาทีที่ 69 มาร์โก้ ตาร์เดลลี่ กองกลางตัวรับก็ยิงประตูที่สอง ส่งอิตาลีหนีห่างไปเป็น 2-0
(มีต่อครับ)