สวัสดีค่ะ
เราเป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อน ไม่ว่าเรื่องใดๆ เราเก่ง เรารู้ เราช่วยเพื่อนแก้ปัญหาได้เกือบทุกอย่าง (ยกเว้นให้ยืมเงิน)
ยิ่งแก้ ก็ยิ่งมีเพื่อนเอาเรื่องมาให้แก้
กลายเป็นเพื่อนเชื่อมั่น ...
กลายเป็นผู้นำของกลุ่ม ...
กลายเป็นประธานรุ่น บังคับให้ไปเลือกคนอื่นก็ไม่เอา จะให้เราเป็น
รวมการใช้ชีวิตที่ช่วยเหลือเพื่อนๆ อย่างนี้มาประมาณ 20 ปีพอดีเด๊ะ
ยิ่งมีเรื่องมาให้แก้ เราก็เหมือน...เมื่อเพื่อนมีเรื่องมาปรึกษา เราต้องมีคำตอบให้
ไอ้เรื่องที่เราไม่รู้ เราก็ต้องไปหาคำตอบมาจนได้
เรื่องแรงงานไม่ต้องห่วง เต็มที่ตลอด
คือถ้าเรายื่นมือช่วยใครแล้ว เราจะตามช่วยจนจบ
เรามีความสุข อิ่มใจ เมื่อเราสามารถแก้ปัญหาให้เพื่อนได้
ในกรณีที่แก้ไม่ได้จริงๆ เราจึงไม่เสียใจ เพราะถือว่าได้ทำเตํมที่แล้ว และเราต้องหัดวางอุเบกขา
เราไม่เคยได้สิ่งตอบแทนเป็นเงินจากเพื่อน แค่มิตรภาพดีๆ ต่อกัน
"เธอรู้ว่ายังมีฉันอยู่ตรงนี้เสมอ" อะไรทำนองนี้
แล้วตัวเราเองก็มักจะเจอปัญหาชีวิตที่หนักกว่าชาวบ้านเขา
คือ....ถ้าถามว่า ที่ผ่านมามีสิ่งใดตอบแทนในเชิงกฎแห่งกรรมไหม
ก็อาจตอบได้ว่า มี คือถ้าเราเจอวิกฤตชีวิตตัวเราเองจริงๆ เมื่อมันต่ำถึงขีดสุด ก็จะมีคนฉุดเราขึ้นมาทุกครั้ง
อารมณ์ประมาณจะล้มหัวกระแทกพื้น แต่กลายเป็นล้มลงบนฟูกแทน จึงไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก
เรากลายเป็นคนที่มี case study หนักสุด และมากสุดของเพื่อนเกือบตลอด หลากหลายเรื่องราว แต่เราก็ผ่านมาได้เสมอ
เราเลยเคยคิดว่า ฟ้าคงส่งปัญหามาให้เราแก้ แล้วเราจะได้รู้ทางแก้และได้เอาไว้ใช้ช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำคนอื่น
แต่ตอนนี้เรากำลังสงสัยว่า เราใช้ชีวิตถูกที่ถูกทางหรือเปล่า สิ่งที่เราทำ ถูกต้องหรือเปล่า
ที่ผ่านมา เรามองว่า เรามีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ เราช่วยเหลือเมื่อเขาตกทุกข์ได้ยาก แต่กลายเป็นปัญหาเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ยิ่งช่วงนี้ ....
- เพื่อนคนหนึ่ง (เพื่อนใหม่ เพิ่งคบมาประมาณสองปี) ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมชีวิตเรามีปัญหา วุ่นวาย และมีเรื่องให้ต้องแก้ตลอดเวลา เป็นเหมือนคนที่ดึงดูดแต่เรื่องราวร้ายๆ เข้ามา
-เพื่อนอีกคนหนึ่ง (คบมาประมาณหนึ่งปี) บอกว่า ปัญหาคือ เป็นที่ตัวเรามองทุกอย่างเป็นปัญหาเอง คนอื่นเขาไม่เห็นมีปัญหากัน แต่ก็จะมีคนเข้าข้างเราและแก้ต่างให้ ว่าคนพูดไม่ได้เจอกับตัว เค้าเคยเจอปัญหาเดียวกับเรา จากโจทย์คนเดียวกัน มันไม่ใช่ว่าเราประหลาด แต่เราซวยเบอร์ต้นๆ
-เพื่อนคนหนึ่งแนะนำเพื่อนอีกคนหนึ่งว่า อย่าไปอยู่ใกล้เรา เดี๋ยวเราจะพาซวยไปด้วย (ไม่ได้ซวยเพราะชวนกันไปผิดศีลข้อใด แต่ซวยเพราะเป็นคนดึงดูดพลังลบเข้ามา) ล่าสุดมีน้องคนสนิท เจอปัญหาคล้ายๆ เรา จากโจทย์คนละคนกัน น้องเขาถามเราด้วยความหวั่นไหวว่า ในเมื่อดาวมีกฎของแรงดึงดูด แล้วที่น้องต้องเจอปัญหาเหมือนพี่ เป็นเพราะน้องมาสนิทกับพี่หรือเปล่า
โอ๊ย..อยากจะร้องไห้
พอโดนไปสองสามดอก จึกๆๆ จึงเริ่มมองตัวเอง
ที่เราช่วยคนอื่นเนี่ย มันไม่ใช่เมตตาบารมีเหรอ
แล้วทำไม ยิ่งทำ ถึงมีเรื่องเข้ามาให้ยิ่งแก้
คำถามคือ
ตอนนี้ เราเหนื่อย เราหมดพลัง เราไม่อยากรับรู้เรื่องของใครแล้ว
เราควรหยุดเยียวยาพวกเขา แล้วดูแลจิตใจตัวเองแทนดีไหม
และเราเป็นคนดึงดูดเรื่องร้ายๆ เข้ามาจริงๆ หรือเปล่า
เราก็ตามอ่านเรื่องราวของคุณ ลช. นะ แล้วเราก็สงสัยเหมือนที่เราสงสัยตัวเองนี่แหละ
ว่าทำไมคุณ ถึงเจอผีตลอดๆ ละแวกบ้านคุณ ลช. ทำไมถึงมีผีเยอะนัก คุณ ลช. เป็นคนดึงดูดให้ผีมาให้เห็น เหมือนที่เราดึงดูดปัญหามาให้ตัวเองหรือเปล่า ... ขอโทษค่ะที่พาดพิง
ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ เชิงธรรมะ หรือเชิงเติมพลังให้ยิ่งดีค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ขอคำแนะนำเชิงธรรมะ ในการปรับทัศนคติ ตอนนี้พลังเหลือศูนย์
เราเป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อน ไม่ว่าเรื่องใดๆ เราเก่ง เรารู้ เราช่วยเพื่อนแก้ปัญหาได้เกือบทุกอย่าง (ยกเว้นให้ยืมเงิน)
ยิ่งแก้ ก็ยิ่งมีเพื่อนเอาเรื่องมาให้แก้
กลายเป็นเพื่อนเชื่อมั่น ...
กลายเป็นผู้นำของกลุ่ม ...
กลายเป็นประธานรุ่น บังคับให้ไปเลือกคนอื่นก็ไม่เอา จะให้เราเป็น
รวมการใช้ชีวิตที่ช่วยเหลือเพื่อนๆ อย่างนี้มาประมาณ 20 ปีพอดีเด๊ะ
ยิ่งมีเรื่องมาให้แก้ เราก็เหมือน...เมื่อเพื่อนมีเรื่องมาปรึกษา เราต้องมีคำตอบให้
ไอ้เรื่องที่เราไม่รู้ เราก็ต้องไปหาคำตอบมาจนได้
เรื่องแรงงานไม่ต้องห่วง เต็มที่ตลอด
คือถ้าเรายื่นมือช่วยใครแล้ว เราจะตามช่วยจนจบ
เรามีความสุข อิ่มใจ เมื่อเราสามารถแก้ปัญหาให้เพื่อนได้
ในกรณีที่แก้ไม่ได้จริงๆ เราจึงไม่เสียใจ เพราะถือว่าได้ทำเตํมที่แล้ว และเราต้องหัดวางอุเบกขา
เราไม่เคยได้สิ่งตอบแทนเป็นเงินจากเพื่อน แค่มิตรภาพดีๆ ต่อกัน
"เธอรู้ว่ายังมีฉันอยู่ตรงนี้เสมอ" อะไรทำนองนี้
แล้วตัวเราเองก็มักจะเจอปัญหาชีวิตที่หนักกว่าชาวบ้านเขา
คือ....ถ้าถามว่า ที่ผ่านมามีสิ่งใดตอบแทนในเชิงกฎแห่งกรรมไหม
ก็อาจตอบได้ว่า มี คือถ้าเราเจอวิกฤตชีวิตตัวเราเองจริงๆ เมื่อมันต่ำถึงขีดสุด ก็จะมีคนฉุดเราขึ้นมาทุกครั้ง
อารมณ์ประมาณจะล้มหัวกระแทกพื้น แต่กลายเป็นล้มลงบนฟูกแทน จึงไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก
เรากลายเป็นคนที่มี case study หนักสุด และมากสุดของเพื่อนเกือบตลอด หลากหลายเรื่องราว แต่เราก็ผ่านมาได้เสมอ
เราเลยเคยคิดว่า ฟ้าคงส่งปัญหามาให้เราแก้ แล้วเราจะได้รู้ทางแก้และได้เอาไว้ใช้ช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำคนอื่น
แต่ตอนนี้เรากำลังสงสัยว่า เราใช้ชีวิตถูกที่ถูกทางหรือเปล่า สิ่งที่เราทำ ถูกต้องหรือเปล่า
ที่ผ่านมา เรามองว่า เรามีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ เราช่วยเหลือเมื่อเขาตกทุกข์ได้ยาก แต่กลายเป็นปัญหาเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ยิ่งช่วงนี้ ....
- เพื่อนคนหนึ่ง (เพื่อนใหม่ เพิ่งคบมาประมาณสองปี) ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมชีวิตเรามีปัญหา วุ่นวาย และมีเรื่องให้ต้องแก้ตลอดเวลา เป็นเหมือนคนที่ดึงดูดแต่เรื่องราวร้ายๆ เข้ามา
-เพื่อนอีกคนหนึ่ง (คบมาประมาณหนึ่งปี) บอกว่า ปัญหาคือ เป็นที่ตัวเรามองทุกอย่างเป็นปัญหาเอง คนอื่นเขาไม่เห็นมีปัญหากัน แต่ก็จะมีคนเข้าข้างเราและแก้ต่างให้ ว่าคนพูดไม่ได้เจอกับตัว เค้าเคยเจอปัญหาเดียวกับเรา จากโจทย์คนเดียวกัน มันไม่ใช่ว่าเราประหลาด แต่เราซวยเบอร์ต้นๆ
-เพื่อนคนหนึ่งแนะนำเพื่อนอีกคนหนึ่งว่า อย่าไปอยู่ใกล้เรา เดี๋ยวเราจะพาซวยไปด้วย (ไม่ได้ซวยเพราะชวนกันไปผิดศีลข้อใด แต่ซวยเพราะเป็นคนดึงดูดพลังลบเข้ามา) ล่าสุดมีน้องคนสนิท เจอปัญหาคล้ายๆ เรา จากโจทย์คนละคนกัน น้องเขาถามเราด้วยความหวั่นไหวว่า ในเมื่อดาวมีกฎของแรงดึงดูด แล้วที่น้องต้องเจอปัญหาเหมือนพี่ เป็นเพราะน้องมาสนิทกับพี่หรือเปล่า
โอ๊ย..อยากจะร้องไห้
พอโดนไปสองสามดอก จึกๆๆ จึงเริ่มมองตัวเอง
ที่เราช่วยคนอื่นเนี่ย มันไม่ใช่เมตตาบารมีเหรอ
แล้วทำไม ยิ่งทำ ถึงมีเรื่องเข้ามาให้ยิ่งแก้
คำถามคือ
ตอนนี้ เราเหนื่อย เราหมดพลัง เราไม่อยากรับรู้เรื่องของใครแล้ว
เราควรหยุดเยียวยาพวกเขา แล้วดูแลจิตใจตัวเองแทนดีไหม
และเราเป็นคนดึงดูดเรื่องร้ายๆ เข้ามาจริงๆ หรือเปล่า
เราก็ตามอ่านเรื่องราวของคุณ ลช. นะ แล้วเราก็สงสัยเหมือนที่เราสงสัยตัวเองนี่แหละ
ว่าทำไมคุณ ถึงเจอผีตลอดๆ ละแวกบ้านคุณ ลช. ทำไมถึงมีผีเยอะนัก คุณ ลช. เป็นคนดึงดูดให้ผีมาให้เห็น เหมือนที่เราดึงดูดปัญหามาให้ตัวเองหรือเปล่า ... ขอโทษค่ะที่พาดพิง
ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ เชิงธรรมะ หรือเชิงเติมพลังให้ยิ่งดีค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ