สวัสดีค่ะ เมื่อประมาณเกือบ 2 ปีที่แล้ว (30 กันยายน 2559)
แม่ของ จขกท. ป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรค (Tuberculous meningitis)
โดยเริ่มแรกแม่เข้าโรงพยาบาลเนื่องจากอาการปวดศีรษะรุนแรง
กินข้าวแล้วมือตก ปากเกร็งกระตุก พูดจาสับสน มีไข้
ตอนแรก จขกท. คิดว่าอาการของแม่คล้าย Stroke Fast Tract
แต่หมอสั่ง CT แล้วพบว่าปกติ ไม่มีเลือดออกในสมอง
จึงวินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อ โดยให้ยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือด
เมื่อให้ยาครบกำหนดอาการแม่ไม่ดีขึ้น กลับแย่ลง กินอาหารไม่ได้ ปวดหัวและมีไข้ตลอดเวลา
หมอจึงเจาะน้ำไขสันหลังไปตรวจ ประกอบกับแม่เกิดอาการชัก จึงได้ CT ซ้ำอีกครั้ง
เลยวินิจฉัยโรคพบและให้ยาที่ตรงกับอาการได้
โดยคุณหมอเจ้าของไข้ได้ให้หมอที่เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทมาดูแล
เบื้องต้นหมอท่านนี้ได้สั่งยารักษาวัณโรคสูตรมาตรฐานให้แม่
ช่วง 2 อาทิตย์แรกที่แม่ได้รับยา แม่นอนไม่รู้สึกตัว
เนื่องจากมีอาการสมองบวมจากการติดเชื้อ
จนได้รับการผ่าตัดนำน้ำที่คั่งอยู่ในสมองออก
แม่ก็เริ่มรู้เรื่องและพูดคุยได้ และบอกกับ จขกท. ว่าแม่มองอะไรไม่เห็นเลย
จขกท. จึงรีบแจ้งพยาบาลให้รายงานหมอว่าตาแม่มองไม่เห็น
เพราะกลัวว่าจะเกิดจากการแพ้ยา (ช่วงนั้นมียาตัวหนึ่งที่กินแล้วทำให้ปัสสาวะเป็นสีส้มเข้ม)
ต่อมาพยาบาลได้บอกกับ จขกท. ว่าแจ้งหมอให้แล้ว
หมอบอกว่าแม่มีอาการของต้อกระจกอยู่ก่อน น่าจะเกิดจากสาเหตุนั้น
แต่ถ้าญาติไม่สบายใจ จะหยุดยา ไม่รักษาก็ได้
หลังจากนั้นก็มีคุณหมอท่านใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อเข้ามาดูแลแม่ต่อ
จขกท. จึงแจ้งพยาบาลให้ขออนุญาตหมอพาแม่ไปตรวจตาเพิ่ม
โชคดีที่เจอหมอแผนกตาด้านประสาทตาโดยตรง หมอเลยสั่ง CT ซ้ำ
เพราะตอนนั้นแม่พูดสับสน ตอบคำถามหมอไม่ถูกเรื่องการมองเห็น
เมื่อได้ผล CT หมอตาจึงสั่งหยุดยา Ethambutol ทันที หมอบอกว่าที่ตามีปัญหาเกิดจากยาตัวนี้
แต่โชคร้ายที่หลังจากตรวจแม่ หมอก็ย้ายโรงพยาบาลไปอยู่ที่อื่น (รพ. มีหมอเชี่ยวชาญด้านนี้ แค่ 1 ท่าน)
(สรุปแม่ได้รับยา Ethambutol ประมาณ 2 เดือน)
คุณหมอคนปัจจุบันที่ดูแลแม่จึงปรับยาให้แม่ใหม่
โดยเปลี่ยนสูตรยาจากที่ใช้รักษาครั้งแรกและเจาะเลือดตรวจค่าตับ ไต ทุก 3 วัน
คุณหมอแจ้งว่าเนื่องจากปรับสูตรยาให้เหมาะสมกับแม่ ยาอ่อนลง แม่ต้องกินยานานหน่อย ประมาณ 1.5 ปี
พอเริ่มหยุดยา Ethambutol แม่บอกว่าเริ่มเห็นภาพสว่างขึ้นจากเดิมจะเห็นแต่ภาพมืดๆ
แต่ก็ยังโฟกัสชัดๆ ไม่ได้ เวลามองใคร จะใช้ฟังจากเสียงช่วย
หลังจากรักษาในโรงพยาบาล 6 เดือน หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้
โดยหมอปรึกษาแผนกตา ให้แม่มาตรวจตาเป็นระยะ
ซึ่งทุกครั้งที่มาตรวจ หมอตาจะบอกกับแม่ว่าไม่เป็นไร รอให้กินยาให้ครบเสียก่อน ค่อยดูว่าจะทำอะไรต่อ
ล่าสุด เมื่อกินแม่กินยาครบและไปตรวจ หมอแจ้งว่าตาข้างขวาของแม่เสียแล้ว ทำอะไรไม่ได้
เหตุการณ์นี้ทำให้ จขกท. ต้องมาทบทวนเรื่องการรักษา และจากการหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการแพ้ยาในผู้ป่วยวัณโรค
ทำให้พบ Protocol การรักษาของ รพ. ศิริราช ซึ่งหมอที่รักษาแม่ ไม่ได้ทำตามแนวทางนั้น











ในกรณีนี้ จขกท. จึงอยากทราบว่า แนวทางการใช้ยาสำหรับคนไข้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกโรงพยาบาลหรือไม่
และหมอต้องสอบถามประวัติผู้ป่วยก่อนการสั่งยาหรือไม่ เพราะหมอไม่เคยถามว่าแม่มีโรคประจำตัวอะไรไหม
และถ้ายาตัวนี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยต้อกระจก ทำไมหมอถึงยังสั่งยาตัวนี้ให้แม่ของ จขกท. ทั้งที่มียาสูตรอื่นในการรักษา
(ตอนสอบถามเรื่องแม่มองไม่เห็น หมอยังบอกว่าแม่เป็นต้อกระจกอยู่แล้ว แสดงว่าหมอก็ต้องทราบข้อมูลของคนไข้มาก่อนใช่ไหม)
ซึ่งพอทราบว่าตาเสียไปข้างหนึ่ง แม่ของ จขกท. ก็บอกว่าเป็นเวรกรรมของแม่เอง
จขกท. จึงอยากทราบว่ากรณีแบบนี้ถือเป็นโชคร้ายของคนไข้เอง หรือเกิดจากความบกพร่องทางการรักษากันแน่
ขอบคุณข้อมูลประกอบ PPT อาการไม่พึงประสงค์จากยาที่มีผลต่อดวงตา
ของ ภญ. วิมล อนันต์สกุลวัฒน์ โรงพยาบาลศิริราช
คนไข้แพ้ยาทำให้ตาเสีย ถือเป็นโชคร้าย หรือความบกพร่องทางการรักษา?
แม่ของ จขกท. ป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรค (Tuberculous meningitis)
โดยเริ่มแรกแม่เข้าโรงพยาบาลเนื่องจากอาการปวดศีรษะรุนแรง
กินข้าวแล้วมือตก ปากเกร็งกระตุก พูดจาสับสน มีไข้
ตอนแรก จขกท. คิดว่าอาการของแม่คล้าย Stroke Fast Tract
แต่หมอสั่ง CT แล้วพบว่าปกติ ไม่มีเลือดออกในสมอง
จึงวินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อ โดยให้ยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือด
เมื่อให้ยาครบกำหนดอาการแม่ไม่ดีขึ้น กลับแย่ลง กินอาหารไม่ได้ ปวดหัวและมีไข้ตลอดเวลา
หมอจึงเจาะน้ำไขสันหลังไปตรวจ ประกอบกับแม่เกิดอาการชัก จึงได้ CT ซ้ำอีกครั้ง
เลยวินิจฉัยโรคพบและให้ยาที่ตรงกับอาการได้
โดยคุณหมอเจ้าของไข้ได้ให้หมอที่เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทมาดูแล
เบื้องต้นหมอท่านนี้ได้สั่งยารักษาวัณโรคสูตรมาตรฐานให้แม่
ช่วง 2 อาทิตย์แรกที่แม่ได้รับยา แม่นอนไม่รู้สึกตัว
เนื่องจากมีอาการสมองบวมจากการติดเชื้อ
จนได้รับการผ่าตัดนำน้ำที่คั่งอยู่ในสมองออก
แม่ก็เริ่มรู้เรื่องและพูดคุยได้ และบอกกับ จขกท. ว่าแม่มองอะไรไม่เห็นเลย
จขกท. จึงรีบแจ้งพยาบาลให้รายงานหมอว่าตาแม่มองไม่เห็น
เพราะกลัวว่าจะเกิดจากการแพ้ยา (ช่วงนั้นมียาตัวหนึ่งที่กินแล้วทำให้ปัสสาวะเป็นสีส้มเข้ม)
ต่อมาพยาบาลได้บอกกับ จขกท. ว่าแจ้งหมอให้แล้ว
หมอบอกว่าแม่มีอาการของต้อกระจกอยู่ก่อน น่าจะเกิดจากสาเหตุนั้น
แต่ถ้าญาติไม่สบายใจ จะหยุดยา ไม่รักษาก็ได้
หลังจากนั้นก็มีคุณหมอท่านใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อเข้ามาดูแลแม่ต่อ
จขกท. จึงแจ้งพยาบาลให้ขออนุญาตหมอพาแม่ไปตรวจตาเพิ่ม
โชคดีที่เจอหมอแผนกตาด้านประสาทตาโดยตรง หมอเลยสั่ง CT ซ้ำ
เพราะตอนนั้นแม่พูดสับสน ตอบคำถามหมอไม่ถูกเรื่องการมองเห็น
เมื่อได้ผล CT หมอตาจึงสั่งหยุดยา Ethambutol ทันที หมอบอกว่าที่ตามีปัญหาเกิดจากยาตัวนี้
แต่โชคร้ายที่หลังจากตรวจแม่ หมอก็ย้ายโรงพยาบาลไปอยู่ที่อื่น (รพ. มีหมอเชี่ยวชาญด้านนี้ แค่ 1 ท่าน)
(สรุปแม่ได้รับยา Ethambutol ประมาณ 2 เดือน)
คุณหมอคนปัจจุบันที่ดูแลแม่จึงปรับยาให้แม่ใหม่
โดยเปลี่ยนสูตรยาจากที่ใช้รักษาครั้งแรกและเจาะเลือดตรวจค่าตับ ไต ทุก 3 วัน
คุณหมอแจ้งว่าเนื่องจากปรับสูตรยาให้เหมาะสมกับแม่ ยาอ่อนลง แม่ต้องกินยานานหน่อย ประมาณ 1.5 ปี
พอเริ่มหยุดยา Ethambutol แม่บอกว่าเริ่มเห็นภาพสว่างขึ้นจากเดิมจะเห็นแต่ภาพมืดๆ
แต่ก็ยังโฟกัสชัดๆ ไม่ได้ เวลามองใคร จะใช้ฟังจากเสียงช่วย
หลังจากรักษาในโรงพยาบาล 6 เดือน หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้
โดยหมอปรึกษาแผนกตา ให้แม่มาตรวจตาเป็นระยะ
ซึ่งทุกครั้งที่มาตรวจ หมอตาจะบอกกับแม่ว่าไม่เป็นไร รอให้กินยาให้ครบเสียก่อน ค่อยดูว่าจะทำอะไรต่อ
ล่าสุด เมื่อกินแม่กินยาครบและไปตรวจ หมอแจ้งว่าตาข้างขวาของแม่เสียแล้ว ทำอะไรไม่ได้
เหตุการณ์นี้ทำให้ จขกท. ต้องมาทบทวนเรื่องการรักษา และจากการหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการแพ้ยาในผู้ป่วยวัณโรค
ทำให้พบ Protocol การรักษาของ รพ. ศิริราช ซึ่งหมอที่รักษาแม่ ไม่ได้ทำตามแนวทางนั้น
ในกรณีนี้ จขกท. จึงอยากทราบว่า แนวทางการใช้ยาสำหรับคนไข้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกโรงพยาบาลหรือไม่
และหมอต้องสอบถามประวัติผู้ป่วยก่อนการสั่งยาหรือไม่ เพราะหมอไม่เคยถามว่าแม่มีโรคประจำตัวอะไรไหม
และถ้ายาตัวนี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยต้อกระจก ทำไมหมอถึงยังสั่งยาตัวนี้ให้แม่ของ จขกท. ทั้งที่มียาสูตรอื่นในการรักษา
(ตอนสอบถามเรื่องแม่มองไม่เห็น หมอยังบอกว่าแม่เป็นต้อกระจกอยู่แล้ว แสดงว่าหมอก็ต้องทราบข้อมูลของคนไข้มาก่อนใช่ไหม)
ซึ่งพอทราบว่าตาเสียไปข้างหนึ่ง แม่ของ จขกท. ก็บอกว่าเป็นเวรกรรมของแม่เอง
จขกท. จึงอยากทราบว่ากรณีแบบนี้ถือเป็นโชคร้ายของคนไข้เอง หรือเกิดจากความบกพร่องทางการรักษากันแน่
ขอบคุณข้อมูลประกอบ PPT อาการไม่พึงประสงค์จากยาที่มีผลต่อดวงตา
ของ ภญ. วิมล อนันต์สกุลวัฒน์ โรงพยาบาลศิริราช