http://www.share2trade.com/index.php?route=content/content&path=9&content_id=2907
ราคาหุ้นล่าสุดของบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) JKN ที่กลับมาบวกยืนเหนือ 10.00 บาทครั้งใหม่ ยืนยันความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อยุทธศาสตร์บริษัท และ ตัว"น้องแอนน์"หรือ "นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ที่เพิ่งรับนั่งควบ 2 ตำแหน่ง ทั้งซีอีโอ และกรรมการผู้จัดการ ไปหมาดๆ
จุดที่ยืนยันว่ายุทธศาสตร์ "จัดจำหน่ายคอนเทนท์บันเทิงข้ามชาติ" มาถูกทาง ได้แก่การเซ็นสัญญาล่าสุดที่ตอกย้ำถึงความสามารถในการต่อยอดจาก "จัดจำหน่ายขาเข้า" มาเป็น"จัดจำหน่ายขาออก"ด้วย
เท่ากับว่าจากนี้ไป JKN สามารถจัดจำหน่ายข้ามชาติทั้งขาเข้าและขาออกได้ ซึ่งหมายรวมถึงโอกาสในการเพิ่มรายได้ที่จะก้าวกระโดดขึ้นไปอีก
ยุทธศาสตร์ที่เปิดช่องทำรายได้เกินขีดจำกัดเดิมเช่นนี้ มาพร้อมกับจังหวะที่สื่อโทรทัศน์ท้องถิ่นในชาติต่าง เรียกร้องต้องการคอนเทนท์สำเร็จรูปเพื่อเพื่อการแข่งขัน และลดต้นทุนการผลิตรายการลงอย่างเข้มข้น
ที่ผ่านมา นับแต่แต่งตัวระดมทุนจากตลาดปลายปีก่อน JKN ทำผลประกอบการโดดเด่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะไตรมาสแรกปีนี้
ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปีนี้ที่ผ่านมา JKN ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถผลักดันการเติบโตได้ดีทั้งในแง่ของการทำกำไรสุทธิ ที่ทำได้ถึง 70.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.37% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ติดอันดับเป็น 1 ใน 3 ของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในกลุ่มธุรกิจบริการ ที่ทำตัวเลขกำไรสุทธิมีอัตราการเติบโตสูงสุด ขณะที่รายได้รวมทำได้ 345.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.63% เทียบกับงวดของปีที่ผ่านมา
กำไรที่โดดเด่น สวนทางกับราคาหุ้นที่โรยตัวซึมยาวลงมาใต้ 10.00 บาทนานนับเดือนไม่ได้สะท้อนถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง เหตุผลเพราะนักวิเคราะห์และนักลงทุนบางรายมีความกังวลต่อคุณภาพของลูกหนี้ที่อ่อนแอลง หลังบริษัทมีจำนวนลูกหนี้ค้างชำระนาน 6-12 เดือนเพิ่มขึ้นจากเพียง 30 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2560 เป็น 218 ล้านบาทในช่วงไตรมาสแรก อาจมีความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเกิดขึ้นในช่วง ไตรมาสสองที่จะถึง ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินได้ทันภายในเดือน มิ.ย. นี้ (ตามมาตรฐานบัญชีหนี้ค้างชำระเกิน 9 เดือนจะต้องมีการตั้งสำรอง 50% ของมูลค่าหนี้)
ความกังวลดังกล่าว มีเหตุผลรองรับพอสมควร เพราะหากแบ่งแยกลูกหนี้ระยะยาวของ JKN จะพบว่า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการดิจิตอลทีวีรายใหญ่ 2 ราย มูลหนี้รวม 110 ล้านบาท
2) กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นคู่ค้าดำเนินธุรกิจกันนานร่วม 10 ปี มี 2 ราย มูลหนี้รวมกัน 108 ล้านบาท
เรื่องหนี้ดังกล่าว ทาง "น้องแอนน์" ในฐานะผู้บริหารที่มีประสบการณ์รับมือเรื่องนี้มาโชกโชน ยังคงมั่นใจและคาดจะได้รับชำระคืนหนี้ทั้งหมดทันตามกำหนด เนื่องจากส่วนใหญ่มีแผนการชำระเงินร่วมกันไว้แล้ว และที่ผ่านมาลูกหนี้ทั้ง 2 กลุ่มแม้มีการชำระคืนช้าแต่ก็มีประวัติการชำระเงินต่อเนื่อง
คำรับรองจากผู้บริหารทำให้เกิดมุมมองใหม่ขึ้นมาว่า ความเสี่ยงของ JKN ในการตั้งสำรองปีนี้ ค่อนข้างจำกัด
เมื่อความกังวลคลายลง ข่าวดีก็โผล่มาทันที การเซ็นสัญญาล่าสุดระหว่างJKN กับ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน)หรือ BEC ที่ได้บรรลุข้อตกลงในการให้ JKN เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายคอนเทนท์ละครของช่อง 3 ทุกเรื่องในต่างประเทศ โดยเตรียมส่งละครยอดฮิต(ในประเทศ)ถึง 70 เรื่องเพื่อเบิกนำร่องจัดจำหน่ายในครั้งแรก
ละครโทรทัศน์ที่ออนแอร์จนราคาตกในประเทศ อย่าง เช่น สามีตีตรา, ทรายสีเพลิง,รอยฝันตะวันเดือด, ลมซ่อนรัก, สองหัวใจนี้เพื่อเธอ, กำไลมาศ, เพลิงนารี และนาคี เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นละครที่มีความโด่งดังและเป็นกระแสนิยมจนถึงปัจจุบัน จะได้เวลาหาช่องทางผ่านเครือขายของ JKN ใประเทศต่างๆ โดยมีความเชื่อว่าละครในล็อตแรกจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมในต่างประเทศได้ ภายใต้ตรรกะง่ายๆว่า อะไรที่คนไทยชอบ ต่างชาติควรชอบด้วย
ในกรณีนี้ ทั้ง JKN และ BEC ตั้งเป้าร่วมกันว่า น่าจะมีรายได้ประมาณหลัก 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่ง BEC จะรับรู้รายได้เข้ามาเป็นหลัก และบางส่วนจะเป็นของ JKNในฐานะตัวแทนท่กินหัวคิวจากช่องทางที่เปิดให้
เงื่อนไขที่ BEC มอบให้ JKN เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายลิขสิทธิ์ละคร ครอบคลุมทุกประเทศในโลก ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่คอนเทนท์ของช่อง 3 ยังไม่เคยจำหน่าย (ยกเว้นประเทศจีน ฮ่องกง มาเก๊า กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา ซึ่งเป็นตลาดที่ช่อง 3 ได้มีตลาดละคร ออกอากาศอยู่แล้ว) ถือเป็นวิน-วินเกม
สำหรับ JKN ในฐานะผู้นำธุรกิจการนำคอนเทนท์ต่างประเทศมาสู่เมืองไทย จะพลิกบทบาทแรก ในการนำคอนเทนท์คุณภาพของไทยสู่ต่างประเทศนำละครชอ่ง 3 เปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งหากก้าวแรกบรรลุเป้าหมายแม้เพียงครึ่งเดียว ก้าวต่อไปในการนำคอนเทนท์บันเทิงโทรทัศน์ไทยๆไปขยายตลาดต่างประเทศกับที่อื่นๆ จะตามมาอย่างเลี่ยงไม่พ้น
ด้านนายจักรพงษ์ หรือ น้องแอนน์ กล่าวว่า "บริษัทฯมองเห็นโอกาสขยายเข้าไปในประเทศอาเซียนอื่นๆ รวมทั้งไต้หวัน แต่ก็ยังมองไปอีกหลายประเทศ อย่างเช่นประเทศในแถบลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง คาดว่าจะเริ่มนำละครดังกล่าวออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ทันที และน่าจะทำให้บริษัทฯ สามารถบันทึกรายได้จากการส่งออกคอนเทนต์เข้ามาในไตรมาสสามปีนี้ เป็นต้นไป"
จากนั้นในปีที่สอง JKN ก็มองว่าน่าจะมีดีมานด์เกิดขึ้นแล้ว ฉะนั้นการแข่งขันด้านราคาก็น่าจะตามมา
การรุกแนวใหม่นี้ ทำให้ JKN ยังคงเป้าหมายรายได้ในปีนี้จะเติบโต 20-25% จากปีก่อนที่ทำได้ 1.15 พันล้านบาท เป็นไปตามการเติบโตของธุรกิจทีวีดิจิทัล ที่ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการส่งออกคอนเทนท์ โดยในปีนี้รายได้จากต่างประเทศจะเติบโต 15% จากปีก่อนที่อยู่ที่ 120 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทฯ วางงบลงทุนคอนเทนท์ในปีนี้ไว้ที่ 800 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้ใช้ไปแล้วจำนวน 300 ล้านบาท ซึ่งที่เหลือจะใช้ซื้อคอนเทนท์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นซีรีย์จากประเทศอินเดีย, สาระคดี, การ์ตูน เป็นต้น
มาแรงอย่างนี้ คำแนะนำให้ซื้อที่เหนือระดับ 13.50 บาท ดูจะต่ำเกินไป ในยามที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไม่สมเหตุสมผล และค่าพี/อีแค่ 23 เท่า
///////////////////
ขอบคุณบทความจาก
www.facebook.com/Share2Trade/
JKN ขาขึ้นยุดสื่อโทรทัศน์รีดไขมัน : โดย อีหล่าน้อย เว็บ Share2Trade
ราคาหุ้นล่าสุดของบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) JKN ที่กลับมาบวกยืนเหนือ 10.00 บาทครั้งใหม่ ยืนยันความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อยุทธศาสตร์บริษัท และ ตัว"น้องแอนน์"หรือ "นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ที่เพิ่งรับนั่งควบ 2 ตำแหน่ง ทั้งซีอีโอ และกรรมการผู้จัดการ ไปหมาดๆ
จุดที่ยืนยันว่ายุทธศาสตร์ "จัดจำหน่ายคอนเทนท์บันเทิงข้ามชาติ" มาถูกทาง ได้แก่การเซ็นสัญญาล่าสุดที่ตอกย้ำถึงความสามารถในการต่อยอดจาก "จัดจำหน่ายขาเข้า" มาเป็น"จัดจำหน่ายขาออก"ด้วย
เท่ากับว่าจากนี้ไป JKN สามารถจัดจำหน่ายข้ามชาติทั้งขาเข้าและขาออกได้ ซึ่งหมายรวมถึงโอกาสในการเพิ่มรายได้ที่จะก้าวกระโดดขึ้นไปอีก
ยุทธศาสตร์ที่เปิดช่องทำรายได้เกินขีดจำกัดเดิมเช่นนี้ มาพร้อมกับจังหวะที่สื่อโทรทัศน์ท้องถิ่นในชาติต่าง เรียกร้องต้องการคอนเทนท์สำเร็จรูปเพื่อเพื่อการแข่งขัน และลดต้นทุนการผลิตรายการลงอย่างเข้มข้น
ที่ผ่านมา นับแต่แต่งตัวระดมทุนจากตลาดปลายปีก่อน JKN ทำผลประกอบการโดดเด่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะไตรมาสแรกปีนี้
ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปีนี้ที่ผ่านมา JKN ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถผลักดันการเติบโตได้ดีทั้งในแง่ของการทำกำไรสุทธิ ที่ทำได้ถึง 70.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.37% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ติดอันดับเป็น 1 ใน 3 ของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในกลุ่มธุรกิจบริการ ที่ทำตัวเลขกำไรสุทธิมีอัตราการเติบโตสูงสุด ขณะที่รายได้รวมทำได้ 345.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.63% เทียบกับงวดของปีที่ผ่านมา
กำไรที่โดดเด่น สวนทางกับราคาหุ้นที่โรยตัวซึมยาวลงมาใต้ 10.00 บาทนานนับเดือนไม่ได้สะท้อนถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง เหตุผลเพราะนักวิเคราะห์และนักลงทุนบางรายมีความกังวลต่อคุณภาพของลูกหนี้ที่อ่อนแอลง หลังบริษัทมีจำนวนลูกหนี้ค้างชำระนาน 6-12 เดือนเพิ่มขึ้นจากเพียง 30 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2560 เป็น 218 ล้านบาทในช่วงไตรมาสแรก อาจมีความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเกิดขึ้นในช่วง ไตรมาสสองที่จะถึง ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินได้ทันภายในเดือน มิ.ย. นี้ (ตามมาตรฐานบัญชีหนี้ค้างชำระเกิน 9 เดือนจะต้องมีการตั้งสำรอง 50% ของมูลค่าหนี้)
ความกังวลดังกล่าว มีเหตุผลรองรับพอสมควร เพราะหากแบ่งแยกลูกหนี้ระยะยาวของ JKN จะพบว่า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการดิจิตอลทีวีรายใหญ่ 2 ราย มูลหนี้รวม 110 ล้านบาท
2) กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นคู่ค้าดำเนินธุรกิจกันนานร่วม 10 ปี มี 2 ราย มูลหนี้รวมกัน 108 ล้านบาท
เรื่องหนี้ดังกล่าว ทาง "น้องแอนน์" ในฐานะผู้บริหารที่มีประสบการณ์รับมือเรื่องนี้มาโชกโชน ยังคงมั่นใจและคาดจะได้รับชำระคืนหนี้ทั้งหมดทันตามกำหนด เนื่องจากส่วนใหญ่มีแผนการชำระเงินร่วมกันไว้แล้ว และที่ผ่านมาลูกหนี้ทั้ง 2 กลุ่มแม้มีการชำระคืนช้าแต่ก็มีประวัติการชำระเงินต่อเนื่อง
คำรับรองจากผู้บริหารทำให้เกิดมุมมองใหม่ขึ้นมาว่า ความเสี่ยงของ JKN ในการตั้งสำรองปีนี้ ค่อนข้างจำกัด
เมื่อความกังวลคลายลง ข่าวดีก็โผล่มาทันที การเซ็นสัญญาล่าสุดระหว่างJKN กับ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน)หรือ BEC ที่ได้บรรลุข้อตกลงในการให้ JKN เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายคอนเทนท์ละครของช่อง 3 ทุกเรื่องในต่างประเทศ โดยเตรียมส่งละครยอดฮิต(ในประเทศ)ถึง 70 เรื่องเพื่อเบิกนำร่องจัดจำหน่ายในครั้งแรก
ละครโทรทัศน์ที่ออนแอร์จนราคาตกในประเทศ อย่าง เช่น สามีตีตรา, ทรายสีเพลิง,รอยฝันตะวันเดือด, ลมซ่อนรัก, สองหัวใจนี้เพื่อเธอ, กำไลมาศ, เพลิงนารี และนาคี เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นละครที่มีความโด่งดังและเป็นกระแสนิยมจนถึงปัจจุบัน จะได้เวลาหาช่องทางผ่านเครือขายของ JKN ใประเทศต่างๆ โดยมีความเชื่อว่าละครในล็อตแรกจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมในต่างประเทศได้ ภายใต้ตรรกะง่ายๆว่า อะไรที่คนไทยชอบ ต่างชาติควรชอบด้วย
ในกรณีนี้ ทั้ง JKN และ BEC ตั้งเป้าร่วมกันว่า น่าจะมีรายได้ประมาณหลัก 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่ง BEC จะรับรู้รายได้เข้ามาเป็นหลัก และบางส่วนจะเป็นของ JKNในฐานะตัวแทนท่กินหัวคิวจากช่องทางที่เปิดให้
เงื่อนไขที่ BEC มอบให้ JKN เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายลิขสิทธิ์ละคร ครอบคลุมทุกประเทศในโลก ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่คอนเทนท์ของช่อง 3 ยังไม่เคยจำหน่าย (ยกเว้นประเทศจีน ฮ่องกง มาเก๊า กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา ซึ่งเป็นตลาดที่ช่อง 3 ได้มีตลาดละคร ออกอากาศอยู่แล้ว) ถือเป็นวิน-วินเกม
สำหรับ JKN ในฐานะผู้นำธุรกิจการนำคอนเทนท์ต่างประเทศมาสู่เมืองไทย จะพลิกบทบาทแรก ในการนำคอนเทนท์คุณภาพของไทยสู่ต่างประเทศนำละครชอ่ง 3 เปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งหากก้าวแรกบรรลุเป้าหมายแม้เพียงครึ่งเดียว ก้าวต่อไปในการนำคอนเทนท์บันเทิงโทรทัศน์ไทยๆไปขยายตลาดต่างประเทศกับที่อื่นๆ จะตามมาอย่างเลี่ยงไม่พ้น
ด้านนายจักรพงษ์ หรือ น้องแอนน์ กล่าวว่า "บริษัทฯมองเห็นโอกาสขยายเข้าไปในประเทศอาเซียนอื่นๆ รวมทั้งไต้หวัน แต่ก็ยังมองไปอีกหลายประเทศ อย่างเช่นประเทศในแถบลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง คาดว่าจะเริ่มนำละครดังกล่าวออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ทันที และน่าจะทำให้บริษัทฯ สามารถบันทึกรายได้จากการส่งออกคอนเทนต์เข้ามาในไตรมาสสามปีนี้ เป็นต้นไป"
จากนั้นในปีที่สอง JKN ก็มองว่าน่าจะมีดีมานด์เกิดขึ้นแล้ว ฉะนั้นการแข่งขันด้านราคาก็น่าจะตามมา
การรุกแนวใหม่นี้ ทำให้ JKN ยังคงเป้าหมายรายได้ในปีนี้จะเติบโต 20-25% จากปีก่อนที่ทำได้ 1.15 พันล้านบาท เป็นไปตามการเติบโตของธุรกิจทีวีดิจิทัล ที่ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการส่งออกคอนเทนท์ โดยในปีนี้รายได้จากต่างประเทศจะเติบโต 15% จากปีก่อนที่อยู่ที่ 120 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทฯ วางงบลงทุนคอนเทนท์ในปีนี้ไว้ที่ 800 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้ใช้ไปแล้วจำนวน 300 ล้านบาท ซึ่งที่เหลือจะใช้ซื้อคอนเทนท์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นซีรีย์จากประเทศอินเดีย, สาระคดี, การ์ตูน เป็นต้น
มาแรงอย่างนี้ คำแนะนำให้ซื้อที่เหนือระดับ 13.50 บาท ดูจะต่ำเกินไป ในยามที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไม่สมเหตุสมผล และค่าพี/อีแค่ 23 เท่า
///////////////////
ขอบคุณบทความจาก www.facebook.com/Share2Trade/