
จากที่ได้เกริ่นเรื่องภาษี สำหรับอาชีพค้าขายออนไลน์ในกระทู้ “รู้ไว้ก่อนเสียภาษี! ค้าขายของออนไลน์” Link
https://pantip.com/topic/37722772 กฎหมายกำหนดไว้ว่า ผู้มีรายได้จำเป็นต้องแสดงเงินได้ เพื่อนำมาคำนวณภาษีในแต่ละปี แต่ก็ใช่ว่าผู้เสียภาษีอย่างเราๆ จำเป็นต้องชำระทั้งหมด เพราะจริงๆ แล้วเราสามารถลดหย่อนภาษีที่เกิดขึ้นได้ และไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายด้วยนะเออ
วันนี้
K-Expert จึงอยากจะมาแนะนำ พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ ถึงตัวช่วยสุดฮิตที่คนส่วนใหญ่มักเลือกใช้ในการลดหย่อนภาษีในแต่ละปี เป็นทางเลือกให้เพื่อนๆ ได้ใช้ประหยัดภาษีกัน
การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี
ตัวช่วยที่ 1 กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF ) หากเราเลือกลงทุนในกองทุนดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ แต่เพื่อนๆ ต้องเข้าใจก่อนว่า การลงทุนกองทุน LTF นั้น เป็นการลงทุนตามชื่อเลยครับ คือจะมีนโยบายที่เน้นลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของการลงทุนทั้งหมด จึงถือเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยง โดยจุดหลักที่สำคัญคือ
- สามารถลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และสูงสุดที่ 500,000 บาท เช่น หากเรามีรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 1,000,000 บาทเราจะสามารถลงทุนในกองทุน LTF ได้ไม่เกิน 150,000 บาทนั่นเอง ไม่ใช่ 5 แสนบาทนะครับ
- หากเลือกลงทุนแล้วต้องถือลงทุนไม่ต่ำกว่า 7 ปีปฏิทิน เช่น เราเลือกลงทุนปีนี้ 2561 เราจะขายได้ตั้งแต่วันทำการแรกของปี 2567 นั่นเอง และจะขายได้เฉพาะกองทุนที่ซื้อในปีดังกล่าวเท่านั้น
- ไม่จำเป็นต้องลงทุนทุกปี ปีไหนอยากลดหย่อนภาษี ก็เลือกลงทุนในปีนั้นนั่นเอง และแต่ละปีก็ไม่ต้องซื้อยอดเท่ากันก็ได้นะครับ
ตัวช่วยที่ 2 กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็เป็นกองทุนอีกประเภทที่เราสามารถนำเงินที่เราลงทุนไปนั้นมาลดหย่อนภาษีได้ โดยกองทุนประเภทนี้จะเน้นให้เราเก็บเงินเพื่อการเกษียณในระยะยาว จึงมีทางเลือกให้เราลงทุนมากมายตั้งแต่ระดับที่มีความเสี่ยงต่ำ จนถึงระดับที่มีความเสี่ยงสูง โดยจุดหลักสำคัญคือ
- เราจะสามารถลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี แต่จะต่างกับกองทุน LTF ตรงที่ยอดเงินที่ซื้อได้สูงสุดนั้น ต้องนำยอดเงินที่ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ มารวมกันด้วยโดยที่เมื่อรวมกันนั้นต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- หากเลือกลงทุนแล้วจะต้องลงทุนต่อเนื่องจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนอย่างต่ำ 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่ซื้อวันแรก โดยไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกิน 1 ปีติดต่อกัน ยกเว้นกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต
สร้างความคุ้มครองเพื่อลดหย่อนภาษี
ตัวช่วยที่ 3 ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ประกันชีวิตเป็นตัวช่วยสำคัญในการบรรเทาความเสี่ยง หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับตัวเรา และคนในครอบครัว หรือบางประเภทประกันชีวิตก็มีเงินคืนให้ระหว่างทาง ซึ่งค่อนข้างมีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของผู้ทำประกัน โดยจุดสำคัญคือ
- สามารถนำค่าเบี้ยมาลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายตามจริง โดยไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
- มูลค่าของเงินคืนระหว่างสัญญาต้องไม่สูงเกินกว่า 20% ของค่าเบี้ยประกันที่ได้จ่ายไป เช่น ค่าเบี้ยประกัน 10,000 บาท ในปีเดียวกันต้องได้รับเงินคืนไม่เกินกว่า 2,000 บาท
ตัวช่วยที่ 4 ประกันสุขภาพของตนเอง การซื้อประกันสุขภาพ นอกจากจะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลแทนตัวเราแล้ว เงินที่จ่ายไปในส่วนนี้ยังสามารถจะนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย จุดสำคัญของประกันสุขภาพที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้คือ
- เราสามารถนำเบี้ยของประกันสุขภาพตามที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับสิทธิ ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท เช่นปีนี้หากเราใช้สิทธิประกันชีวิตไปแล้ว 100,000 บาท เราจะไม่สามารถนำสิทธิประกันสุขภาพของตนเองมาลดหย่อนได้อีก
ทั้งนี้ตัวเลือกในการที่จะช่วยให้ พ่อค้า-แม่ค้า ลดหย่อนภาษีนั้นยังมีอีกหลากหลายทางเลือก เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่
http://www.rd.go.th/publish/59674.0.html ได้เลย
ตัวช่วยประหยัดภาษี! สำหรับพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์
จากที่ได้เกริ่นเรื่องภาษี สำหรับอาชีพค้าขายออนไลน์ในกระทู้ “รู้ไว้ก่อนเสียภาษี! ค้าขายของออนไลน์” Link https://pantip.com/topic/37722772 กฎหมายกำหนดไว้ว่า ผู้มีรายได้จำเป็นต้องแสดงเงินได้ เพื่อนำมาคำนวณภาษีในแต่ละปี แต่ก็ใช่ว่าผู้เสียภาษีอย่างเราๆ จำเป็นต้องชำระทั้งหมด เพราะจริงๆ แล้วเราสามารถลดหย่อนภาษีที่เกิดขึ้นได้ และไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายด้วยนะเออ
วันนี้ K-Expert จึงอยากจะมาแนะนำ พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ ถึงตัวช่วยสุดฮิตที่คนส่วนใหญ่มักเลือกใช้ในการลดหย่อนภาษีในแต่ละปี เป็นทางเลือกให้เพื่อนๆ ได้ใช้ประหยัดภาษีกัน
การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี
ตัวช่วยที่ 1 กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF ) หากเราเลือกลงทุนในกองทุนดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ แต่เพื่อนๆ ต้องเข้าใจก่อนว่า การลงทุนกองทุน LTF นั้น เป็นการลงทุนตามชื่อเลยครับ คือจะมีนโยบายที่เน้นลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของการลงทุนทั้งหมด จึงถือเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยง โดยจุดหลักที่สำคัญคือ
- สามารถลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และสูงสุดที่ 500,000 บาท เช่น หากเรามีรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 1,000,000 บาทเราจะสามารถลงทุนในกองทุน LTF ได้ไม่เกิน 150,000 บาทนั่นเอง ไม่ใช่ 5 แสนบาทนะครับ
- หากเลือกลงทุนแล้วต้องถือลงทุนไม่ต่ำกว่า 7 ปีปฏิทิน เช่น เราเลือกลงทุนปีนี้ 2561 เราจะขายได้ตั้งแต่วันทำการแรกของปี 2567 นั่นเอง และจะขายได้เฉพาะกองทุนที่ซื้อในปีดังกล่าวเท่านั้น
- ไม่จำเป็นต้องลงทุนทุกปี ปีไหนอยากลดหย่อนภาษี ก็เลือกลงทุนในปีนั้นนั่นเอง และแต่ละปีก็ไม่ต้องซื้อยอดเท่ากันก็ได้นะครับ
ตัวช่วยที่ 2 กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็เป็นกองทุนอีกประเภทที่เราสามารถนำเงินที่เราลงทุนไปนั้นมาลดหย่อนภาษีได้ โดยกองทุนประเภทนี้จะเน้นให้เราเก็บเงินเพื่อการเกษียณในระยะยาว จึงมีทางเลือกให้เราลงทุนมากมายตั้งแต่ระดับที่มีความเสี่ยงต่ำ จนถึงระดับที่มีความเสี่ยงสูง โดยจุดหลักสำคัญคือ
- เราจะสามารถลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี แต่จะต่างกับกองทุน LTF ตรงที่ยอดเงินที่ซื้อได้สูงสุดนั้น ต้องนำยอดเงินที่ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ มารวมกันด้วยโดยที่เมื่อรวมกันนั้นต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- หากเลือกลงทุนแล้วจะต้องลงทุนต่อเนื่องจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนอย่างต่ำ 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่ซื้อวันแรก โดยไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกิน 1 ปีติดต่อกัน ยกเว้นกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต
สร้างความคุ้มครองเพื่อลดหย่อนภาษี
ตัวช่วยที่ 3 ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ประกันชีวิตเป็นตัวช่วยสำคัญในการบรรเทาความเสี่ยง หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับตัวเรา และคนในครอบครัว หรือบางประเภทประกันชีวิตก็มีเงินคืนให้ระหว่างทาง ซึ่งค่อนข้างมีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของผู้ทำประกัน โดยจุดสำคัญคือ
- สามารถนำค่าเบี้ยมาลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายตามจริง โดยไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
- มูลค่าของเงินคืนระหว่างสัญญาต้องไม่สูงเกินกว่า 20% ของค่าเบี้ยประกันที่ได้จ่ายไป เช่น ค่าเบี้ยประกัน 10,000 บาท ในปีเดียวกันต้องได้รับเงินคืนไม่เกินกว่า 2,000 บาท
ตัวช่วยที่ 4 ประกันสุขภาพของตนเอง การซื้อประกันสุขภาพ นอกจากจะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลแทนตัวเราแล้ว เงินที่จ่ายไปในส่วนนี้ยังสามารถจะนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย จุดสำคัญของประกันสุขภาพที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้คือ
- เราสามารถนำเบี้ยของประกันสุขภาพตามที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับสิทธิ ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท เช่นปีนี้หากเราใช้สิทธิประกันชีวิตไปแล้ว 100,000 บาท เราจะไม่สามารถนำสิทธิประกันสุขภาพของตนเองมาลดหย่อนได้อีก
ทั้งนี้ตัวเลือกในการที่จะช่วยให้ พ่อค้า-แม่ค้า ลดหย่อนภาษีนั้นยังมีอีกหลากหลายทางเลือก เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่ http://www.rd.go.th/publish/59674.0.html ได้เลย