สวัสดีครับเพื่อนๆชาวพันทิป ปกติแล้วผมไม่ค่อยนิยมเล่ารายละเอียดชีวิตให้ใครฟัง แต่มักจะเข้ามาอ่านชีวิตของคนอื่นที่มีปัญหาในชีวิตที่หลากหลาย และคอมเม้นต่างๆ คราวนี้ผมจึงคิดว่าเป็นทีของผมบ้างที่จะแบ่งปันประสบการณ์ครั้งนี้ให้คนอื่นฟังบ้าง จุดประสงค์ของผมในครั้งนี้เพื่อที่จะระบายเรื่องราวต่างๆภายในใจ ซึ่งหวังว่าจะทำให้เรื่องราวนี้ได้ออกไปจากใจผมบ้างเผื่อว่าจะทำให้ผมทำใจได้เร็วขึ้นอีกวันก็ยังดี ถึงแม้ว่าเรื่องในครั้งนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่า จะต้องใช้เวลาซักกี่เดือนหรือกี่ปีก็ตามถึงจะลืมมันได้
ต้องขอเกริ่นก่อนนะครับ ผมก็เป็นผู้ชายธรรมดาคนนึง มีพ่อ แม่ มีพี่อีก 3 คน ช่วงเวลาก่อนผมเกิด พ่อกับแม่ผมก็ตั้งใจที่จะมีลูกกันแค่ 3คน ในเวลานั้นพี่สาวคนกลางของผมก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หลังจากที่เสียลูกคนกลางไป ทำให้พ่อกับแม่ผมให้กำเนิดผมขึ้นมาอีกคนเป็นคนสุดท้องครับ แม่มักพูดกับผมเสมอว่าถ้าพี่สาวไม่เสีย ผมคงไม่มีทางได้เกิดหรอก ในตอนเด็กๆผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรหรอกครับ แต่พอมานั่งคิดดู พอรวมกับชีวิตวัยเด็กของผมแล้ว ผมยอมรับเลยว่าผมเป็นเด็กขาดความอบอุ่นคนนึงครับ ในช่วง ป.1-ป.2 ผมต้องเข้าไปอยู่โรงเรียนประจำแล้วครับ เนื่องจากพ่อแม่ผมทำงานค่อนข้างหนักครับ เลยไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกๆ ต่อมาช่วง ป.3-ป.6 ผมได้ย้ายไปโรงเรียนวัดแถวบ้านในช่วงเวลานั้นพ่อผมต้องอยู่เฝ้าโรงงานตลอด ทำให้พ่อไม่ได้อยู่ที่บ้านด้วยกัน ซึ่งทำให้ผมไม่ได้เจอกับพ่อต่อจากนั้นอีกหลายปี ส่วนแม่ผมก็ต้องออกไปทำงานแต่เช้าทุกวัน แม่ผมเป็นเพียงแค่แม่ค้าคนนึงที่เรียนจบแค่ ป.7 กว่าแม่จะกลับบ้านก็หลัง 4ทุ่มซึ่งผมในเวลานั้นก็หลับไปแล้ว เวลาตื่นเช้ามาก็จะมีแบงค์ 20 2ใบ วางอยู่บนโต๊ะไว้ให้ผมนั่งรถสองแถวไปโรงเรียนเองตั้งแต่ ป.3 จะข้าวเช้าหรือข้าวเที่ยวก็ต้องหากินเอง ส่วนข้าวเย็นผมมักจะไปพึ่งบ้านเพื่อนๆในหมู่บ้าน ยังดีที่สมัยเด็กๆผมยังน่าเอ็นดู ทำให้เวลาผมไปกินข้าวเย็นที่บ้านคนอื่น คนอื่นก็มักจะยินดีต้อนรับผมครับ ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ ผมอยู่ที่บ้านของเพื่อนๆใครซักคนในหมู่บ้านนี่แหละครับ ใช่ครับแม้ว่าชีวิตของผมบางคนอาจจะมองว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมายแต่เรื่องพวกนี้สำหรับเด็กบางคนก็ทำให้เกิดความรู้สึกภายในใจได้นะครับ เพราะความอบอุ่นจากพ่อแม่ตัวเองกับความอบอุ่นจากพ่อแม่คนอื่น ความรู้สึกของเด็กคนนึงมันต่างกันมากนะครับ ในสมัยนั้นเพื่อนๆของผมมักมีของเล่นชิ้นใหม่เสมอ ต่างกับผมที่ไม่มีอะไรเลย มีแค่จักรยานคันเดียวที่เอาไว้ปั่นในหมู่บ้าน จะเกมส์หรือของเล่นผมก็ไม่เคยมีของตัวเองเลยครับ ต้องขอเพื่อนเล่นหลังจากที่มันเล่นเบื่อแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเศร้าอะไรนะครับ เพราะผมก็เข้าใจพ่อแม่ของผมดี ส่วนพี่อีก 2คนต่างก็อยู่โรงเรียนประจำครับ ทำให้ผมเหมือนอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด จนผมขึ้น ม.3 แม่ให้ผมย้ายไปโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ทำให้ภายหลังเวลาคนรู้จักผมมักจะคิดว่าที่บ้านมีฐานะเพราะจบจากโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ แต่ความจริงคือแม่ผมค่อนข้างสู้ชีวิตมากครับ ถึงทำให้ผมเข้ามาเรียนที่นี่ได้ จึงทำให้ผมต้องย้ายมาอาศัยอยู่กับญาติครับ เพราะว่าอยู่ใกล้โรงเรียน ในช่วง ม.1-ม.3 ผมมักมีปัญหากับเจ้าของบ้านครับเพราะแกเป็นคนจู้จี้มาก จนทำให้ผมเกิดคำถามเกี่ยวกับครอบครัวมากมายครับ จนมีความคิดที่ว่าถ้าผมเป็นพ่อคน ผมจะต้องทำทุกอย่างให้ดีกว่าพ่อผม จะไม่มีทางปล่อยลูกให้ไปอาศัยคนอื่นอยู่ เป็นต้นนะครับ ผมเชื่อว่ามีหลายคนก็มีความคิดแบบนี้นะครับ ต่อมาช่วงปลายๆม.3 พี่ชายคนกลางของผมก็ได้ประสบอุบัติเหติเสียชีวิต ในวันนั้นผมได้รู้จักกับคำว่าสูญเสียอย่างแท้จริง ทำให้สถานการณ์ต่างๆของครอบครัวผมเปลี่ยนไป ทุกคน พ่อ แม่ พี่สาวคนโต ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหรือจะเรียกว่าครั้งแรกก็ได้ ที่ได้อยู่กับครอบครัวแบบได้อยู่ด้วยกันจริงๆ หลังจากนั้นก็ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวในช่วงม.ปลาย เป็นช่วงเวลาที่ดี ทุกคนพยายามใช้เวลาของตัวเองเพื่อครอบครัวๆนี้ ในช่วงนั้นผมก็มีชีวิตแบบเด็กวัยรุ่นทั่วไป ได้ลองคบหาผู้หญิงอยู่หลายคน แต่ส่วนมากจะคบกันได้ไม่นานอาจจะเพราะเรายังเด็กกันด้วยครับ จนผมเรียนจบม.ปลาย และได้เข้าเรียนที่มหาลัยรัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง เนื้อเรื่องหลักกำลังจะเริ่มขึ้นนะครับ หลังจากที่เกริ่นมานาน
ในช่วงที่พึ่งเข้ามหาลัย ผมก็ต้องย้ายออกจากบ้านมาอาศัยบ้านญาติอีกคนครับ ช่วงนั้นการใช้ชีวิตมันก็เหมือนใช้ชีวิตไปวันๆ หาความสุขให้ตัวเองบ้างเล็กๆน้อยๆ จนวันที่ผมรู้ว่าที่บ้านผมมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายมาตลอด มันก็ทำให้ผมมีมุมมองต่อชีวิตนี้เปลี่ยนไป ผมหันมาทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ในบางวันผมเหลือเงิน 20 บาท แต่ผมก็ไม่อยากจะที่รบกวนแม่ ก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ แม้จะลำบากบ้างแต่ผมก็ไม่เคยโทษใครนะครับ แต่กลับเริ่มรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากขึ้น ที่ผมก็สามารถพอที่จะดูแลตัวเองได้ ในช่วงปี 1 ผมได้พบกับผู้หญิงคนนึงที่เรียนอยู่รุ่นเดียวกัน ตอนที่ผมเจอเค้าครั้งแรก ผมรู้สึกได้เลยว่าคนๆนี้มีอะไรบางอย่างที่ผมตามหามาตลอด ในตอนนั้นเหมือนมีกามเทพมาแผลงศรเลยครับ ทำให้ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดมาพิชิตใจเธอ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเราทั้งคู่ครับ ในช่วงปีแรกที่เราคุยกัน ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เราทั้งคู่ต่างยอมรับให้อีกคนเดินเข้ามาในชีวิต เราก็พยายามกันได้ดีครับ แต่ต่อมาเราเริ่มมีเรื่องทะเลากันครับ ซึ่งประเด็นแรกนี้ผมผิดเองครับ คือทั้งตัวผมและกลุ่มเพื่อน ที่บางคนก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเหมือนกัน ทำให้กลุ่มเพื่อนผมค่อนข้างที่จะกลมเกลียว เวลาเราสังสรรค์ก็ค่อนข้างที่จะสุดอยู่เหมือนกัน แต่เราไม่ค่อยชอบสังสรรค์ด้วยเหล้ากับเบียร์ครับ มักสังสรรค์ด้วยสมุนไพร นั่นจึงทำให้เกิดประเด็นแรกขึ้นมา เพราะเค้าก็รับไม่ได้หรอกครับ เค้าคนนี้นั้นเกิดในครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ค่อยมีปัญหาชีวิตซักเท่าไหร่ เป็นคนที่ค่อนข้างมีแรงขับในชีวิตค่อนข้างมาก เนื่องจากพ่อของเค้าไม่ค่อยเห็นด้วยกับสายที่เค้านั้นได้เลือกเรียนแต่ก็ไม่ได้ถึงกับบังคับ เค้าจึงตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องลบคำดูหมิ่นของพ่อเค้าเอง ทำให้เค้าคนนี้นั้นก็เป็นผู้หญิงที่ขยัน ตั้งใจทำงาน มีระเบียบค่อนข้างมาก ส่วนฐานะที่บ้านก็ถือว่าค่อนข้างดี เอาจริงๆก็ค่อนข้างต่างกับผมมาก เค้าก็รับไม่ค่อยได้ในเรื่องนี้จึงคิดว่าจะเลิกคุยกัน แต่อาจจะด้วยลูกตื้อของผม หรืออาจจะเพราะผมเองก็เป็นคนนึงที่ขยันและตั้งใจทำงานด้วย รวมกับคำสัญญาที่ว่าผมจะไม่ทำในสิ่งที่เค้าไม่ชอบอีก ทำให้ความสัมพันธ์ของเราสองคนยังเดินหน้าต่อ หลังจากนั้นไม่นานเราก็ได้ตกลงที่จะคบหากันอย่างจริงจัง ในช่วง 3-4ปีที่เราคบกันนั้นทุกๆอย่างดีมาก เราให้กำลังใจกันตลอด แบ่งเวลาให้กันได้ดี เราทั้งคู่ต่างพยายามให้ความรักซึ่งกันและกัน เราทะเลาะกันน้อยมาก ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ผมติดเกมส์อยู่พักนึง แต่ก็ไม่ได้กระทบกับความสัมพันธ์ของเราเท่าไหร่ แต่ทว่า คำสัญญาที่ผมเคยให้กับเค้าไว้ ผมกับทำมันไม่ได้ แม้จะมีบางช่วงที่ผมหักห้ามใจได้ แต่ก็มีบางช่วงที่ผมหักห้ามใจตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ผมจึงขอสรุปว่าผมทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ไม่ได้ มันจึงยังเป็นประเด็นหลักที่ทำให้เราทะเลาะกันอยู่เรื่อยๆ ผลที่ตามมาคือผมเริ่มโกหกเค้าเวลาที่ผมอยู่กับเพื่อนเพราะผมรู้สึกไม่อยากทำลายความรู้สึกเค้า แต่หารู้ไม่ว่าการโกหกนี่แหละตัวทำลายความรู้สึกของเค้ายิ่งกว่าอะไรดี แต่อาจจะด้วยโทษของผมมันยังไม่ถึงกับ ผมไปมีคนอื่น หรือในตอนนั้นเราทั้งคู่ต่างก็รู้สึกดีจริงๆที่มีกันและกันอยู่ ทำให้เค้ายังยอมอยู่กับผมต่อ ผมก็ต้องยอมรับว่าเค้าก็อดทนกับผมมาพอสมควร บางเดือนผมไม่มีเงินเลย หรือบางช่วงผมก็มีออกนอกลู่นอกทางบ้างส่วนใหญ่จะเล่นเกมส์ บางทีผมว่ามันเป็นเรื่องของช่วงอายุที่ผมก็ 20ต้นๆบางครั้งก็ตัดสินใจทำอะไรโดยยังไม่ได้คิดให้ดี แต่ด้วยที่เราทั้งคู่ต่างพยายามเพื่อกันและกันอยู่ จึงทำให้ช่วงเวลาที่เราเรียนในมหาลัย 4-5ปีนั้นมีความสุขกันมากจริงๆ ส่วนตัวผมในช่วงเวลานั้นผมรู้สึกว่าผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เค้าเข้ามาเติมเต็มชีวิตของผม จนผมรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมาตลอดในช่วงเวลาหลายปี ทั้งความอบอุ่นที่ผมรู่สึกขาดมาตลอด เค้าก็ได้เข้ามาทำให้ผมไม่รู้สึกขาดอีกต่อไป จนเราสองคนเรียนจบและได้เริ่มทำงาน เราทั้งคู่ทำงานกันคนละสาย ผมทำงานประจำที่ออฟฟิตเล็กๆใกล้ๆบ้าน บางเวลาผมมักจะรับงานนอกมาทำตอนนอกเวลางานประจำด้วยครับ ส่วนเค้าก็รับงานอิสระซึ่งส่วนใหญ่เค้าก็จะทำงานที่บ้าน แม้ว่าจะมีกรอบในเรื่องของเวลาที่ไม่ตรงกันเท่าไหร่ แต่เราทั้งคู่ก็ยังพยายามกันได้ดีนะครับ แม้ว่าในเวลาต่อมามีประเด็นที่สองที่ทะเลาะเกิดขึ้นก็คือ ผมนำเงินเก็บทั้งหมดของผมให้กับที่บ้านครับเนื่องจากที่บ้านเดือดร้อน แม้ว่าเงินจำนวนนั้นจะไม่ใช่น้อยๆ แต่สำหรับผมพวกท่านก็คือพ่อกับแม่ผมครับ ซึ่งถ้าเราช่วยเหลือได้ก็ควรช่วย แต่ผมกับต้องมาทะเลาะกับเค้าด้วยเรื่องนี้ ทั้งๆที่ผมกำลังทำดีแท้ๆ ทำไมต้องมาทะเลาะกันด้วย แต่ต่อมาผมก็เข้าใจเค้านะครับ หลังๆมาผมก็ให้ที่บ้านส่วนนึง อีกส่วนนึงผมเก็บไว้ลงทุนต่อหรืออะไรก็ว่าไป เราทั้งคู่ต่างก็ทำงานกันไปได้ซักพักนึง เค้าก็ตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ 1ปี ในตอนนั้นผมรู้สึกต่ำต้อยมากเลยครับเป็นแค่พนักงานเงินเดือนตัวเล็กๆคนนึง ความรู้สึกของผมคือ เค้ากำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ผมกับรู้สึกว่าผมยังไม่ได้ไปไหนเลย ทั้งๆที่ผมเองก็เป็นผู้ชาย แต่ยังต้องลำบากอีกมาก ผมจึงตัดสินใจบอกเลิกเค้าไปครับ เพราะผมรู้ว่าเวลา 1ปีของเค้าที่อยู่ที่นู่นเค้าอาจจะได้เจอคนดีๆคนที่มีอนาคตมากกว่าผม ในตอนนั้นผมก็ไม่ได้ต้องการแบบนี้หรอกครับ แต่ผมก็รู้ตัวเองดีว่าผมมีอะไรบ้างและไม่มีอะไรบ้าง เพราะว่าทุกๆอย่างมันจะส่งผลถึงอนาคตของเค้าครับ อนาคตที่เค้าเคยพูดถึงตลอดเวลาที่เราคบกัน ไม่ว่าจะเรื่องลูก เรื่องบ้าน เรื่องครอบครัว ในตอนนั้นสำหรับผมที่พึ่งทำงานได้ไม่นาน ผมยังไม่มีอะไรเลยครับ มันจึงทำให้ความคิดในบางเรื่องของเราสองคนไม่ค่อยตรงกันซักเท่าไหร่ เพราะผมก็คิดเพียงแค่ทำทุกอย่างเท่าที่มีให้ดี และยังไม่อยากฝันไปไกลด้วยครับ แต่เค้าก็บอกว่าเค้ารักผมแม้ว่าเราต้องอยู่ไกล ถ้าผมยังรักเค้าอยู่ ให้ลองพยายามกันดูก่อน ซึ่งแน่นอนครับผมรักเค้ามาก เราจึงยังคบกันต่อไป จนเค้าไปเรียนต่อครับ ในช่วงนั้นผมบังเอิญได้รับงานใหญ่มางานนึงเป็นงานนอกครับ ซึ่งจะทำให้ผมมีเงินไปหาเค้าที่นู่นได้ในระหว่างปี มันคงเป็นฝันที่สวยงามมากแน่ๆ แต่งานนี้จะเอาเวลาว่างที่เหลือของผมไป หรือก็คือทุกวันหลังจากเลิกงาน 6โมงผมก็ต้องรีบกลับมาที่บ้านมาปั่นงานชิ้นนี้ต่อในทุกๆวันจนกว่าจะเสร็จ ในช่วง 5-6เดือนแรกทุกอย่างก็ยังดีอยู่ครับ เราทั้งคู่ยังให้กำลังใจกันอยู่เรื่อยๆ แม้ทั้งคู่ต่างคนต่างก็เหงากันมากแต่ก็ยังพยายามกันได้ดีครับ ถึงแม้จะยังมีเรื่องทะเลาะกันบ้างในประเด็นที่สอง ที่ผมมักแอบนำเงินเป็นก้อนเล็กๆส่งให้กับที่บ้านครับ งานนอกงานใหญ่ที่ผมรับมาสาหัสกว่าที่คิดครับ 8เดือนผ่านไปก็ยังไม่เสร็จ ผิดพลาดมากครับงานนี้ รับงานมาไม่แพง ซึ่งถ้าจะไปจ้างคนอื่นต่อก็แทบไม่ได้อะไรเลยครับ ทำให้แผนที่จะไปหาเค้าที่นู่นก็ได้ถูกยกเลิกไป มันทรมานมากครับพูดเลย แต่ละวันผมนอนวันละ3-4ชม. มาหลายเดือนมากๆ ทั้งเหนื่อย ทั้งคิดถึงเค้า อยากเจอ อยากกอดให้รู้สึกได้พักได้หายเหนื่อยซักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่คิดครับ ส่วนมือก็ยังทำงานต่อไป ในช่วง 3เดือนสุดท้ายก่อนที่เค้าจะกลับ ผมไม่สามารถให้พลังงานบวกกับเค้าได้เลย ผมเริ่มละเลยเค้า เริ่มไร้อารมณ์กับเค้า เริ่มไม่ให้กำลังใจเค้าอย่างที่ควรจะให้ แต่ถ้าคุณลองนึกภาพเป็นผมนะครับ พลังงานตอนนั้นแค่ยังนั่งทำงานอยู่ได้ก็เก่งมากแล้วครับ แล้วผมไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ไปอีกกี่คืน งานประจำที่ทำก็ต้องไม่เสีย งานนอกก็ต้องรับผิดชอบ ในช่วงนั้นบรรยากาศเวลาคุยกัน มันคือการนั่งเงียบใส่กันต่างคนต่างทำงาน จริงๆแล้วผมก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเลยครับแต่ในช่วงนั้นผมก็ต้องการพลังและกำลังใจเหมือนกัน
คุณเคยถูกทำร้ายจากความไว้ใจและความหวังดีมั้ยครับ
ต้องขอเกริ่นก่อนนะครับ ผมก็เป็นผู้ชายธรรมดาคนนึง มีพ่อ แม่ มีพี่อีก 3 คน ช่วงเวลาก่อนผมเกิด พ่อกับแม่ผมก็ตั้งใจที่จะมีลูกกันแค่ 3คน ในเวลานั้นพี่สาวคนกลางของผมก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หลังจากที่เสียลูกคนกลางไป ทำให้พ่อกับแม่ผมให้กำเนิดผมขึ้นมาอีกคนเป็นคนสุดท้องครับ แม่มักพูดกับผมเสมอว่าถ้าพี่สาวไม่เสีย ผมคงไม่มีทางได้เกิดหรอก ในตอนเด็กๆผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรหรอกครับ แต่พอมานั่งคิดดู พอรวมกับชีวิตวัยเด็กของผมแล้ว ผมยอมรับเลยว่าผมเป็นเด็กขาดความอบอุ่นคนนึงครับ ในช่วง ป.1-ป.2 ผมต้องเข้าไปอยู่โรงเรียนประจำแล้วครับ เนื่องจากพ่อแม่ผมทำงานค่อนข้างหนักครับ เลยไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกๆ ต่อมาช่วง ป.3-ป.6 ผมได้ย้ายไปโรงเรียนวัดแถวบ้านในช่วงเวลานั้นพ่อผมต้องอยู่เฝ้าโรงงานตลอด ทำให้พ่อไม่ได้อยู่ที่บ้านด้วยกัน ซึ่งทำให้ผมไม่ได้เจอกับพ่อต่อจากนั้นอีกหลายปี ส่วนแม่ผมก็ต้องออกไปทำงานแต่เช้าทุกวัน แม่ผมเป็นเพียงแค่แม่ค้าคนนึงที่เรียนจบแค่ ป.7 กว่าแม่จะกลับบ้านก็หลัง 4ทุ่มซึ่งผมในเวลานั้นก็หลับไปแล้ว เวลาตื่นเช้ามาก็จะมีแบงค์ 20 2ใบ วางอยู่บนโต๊ะไว้ให้ผมนั่งรถสองแถวไปโรงเรียนเองตั้งแต่ ป.3 จะข้าวเช้าหรือข้าวเที่ยวก็ต้องหากินเอง ส่วนข้าวเย็นผมมักจะไปพึ่งบ้านเพื่อนๆในหมู่บ้าน ยังดีที่สมัยเด็กๆผมยังน่าเอ็นดู ทำให้เวลาผมไปกินข้าวเย็นที่บ้านคนอื่น คนอื่นก็มักจะยินดีต้อนรับผมครับ ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ ผมอยู่ที่บ้านของเพื่อนๆใครซักคนในหมู่บ้านนี่แหละครับ ใช่ครับแม้ว่าชีวิตของผมบางคนอาจจะมองว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมายแต่เรื่องพวกนี้สำหรับเด็กบางคนก็ทำให้เกิดความรู้สึกภายในใจได้นะครับ เพราะความอบอุ่นจากพ่อแม่ตัวเองกับความอบอุ่นจากพ่อแม่คนอื่น ความรู้สึกของเด็กคนนึงมันต่างกันมากนะครับ ในสมัยนั้นเพื่อนๆของผมมักมีของเล่นชิ้นใหม่เสมอ ต่างกับผมที่ไม่มีอะไรเลย มีแค่จักรยานคันเดียวที่เอาไว้ปั่นในหมู่บ้าน จะเกมส์หรือของเล่นผมก็ไม่เคยมีของตัวเองเลยครับ ต้องขอเพื่อนเล่นหลังจากที่มันเล่นเบื่อแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเศร้าอะไรนะครับ เพราะผมก็เข้าใจพ่อแม่ของผมดี ส่วนพี่อีก 2คนต่างก็อยู่โรงเรียนประจำครับ ทำให้ผมเหมือนอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด จนผมขึ้น ม.3 แม่ให้ผมย้ายไปโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ทำให้ภายหลังเวลาคนรู้จักผมมักจะคิดว่าที่บ้านมีฐานะเพราะจบจากโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ แต่ความจริงคือแม่ผมค่อนข้างสู้ชีวิตมากครับ ถึงทำให้ผมเข้ามาเรียนที่นี่ได้ จึงทำให้ผมต้องย้ายมาอาศัยอยู่กับญาติครับ เพราะว่าอยู่ใกล้โรงเรียน ในช่วง ม.1-ม.3 ผมมักมีปัญหากับเจ้าของบ้านครับเพราะแกเป็นคนจู้จี้มาก จนทำให้ผมเกิดคำถามเกี่ยวกับครอบครัวมากมายครับ จนมีความคิดที่ว่าถ้าผมเป็นพ่อคน ผมจะต้องทำทุกอย่างให้ดีกว่าพ่อผม จะไม่มีทางปล่อยลูกให้ไปอาศัยคนอื่นอยู่ เป็นต้นนะครับ ผมเชื่อว่ามีหลายคนก็มีความคิดแบบนี้นะครับ ต่อมาช่วงปลายๆม.3 พี่ชายคนกลางของผมก็ได้ประสบอุบัติเหติเสียชีวิต ในวันนั้นผมได้รู้จักกับคำว่าสูญเสียอย่างแท้จริง ทำให้สถานการณ์ต่างๆของครอบครัวผมเปลี่ยนไป ทุกคน พ่อ แม่ พี่สาวคนโต ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหรือจะเรียกว่าครั้งแรกก็ได้ ที่ได้อยู่กับครอบครัวแบบได้อยู่ด้วยกันจริงๆ หลังจากนั้นก็ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวในช่วงม.ปลาย เป็นช่วงเวลาที่ดี ทุกคนพยายามใช้เวลาของตัวเองเพื่อครอบครัวๆนี้ ในช่วงนั้นผมก็มีชีวิตแบบเด็กวัยรุ่นทั่วไป ได้ลองคบหาผู้หญิงอยู่หลายคน แต่ส่วนมากจะคบกันได้ไม่นานอาจจะเพราะเรายังเด็กกันด้วยครับ จนผมเรียนจบม.ปลาย และได้เข้าเรียนที่มหาลัยรัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง เนื้อเรื่องหลักกำลังจะเริ่มขึ้นนะครับ หลังจากที่เกริ่นมานาน
ในช่วงที่พึ่งเข้ามหาลัย ผมก็ต้องย้ายออกจากบ้านมาอาศัยบ้านญาติอีกคนครับ ช่วงนั้นการใช้ชีวิตมันก็เหมือนใช้ชีวิตไปวันๆ หาความสุขให้ตัวเองบ้างเล็กๆน้อยๆ จนวันที่ผมรู้ว่าที่บ้านผมมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายมาตลอด มันก็ทำให้ผมมีมุมมองต่อชีวิตนี้เปลี่ยนไป ผมหันมาทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ในบางวันผมเหลือเงิน 20 บาท แต่ผมก็ไม่อยากจะที่รบกวนแม่ ก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ แม้จะลำบากบ้างแต่ผมก็ไม่เคยโทษใครนะครับ แต่กลับเริ่มรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากขึ้น ที่ผมก็สามารถพอที่จะดูแลตัวเองได้ ในช่วงปี 1 ผมได้พบกับผู้หญิงคนนึงที่เรียนอยู่รุ่นเดียวกัน ตอนที่ผมเจอเค้าครั้งแรก ผมรู้สึกได้เลยว่าคนๆนี้มีอะไรบางอย่างที่ผมตามหามาตลอด ในตอนนั้นเหมือนมีกามเทพมาแผลงศรเลยครับ ทำให้ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดมาพิชิตใจเธอ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเราทั้งคู่ครับ ในช่วงปีแรกที่เราคุยกัน ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เราทั้งคู่ต่างยอมรับให้อีกคนเดินเข้ามาในชีวิต เราก็พยายามกันได้ดีครับ แต่ต่อมาเราเริ่มมีเรื่องทะเลากันครับ ซึ่งประเด็นแรกนี้ผมผิดเองครับ คือทั้งตัวผมและกลุ่มเพื่อน ที่บางคนก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเหมือนกัน ทำให้กลุ่มเพื่อนผมค่อนข้างที่จะกลมเกลียว เวลาเราสังสรรค์ก็ค่อนข้างที่จะสุดอยู่เหมือนกัน แต่เราไม่ค่อยชอบสังสรรค์ด้วยเหล้ากับเบียร์ครับ มักสังสรรค์ด้วยสมุนไพร นั่นจึงทำให้เกิดประเด็นแรกขึ้นมา เพราะเค้าก็รับไม่ได้หรอกครับ เค้าคนนี้นั้นเกิดในครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ค่อยมีปัญหาชีวิตซักเท่าไหร่ เป็นคนที่ค่อนข้างมีแรงขับในชีวิตค่อนข้างมาก เนื่องจากพ่อของเค้าไม่ค่อยเห็นด้วยกับสายที่เค้านั้นได้เลือกเรียนแต่ก็ไม่ได้ถึงกับบังคับ เค้าจึงตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องลบคำดูหมิ่นของพ่อเค้าเอง ทำให้เค้าคนนี้นั้นก็เป็นผู้หญิงที่ขยัน ตั้งใจทำงาน มีระเบียบค่อนข้างมาก ส่วนฐานะที่บ้านก็ถือว่าค่อนข้างดี เอาจริงๆก็ค่อนข้างต่างกับผมมาก เค้าก็รับไม่ค่อยได้ในเรื่องนี้จึงคิดว่าจะเลิกคุยกัน แต่อาจจะด้วยลูกตื้อของผม หรืออาจจะเพราะผมเองก็เป็นคนนึงที่ขยันและตั้งใจทำงานด้วย รวมกับคำสัญญาที่ว่าผมจะไม่ทำในสิ่งที่เค้าไม่ชอบอีก ทำให้ความสัมพันธ์ของเราสองคนยังเดินหน้าต่อ หลังจากนั้นไม่นานเราก็ได้ตกลงที่จะคบหากันอย่างจริงจัง ในช่วง 3-4ปีที่เราคบกันนั้นทุกๆอย่างดีมาก เราให้กำลังใจกันตลอด แบ่งเวลาให้กันได้ดี เราทั้งคู่ต่างพยายามให้ความรักซึ่งกันและกัน เราทะเลาะกันน้อยมาก ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ผมติดเกมส์อยู่พักนึง แต่ก็ไม่ได้กระทบกับความสัมพันธ์ของเราเท่าไหร่ แต่ทว่า คำสัญญาที่ผมเคยให้กับเค้าไว้ ผมกับทำมันไม่ได้ แม้จะมีบางช่วงที่ผมหักห้ามใจได้ แต่ก็มีบางช่วงที่ผมหักห้ามใจตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ผมจึงขอสรุปว่าผมทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ไม่ได้ มันจึงยังเป็นประเด็นหลักที่ทำให้เราทะเลาะกันอยู่เรื่อยๆ ผลที่ตามมาคือผมเริ่มโกหกเค้าเวลาที่ผมอยู่กับเพื่อนเพราะผมรู้สึกไม่อยากทำลายความรู้สึกเค้า แต่หารู้ไม่ว่าการโกหกนี่แหละตัวทำลายความรู้สึกของเค้ายิ่งกว่าอะไรดี แต่อาจจะด้วยโทษของผมมันยังไม่ถึงกับ ผมไปมีคนอื่น หรือในตอนนั้นเราทั้งคู่ต่างก็รู้สึกดีจริงๆที่มีกันและกันอยู่ ทำให้เค้ายังยอมอยู่กับผมต่อ ผมก็ต้องยอมรับว่าเค้าก็อดทนกับผมมาพอสมควร บางเดือนผมไม่มีเงินเลย หรือบางช่วงผมก็มีออกนอกลู่นอกทางบ้างส่วนใหญ่จะเล่นเกมส์ บางทีผมว่ามันเป็นเรื่องของช่วงอายุที่ผมก็ 20ต้นๆบางครั้งก็ตัดสินใจทำอะไรโดยยังไม่ได้คิดให้ดี แต่ด้วยที่เราทั้งคู่ต่างพยายามเพื่อกันและกันอยู่ จึงทำให้ช่วงเวลาที่เราเรียนในมหาลัย 4-5ปีนั้นมีความสุขกันมากจริงๆ ส่วนตัวผมในช่วงเวลานั้นผมรู้สึกว่าผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เค้าเข้ามาเติมเต็มชีวิตของผม จนผมรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมาตลอดในช่วงเวลาหลายปี ทั้งความอบอุ่นที่ผมรู่สึกขาดมาตลอด เค้าก็ได้เข้ามาทำให้ผมไม่รู้สึกขาดอีกต่อไป จนเราสองคนเรียนจบและได้เริ่มทำงาน เราทั้งคู่ทำงานกันคนละสาย ผมทำงานประจำที่ออฟฟิตเล็กๆใกล้ๆบ้าน บางเวลาผมมักจะรับงานนอกมาทำตอนนอกเวลางานประจำด้วยครับ ส่วนเค้าก็รับงานอิสระซึ่งส่วนใหญ่เค้าก็จะทำงานที่บ้าน แม้ว่าจะมีกรอบในเรื่องของเวลาที่ไม่ตรงกันเท่าไหร่ แต่เราทั้งคู่ก็ยังพยายามกันได้ดีนะครับ แม้ว่าในเวลาต่อมามีประเด็นที่สองที่ทะเลาะเกิดขึ้นก็คือ ผมนำเงินเก็บทั้งหมดของผมให้กับที่บ้านครับเนื่องจากที่บ้านเดือดร้อน แม้ว่าเงินจำนวนนั้นจะไม่ใช่น้อยๆ แต่สำหรับผมพวกท่านก็คือพ่อกับแม่ผมครับ ซึ่งถ้าเราช่วยเหลือได้ก็ควรช่วย แต่ผมกับต้องมาทะเลาะกับเค้าด้วยเรื่องนี้ ทั้งๆที่ผมกำลังทำดีแท้ๆ ทำไมต้องมาทะเลาะกันด้วย แต่ต่อมาผมก็เข้าใจเค้านะครับ หลังๆมาผมก็ให้ที่บ้านส่วนนึง อีกส่วนนึงผมเก็บไว้ลงทุนต่อหรืออะไรก็ว่าไป เราทั้งคู่ต่างก็ทำงานกันไปได้ซักพักนึง เค้าก็ตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ 1ปี ในตอนนั้นผมรู้สึกต่ำต้อยมากเลยครับเป็นแค่พนักงานเงินเดือนตัวเล็กๆคนนึง ความรู้สึกของผมคือ เค้ากำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ผมกับรู้สึกว่าผมยังไม่ได้ไปไหนเลย ทั้งๆที่ผมเองก็เป็นผู้ชาย แต่ยังต้องลำบากอีกมาก ผมจึงตัดสินใจบอกเลิกเค้าไปครับ เพราะผมรู้ว่าเวลา 1ปีของเค้าที่อยู่ที่นู่นเค้าอาจจะได้เจอคนดีๆคนที่มีอนาคตมากกว่าผม ในตอนนั้นผมก็ไม่ได้ต้องการแบบนี้หรอกครับ แต่ผมก็รู้ตัวเองดีว่าผมมีอะไรบ้างและไม่มีอะไรบ้าง เพราะว่าทุกๆอย่างมันจะส่งผลถึงอนาคตของเค้าครับ อนาคตที่เค้าเคยพูดถึงตลอดเวลาที่เราคบกัน ไม่ว่าจะเรื่องลูก เรื่องบ้าน เรื่องครอบครัว ในตอนนั้นสำหรับผมที่พึ่งทำงานได้ไม่นาน ผมยังไม่มีอะไรเลยครับ มันจึงทำให้ความคิดในบางเรื่องของเราสองคนไม่ค่อยตรงกันซักเท่าไหร่ เพราะผมก็คิดเพียงแค่ทำทุกอย่างเท่าที่มีให้ดี และยังไม่อยากฝันไปไกลด้วยครับ แต่เค้าก็บอกว่าเค้ารักผมแม้ว่าเราต้องอยู่ไกล ถ้าผมยังรักเค้าอยู่ ให้ลองพยายามกันดูก่อน ซึ่งแน่นอนครับผมรักเค้ามาก เราจึงยังคบกันต่อไป จนเค้าไปเรียนต่อครับ ในช่วงนั้นผมบังเอิญได้รับงานใหญ่มางานนึงเป็นงานนอกครับ ซึ่งจะทำให้ผมมีเงินไปหาเค้าที่นู่นได้ในระหว่างปี มันคงเป็นฝันที่สวยงามมากแน่ๆ แต่งานนี้จะเอาเวลาว่างที่เหลือของผมไป หรือก็คือทุกวันหลังจากเลิกงาน 6โมงผมก็ต้องรีบกลับมาที่บ้านมาปั่นงานชิ้นนี้ต่อในทุกๆวันจนกว่าจะเสร็จ ในช่วง 5-6เดือนแรกทุกอย่างก็ยังดีอยู่ครับ เราทั้งคู่ยังให้กำลังใจกันอยู่เรื่อยๆ แม้ทั้งคู่ต่างคนต่างก็เหงากันมากแต่ก็ยังพยายามกันได้ดีครับ ถึงแม้จะยังมีเรื่องทะเลาะกันบ้างในประเด็นที่สอง ที่ผมมักแอบนำเงินเป็นก้อนเล็กๆส่งให้กับที่บ้านครับ งานนอกงานใหญ่ที่ผมรับมาสาหัสกว่าที่คิดครับ 8เดือนผ่านไปก็ยังไม่เสร็จ ผิดพลาดมากครับงานนี้ รับงานมาไม่แพง ซึ่งถ้าจะไปจ้างคนอื่นต่อก็แทบไม่ได้อะไรเลยครับ ทำให้แผนที่จะไปหาเค้าที่นู่นก็ได้ถูกยกเลิกไป มันทรมานมากครับพูดเลย แต่ละวันผมนอนวันละ3-4ชม. มาหลายเดือนมากๆ ทั้งเหนื่อย ทั้งคิดถึงเค้า อยากเจอ อยากกอดให้รู้สึกได้พักได้หายเหนื่อยซักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่คิดครับ ส่วนมือก็ยังทำงานต่อไป ในช่วง 3เดือนสุดท้ายก่อนที่เค้าจะกลับ ผมไม่สามารถให้พลังงานบวกกับเค้าได้เลย ผมเริ่มละเลยเค้า เริ่มไร้อารมณ์กับเค้า เริ่มไม่ให้กำลังใจเค้าอย่างที่ควรจะให้ แต่ถ้าคุณลองนึกภาพเป็นผมนะครับ พลังงานตอนนั้นแค่ยังนั่งทำงานอยู่ได้ก็เก่งมากแล้วครับ แล้วผมไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ไปอีกกี่คืน งานประจำที่ทำก็ต้องไม่เสีย งานนอกก็ต้องรับผิดชอบ ในช่วงนั้นบรรยากาศเวลาคุยกัน มันคือการนั่งเงียบใส่กันต่างคนต่างทำงาน จริงๆแล้วผมก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเลยครับแต่ในช่วงนั้นผมก็ต้องการพลังและกำลังใจเหมือนกัน