ความคิดจากคนที่เคยบวช เกือบ 5 พรรษา
- การที่ลูกชาวบ้านคนหนึ่งๆ ตั้งใจบวชไปตลอดชีวิตผมคิดว่าเป็นการยากมาก
- ยิ่งบวชแล้วศึกษาธรรมจนแตกฉานเรียกได้ว่า ที่สุดของการศึกษาด้านปริยัติก็ยิ่งยากมากๆ
- ยังทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา และแบ่งปันความรู้ที่มี ถ่ายทอดสั่งสอน จนสร้างเป็นสำนักเรียนที่สร้างพระจบมหาเปรียญธรรมขั้นสูงอีกตั้งมากมาย
- เป็นกรรมการมหาเถระสมาคม ทำงานเป็นทั้งสมอง เป็นทั้งโล่ห์ ให้กับพระพุทธศาสนาในเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง
*** เอาหละ แต่ผมคิดว่าเรื่องผิดเรื่องถูก เป็นเรื่องดีที่จะต้องพิสูจน์หากมีการกล่าวโทษเกิดขึ้น ส่วนนึงเพื่อเป็นการตรวจสอบ ถ้าผิดก็ลงโทษกันไปอย่าให้เป็นเยี่ยงอย่าง และหากท่านไม่ผิด ท่านก็จะมีพื้นที่พิสูจน์ตัวเองก็จะยิ่งทำให้ท่านน่าเคารพศรัทธามากยิ่งขึ้นไปอีก (แต่อันนี้อาจจะไม่มีในเมืองไทย พอผู้ถูกกล่าวโทษแล้วไม่ผิด คนกล่าวโทษก็มักจะลอยนวลไป ยิ่งเป็นพระด้วยแล้วท่านก็ไม่อยากฟ้องกลับหรืออะไร ดังตัวอย่างของสมเด็จฯวัดปากน้ำ)
ประเด็นสำคัญ ผมอยากให้กระบวนการที่ใช้กับพระที่มีพรรษาบวชมานาน อีกทั้งยังมีผู้เคารพศรัทธามากมาย ควรมีวิธีปฏิบัติที่ดีกว่านี้ จะปลดจากตำแหน่งจะอะไรก็แล้วแต่เถอะ ควรให้ท่านได้พิสูจน์ตัวเองทั้งๆที่ยังเป็นพระอยู่ โดยมีสถานที่สำหรับท่านโดยเฉพาะก็ยังดี โดยให้ท่านอยู่ปริวาสก็ได้ เท่านี้ก็เหมือนกักบริเวณละ เพื่อไม่ให้ไปยุ่งกับพยานหลักฐานอะไรก็ได้นี่ครับ แล้วตั้งกรรมการมาตรวจสอบจะพระจะโยมจะเป็นศาลองค์กรไรก็ตั้งมา หรือพระขึ้นศาลก็มีประวัติหลักฐานให้เห็นในประเทศไทยมาแล้วนี่ เมื่อไม่นานมานี้ ไม่เห็นจำเป็นต้องสิกขาลาเพศออกไป แบบนี้ไม่แฟร์ ทีตำรวจทำผิดยังมีการปลดจากตำแหน่ง ย้ายเข้ากรุก่อน แล้วตั้งกรรมการสอบวินัยเลย มันก็น่าจะประยุกต์ใช้ด้วยกันได้
คำว่าไม่ผิดจะกลัวการตรวจสอบทำไมจะได้หมดไป พระท่านน่าจะยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมง่ายขึ้น แต่คำว่าไม่ผิดจะกลัวตรวจสอบทำไมมันใช้ไม่ได้ไง เพราะยังไม่รู้ผิดถูก ท่านก็โดนจับสึกไปแล้ว
อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า ซึ่งเห็นเลยว่าผิดเหมือนคดีพระเสพยา หรือเสพเมถุนที่ตำรวจบุกจับได้
ผมแค่อยากแชร์ว่า ระบบยุติธรรมที่ใช้กับพระที่ถูกกล่าวโทษ ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้เหรอ
- การที่ลูกชาวบ้านคนหนึ่งๆ ตั้งใจบวชไปตลอดชีวิตผมคิดว่าเป็นการยากมาก
- ยิ่งบวชแล้วศึกษาธรรมจนแตกฉานเรียกได้ว่า ที่สุดของการศึกษาด้านปริยัติก็ยิ่งยากมากๆ
- ยังทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา และแบ่งปันความรู้ที่มี ถ่ายทอดสั่งสอน จนสร้างเป็นสำนักเรียนที่สร้างพระจบมหาเปรียญธรรมขั้นสูงอีกตั้งมากมาย
- เป็นกรรมการมหาเถระสมาคม ทำงานเป็นทั้งสมอง เป็นทั้งโล่ห์ ให้กับพระพุทธศาสนาในเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง
*** เอาหละ แต่ผมคิดว่าเรื่องผิดเรื่องถูก เป็นเรื่องดีที่จะต้องพิสูจน์หากมีการกล่าวโทษเกิดขึ้น ส่วนนึงเพื่อเป็นการตรวจสอบ ถ้าผิดก็ลงโทษกันไปอย่าให้เป็นเยี่ยงอย่าง และหากท่านไม่ผิด ท่านก็จะมีพื้นที่พิสูจน์ตัวเองก็จะยิ่งทำให้ท่านน่าเคารพศรัทธามากยิ่งขึ้นไปอีก (แต่อันนี้อาจจะไม่มีในเมืองไทย พอผู้ถูกกล่าวโทษแล้วไม่ผิด คนกล่าวโทษก็มักจะลอยนวลไป ยิ่งเป็นพระด้วยแล้วท่านก็ไม่อยากฟ้องกลับหรืออะไร ดังตัวอย่างของสมเด็จฯวัดปากน้ำ)
ประเด็นสำคัญ ผมอยากให้กระบวนการที่ใช้กับพระที่มีพรรษาบวชมานาน อีกทั้งยังมีผู้เคารพศรัทธามากมาย ควรมีวิธีปฏิบัติที่ดีกว่านี้ จะปลดจากตำแหน่งจะอะไรก็แล้วแต่เถอะ ควรให้ท่านได้พิสูจน์ตัวเองทั้งๆที่ยังเป็นพระอยู่ โดยมีสถานที่สำหรับท่านโดยเฉพาะก็ยังดี โดยให้ท่านอยู่ปริวาสก็ได้ เท่านี้ก็เหมือนกักบริเวณละ เพื่อไม่ให้ไปยุ่งกับพยานหลักฐานอะไรก็ได้นี่ครับ แล้วตั้งกรรมการมาตรวจสอบจะพระจะโยมจะเป็นศาลองค์กรไรก็ตั้งมา หรือพระขึ้นศาลก็มีประวัติหลักฐานให้เห็นในประเทศไทยมาแล้วนี่ เมื่อไม่นานมานี้ ไม่เห็นจำเป็นต้องสิกขาลาเพศออกไป แบบนี้ไม่แฟร์ ทีตำรวจทำผิดยังมีการปลดจากตำแหน่ง ย้ายเข้ากรุก่อน แล้วตั้งกรรมการสอบวินัยเลย มันก็น่าจะประยุกต์ใช้ด้วยกันได้
คำว่าไม่ผิดจะกลัวการตรวจสอบทำไมจะได้หมดไป พระท่านน่าจะยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมง่ายขึ้น แต่คำว่าไม่ผิดจะกลัวตรวจสอบทำไมมันใช้ไม่ได้ไง เพราะยังไม่รู้ผิดถูก ท่านก็โดนจับสึกไปแล้ว
อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า ซึ่งเห็นเลยว่าผิดเหมือนคดีพระเสพยา หรือเสพเมถุนที่ตำรวจบุกจับได้