แรกแท้ของผม

นี่เป็นกระทู้แรกของผมนะครับที่ผมจะมาเล่าเรื่องราวผมกับแฟนผม โดยเริ่มตั้งแต่เข้าเรียนที่มหาลัย

ผมชื่อ นุ ครับเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เด็ก อาศัยอยู่วัดของหมู่บ้าน หลังจากที่ผมจบ ม.6 มาแล้วผมก็อยากจะเรียนต่อแต่ไม่มีกำลังเงินพอที่จะเรียนผมเลยหางานทำเพื่อเก็บเงินไปเรียนต่อ ผมทำงานได้ 4 เดือนจนผมมีเงินเก็บอยู่ หมื่นกว่าๆ ผมก็ลาหลวงพ่อที่ดูแลผมมาตั้งแต่เด็กจนผมจบ ม.6 เพื่อที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำและเรียนต่อไปด้วย เมื่อไปถึงกรุงเทพแล้วตอนแรกรู้สึกอ้างว้างมากเพราะไม่รู้จักใครเลยจะไปทางไหนดี หลังจากที่ผมหาที่พักได้แล้วผมก็เริ่มหางานทำที่อยู่ไกล้ๆที่ผมจะเรียนเพื่อความสะดวก ผมได้ทำงานอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่งข้างๆแถว ม.รามฯ  ผมทำงานไปเรื่อยๆเพื่อรอทาง ม. เปิดรับสมัคร ผมทำงานไปได้ 3 เดือนกว่าๆ เมื่อมีการเปิดรับสมัครผมก็ไปสมัครเพื่อเข้าเรียน  [ผมเลือกเรียนเอกเคมี เพราะเป็นวิชาที่ผมเก่งที่สุดที่ผมเรียนมาตอน ม.6] หลังจากเปิดเทอมได้สักพัก บวกกับผมต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย มันทำให้ผมรู้สึกท้อมาก จนกระทั่งผมมาพบผู้หญิงคนนึ่งที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นปี [แฟนผมในปัจจุบัน] เธอนั่งทำอะไรไม่รู้กับกลุ่มเพื่อนของเธออีก4-5คน  ซึ่งในตอนนั้นผมนั่งบ่นกับตัวเองอยู่ เมื่อผมมองเธอแล้วผมรู้สึกชอบเธอมาก  แต่ผมก็ไม่กล้าไปบอกเธอหรอก จนกระทั้งมีงานของสาขาที่สาขาจัดขึ้นมา ผมยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของงานกับเพื่อนอีก2คน ผมยืนดูเธออยู่สักพักใหญ่ๆ เธอก็อยู่กับเพื่อนๆของเธอเหมือนทุกๆครั้ง แต่ไม่รู้เพราะความกล้าหรืออะไรไม่รู้ที่ผมเดินเข้าไปหาเธอและบอกชอบเธอในงานตอนที่เธอยืนอยู่คนเดียว เธอก็ได้แต่ยิ้มตอบกลับมา จนงานเลิกผมก้ไม่ยังไม่ได้คำตอบจากปาดเธอ ยิ่งทำให้รู้สึกอายเมื่อเห็นหน้าเธอ ในวันสอบไฟนอบวันสุดท้ายผมเดินออกจากห้องสอบมากำลังจะเดินกลับเพราะอีกสักพักผมต้องไปทำงานต่อ เธอเรียนชื่อผม บอกให้รอก่อน ผมหันไปเธอก็ยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ แล้วเธอก็บอกว่าขอบคุณนะ ซึ่งตอนแรกผมก็ งง ว่าเธอขอบคุณผมเรื่องอะไร แล้วเธอก้เดินจากไปเพราะเพื่อนเธอเรียก ระหว่างที่เธอเดินไปผมก็เปิดกระดาษแผ่นเล็กๆที่เธอให้มามันคือเบอร์โทรของเธอ หลังจากได้เบอร์เธอมาเลิกงานคืนแรกโทรไป ผมตกใจเพราะมันเป็นเสียงผู้ชาย [พ่อของเธอเสียงดุมาก] ผมกดวางสายไปทันทีและไม่ได้โทรไปอีกเลยตลอด3วัน และวันที่4 วันนั้นเป็นวันหยุดของผมพอดีกับไม่มีตารางเรียนในวันนั้นพอดีเลยตัดสินใจลองโทรไปใหม่  รอบนี้เสียงปลายสายเป็นเสียงของเธอเอง จากนั้นเราก้เริ่มคุยกันมาเรื่อยๆ จนขึ้นปี2 ผมเจอครอบครัวเธอมากินข้าวที่ร้านที่ผมทำงานอยู่พอดีผมรู้สึกเกร็งสั่นไปหมด  ถึงช่วงกลางเทอมของปี2 ผมจึงตัดสินใจถามคำถามนี้กับเธอ  ว่า "ทำไมถึงชอบเรา เธอตอบกลับมาว่า ไม่รู้สิมองหน้าเธอรู้สึกสบายใจยังไงไม่รู้ แล้วเธอก็ยิ้ม แล้วเธอก็พูดอีก1ประโยคขึ้นมา ก้เห็นเธอขยันดีนะเราชอบคนแบบนี้  แล้วทีนี้ผมเลยถามต่อว่า ผมไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลยนะ ไม่มีเงิน ไม่มองบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลย พอผมพุดจบเธอก็สวนขึ้นมาว่า แล้วยังไง ตอนเกิดมาเราก็ไม่มีอะไรติดตัวมาตั้งแต่เกิดเลยนะ ทำไมเราจะสร้างขึ้นมาไม่ได้ ช่วยกันทำช่วยกันสร้างมันต้องมีขึ้นสักวันสิ สีหน้าเธอดูจริงจังมาก " แล้วเราก็คุยกันอีกสักพักหนึ่งก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน   และไม่กี่วันถัดมาครอบครัวเธอก็มาที่ร้านผมเหมือนเคย แต่รอบนี้เธอบอกพ่อกับแม่ของเธอ ว่าผมคือแฟนของเธอ แม่ของเธอยิ้มให้ แต่พ่อของเธอเหมือนจะไม่ชอบผมเอาซะเลย จนถึงขั้นโทรมาบอกผมว่าให้เลิกคุยกับเธอ แต่เธอก็บอกว่าไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมากหรอกพ่อแค่ห่วงนั่นแหล่ะ แล้วเธอก็บอกว่าเธอโตแล้วชีวิตเธอ เธออยากกำหนดเอง ผมก็ดีใจที่ได้ยินคำนี้จากปากเธอ หลังจากนั้นเรา2คนก็ช่วยเหลือกันมาตลอด แต่มีครั้ง1ช่วงซัมเมอร์ของปี3ที่เธอโกหกพ่อของเธอว่าเธอจะเรียนซัมเมอร์แต่ไม่ไช่เลยเธอมาหางานทำเพื่อหาเงินเป็นทุนสำรองตอนฝึกงาน ยิ่งทำให้ผมคิดหนักไปอีกว่าผมเป็นถ่วงเธอหรือป่าว แต่เธอก็คอยบอกผม คอยให้กำลังใจผมเสมอมา จนกระทั้งเรียนจบเราก็ต่างแยกย้ายไปทำงานคนละที่ผมทำงานได้ปีกว่าๆผมซื้อรถคันแรกได้ผมดีใจมากโทรไปคุยกัยเธอว่าผมซื้อรถคันแรกได้แล้วนะ เธอก็ยินดีกับผมใหญ่เลย และช่วงวันหยุดของผม ผมตั้งใจว่าจะขับรถพาเธอไปกินข้าวที่ Central ซึ่งตอนเรียนผมไม่เคยพาเธอไปกินที่ไหนเลยนอกจากร้านแถวราม พอถึงหน้าบ้านที่เธออยู่ตอนทำงาน เจอกับพ่อของเธออยู่ด้วยพ่อดี ผมยังไม่ทันได้หันหลังกลับโดนพ่อเรียกมาคุย  "เป็นไงบ้างเรา ทำงานหนักมั้ยเรากว่าจะมาถึงตรงนี้ ไอ่เราก็ตอบกลับไปว่าก็หนักพอตัวอยู่ครับต้องทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ แล้วพ่อเธอก็บอกลับมาว่าดีแล้วฝึกใว้หลายๆทางดีแล้ว ส่วนเรื่องเราพ่อรู้ตั้งนานแล้วลูกพ่อเล่าให้พาอฟังหมดแล้วว่าเราเป็นยังไง ตอนแรกพ่อก็หวั่นๆนะว่าจะเลี้ยงดูลุกสาวพ่อไม่ได้อะไรอย่างนี้อย่าโกรธกันละที่เมื่อก่อนเคยขัดขวางแล้วพ่อก็หัวเราะทุกคนก็หัวเราะผมก็ได้แค่ยิ้ม  แล้วพ่อก็พูดว่า รักลูกสาวคนนี้ของพ่อมากมั้ยผมตอบไปอย่างไม่ลังเล มากครับ [เอาจริงๆก็อาบนะครับ] งั้นช่วยทำให้พ่อดูหน่อยว่าเธอจะทำให้ลูกสาวพ่อไม่ต้องลำบากได้มั้ย พ่อจะให้แต่งงานกับลูกสาวพ่อก็ต่อเมื่อพ่อเห็นว่าเอ็งมีความมั่นคงในชีวิตมากพอที่จะดูแลลูกสาวพ่อได้ นี่เป็นคำพูดที่ผมดีใจที่สุด ผมตบปากรับคำเสร็จพ่อเธอก็กลับ แล้ววเราก็ไปหาเที่ยวเหมือนหมุ่มสาวทั่วไป " หลังจากนั้นผมกับเธอก็วางแผนกันว่าเงินเดือนของเราทั้งสองคนหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว[รวมถึงเก็บใว้ใช้ระหว่างเดือนด้วย]เราจะเก็บใว้ซื้อบ้าน ในที่สุดก็มีบ้านหลังแรกของผมกับเธอ และผ่อนเสร็จภายใน4ปี และเราก็ช่วยกันเงินแบบนี้ตลอดมาเรื่อยๆ จนถึงงานแต่งงาน พ่อของเธอเหมือนจะเข้าใจผมว่ากว่าจะมาได้ถึงขั้นนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง พ่อของเธอเลยบอกว่า งานแต่งไม่ต้องจัดหรอกนะ เปลืองตังเอาตังส่วนนี้เก็บใว้ใช้เลยย ส่วนค่าสนสอนที่ขอมาพ่อก็ขอคืนให้ทั้ง2คนเอาใว้ตั้งตัวนะ แค่พ่อมีพ่อก็คงใช้ไม่หมดแล้ว   ปัจจุบันผมกับเธอแต่งงานกันแล้วมีลูก2 เป็นชาย1 หญิง1  และได้นำเงินที่เก็บมาครึ่ง1จากที่ช่วยกันทำงานด้วยกันมา  มาลงทุนเปิดหอพักนักศึกษา

*เรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผมเท่านั้นนะครับเรื่องของผมกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านอะไรมามากกว่าที่เขียนลงในนี้อีก และอีกอย่างผมอยากเป็นกำลังใจให้กับคนที่ท้อแท้ หรือเป็นเหมือนผมก็ตาม รวมถึงคู่รักที่กำลังประสบปัญหาที่คล้ายกัน จงจับมือกันและก้าวผ่านมันไปให้ได้นะครับ*

และอยากจะฝากอีกอย่างหนึ่งครับ คือผมไปเจอประโยคหนึ่งมาทาง Facebook โดยให้จำกัดคำว่า ความรัก VS ความมั่นคงในชีวิต   สำหรับคำตอบที่ผมจะบอกต่อไปนี้มันคือความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ  [อย่างที่ผมเจอมา ผมมีความรักที่มันคงก่อนแล้วช่วยกันสร้างแล้วความมันคงในชีวิตจะตามมาหาเอง ]
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่