การศึกษาไทย ควรเป็นอย่างไร?

กระทู้คำถาม
ต่อจากกระทู้นี้ครับ https://pantip.com/topic/37652720
ถ้าผมกล่าวสิ่งใดผิดพลาดไปหรือไม่เหมาะสมต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และท่านสามารถเพิกเฉยกระทู้นี้ได้ครับ
-------------------------(1)-------------------------
วิเคราะห์ปัญหา : การศึกษาในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคน Generation Z และมีประสิทธิภาพไม่สูงเท่าฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และอื่นๆ
ลงทุน : วิธีการที่ผมคิดอาจยากไปสักหน่อยนะครับ แต่ถ้าทำได้ ถือว่าประเทศไทยกำลังไปสู่ความสำเร็จอย่างจริงจังแล้วครับ

ต้องบอกก่อนเลยว่า การศึกษาในระดับเตรียมอนุบาลไปจนถึงประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นการปูพื้นฐานให้เยาวชนในการใช้ชีวิตในอนาคตต่อไป ดังนั้นพื้นฐานต้องให้กว้างและแข็งแกร่งที่สุด

เตรียมอนุบาล ให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่ดีที่สุดครับ หรือจะอยู่กับศูนย์ฝึกก็ได้ แต่ที่ต้องสอนเด็กคือ การช่วยเหลือชีวิตตนเองขั้นพื้นฐาน เช่น การสวมเสื้อผ้าเอง การแปรงฟัน การอาบน้ำ การเก็บของให้เป็นที่ การมีมารยาท ฯลฯ
อ.1 สอนให้เด็กจับดินสอได้ ใช้ยางลบเป็น ขีดเส้นตรง เส้นโค้ง สอนว่าสิ่งของรอบตัวเรียกว่าอะไร ให้เด็กทำกิจกรรมเสริมพัฒนาการ
อ.2 สอนตัวอักษรไทย(ก-ฮ) และอักษรภาษาอังกฤษ(A-Z) ให้ฝึกอ่านเขียน(หรือคัดลายมือ)ตัวอักษร สอนประโยคภาษาไทย สอนสิ่งรอบข้างว่าเรียกว่าอะไรเป็นภาษาอังกฤษ(อย่างง่าย) การอ่านคำภาษาอังกฤษ
อ.3 สอนอ่านนิทานภาษาไทย หรือบทความยาวๆ(แบบไม่น่าเบื่อ) ประโยคพื้นฐานภาษาอังกฤษ การแปลแบบพื้นฐาน สอนการบวกเลข ลบเลข แบบพื้นฐาน

ทั้ง 3 ปีนี้พ่อแม่ถ้าสอนเด็กให้เรียนรู้ล่วงหน้าได้ยิ่งดีครับ และที่สำคัญต้องปลูกฝังเสมอว่า ต้องเป็นคนที่ดี มีความรับผิดชอบ ไม่ขี้เกียจ ไม่โกง และทั้งหมดนี้ต้องบอกข้อดี ข้อเสียของการทำตรงกันข้าม และเหตุผลว่า"ทำไมต้องทำดี" เพื่อให้เด็กเข้าใจ และทำตามครับ
อันนี้ไม่ได้ลบหลู่นะครับ แต่ว่าพยายามอย่าเล่าถึงเรื่องสวรรค์-นรก เพราะเด็กจะคิดว่าพ่อแม่เล่านิทานให้ฟังมากกว่า พยายามเล่าในเรื่องที่เห็นได้จริงในชีวิตประจำวันดีกว่าครับ
ในช่วงประถม เพิ่มวิชา วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศิลปะ และการงานอาชีพ(เพื่อให้ทำงานบ้านเป็น)
ทั้ง 3 ปีนี้เป็นช่วงเรียนรู้แบบพื้นฐานใน 4 วิชาข้างต้นเพื่อดูว่า เด็กมีแววทางไหน

ป.4-5-6 เป็นช่วงให้เด็กตามหาความฝัน โดยต้องถามเสมอว่าถ้าโตขึ้นอยากเป็นอะไร โดยยังคงให้เรียนวิชาแบบเดิมอยู่ เพื่อเด็กให้ชัดเจนในความคิด มีการเข้าแคมป์ การเล่นกีฬา(เช่น แบดมินตัน เทนนิส ฟุตบอล ฯลฯ) มีการจัดกิจกรรมให้เด็กทำงานเป็นกลุ่มและสามัคคีกัน ฝึกการเป็น Co-worker และ Collaborative กันของเด็กที่มีความถนัดแนวเดียวกัน(เช่น ใครถนัดวิทยาศาสตร์ ก็จัดกิจกรรมทดลองแบบเล็กๆขึ้น โดยไม่แบ่งแยกห้อง ให้เด็กได้ฝึกการเข้าสังคม และความสามัคคีกัน)

ช่วง ป.5 และ ป.6 ให้เด็กได้เลือกเรียนภาษาที่สาม สี่ หรือมากกว่านั้น ตามความสนใจ เพราะผลการวิจัย(ผมจำแหล่งไม่ได้ ขออภัยด้วยครับ) กล่าวว่า ช่วงอายุ 11-12 ปีเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเริ่มเรียนภาษาที่สามมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่งและเด็กมีวุฒิภาวะกำลังเหมาะสม

ช่วงมัธยมเป็นช่วงที่ปฏิรูปยากที่สุดแล้วครับ ถ้าทำได้ ประเทศไทยจะผ่านในอีกหลายๆเรื่องได้ครับ
ช่วงมัธยมคือช่วงสำคัญครับ เพราะเด็กจะรู้ความฝันของตนเองแล้ว และให้เด็กได้เรียนตามความฝัน โดยโรงเรียนควรจะแบ่งเป็นห้องว่าห้องไหนเรียนเพื่อเน้นสายอาชีพใดมากที่สุด(โดยที่ แล้วแต่ว่าโรงเรียนไหนเน้น วิทย์ ศิลป์ ด้วยนะครับ) การสอนก็จะแตกต่างกัน โดยจะเน้นในแต่ละเรื่อง
เช่น ห้องยูทูปเบอร์ จะเน้นการเข้าสังคม การตัดต่อภาพ-วีดิโอ การหาแรงบันดาลใจสร้างคอนเท้น
ห้องนักวิทยาศาสตร์ จะเน้นการทดลอง การวิจัย การศึกษาเก็บรายละเอียดจากสิ่งต่างๆ การโต้แย้งในชั้นเรียน(Debating)เพื่อหาข้อเท็จจริง
ห้องนักธุรกิจ จะเน้นการสอนเรื่องเงิน ธุรกิจ การมองการณ์ไกล การควบคุมรายได้ ทรัพย์สิน หนี้สิน
ห้องนักการฑูต จะเน้นภาษา การสร้างสัมพันธไมตรี จิตวิทยา
ฯลฯ
อาจฟังดูเกินจริง แต่ถ้าทำได้ จะดีมากครับ เพราะผมใช้คำว่า "เน้น" เพราะฉะนั้นในเรื่องพื้นฐานก็ยังต้องเรียนอยู่ครับ
สิ่งที่ต้องลงทุน : อาจต้องจ้างครูมากขึ้น ในแต่ละห้องที่เน้นไม่เหมือนกัน
การสอนที่ต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย เช่น
การสอนภาษาอังกฤษ อาจจะเป็นอาจารย์เปิดคลิปคนอังกฤษพูดคุยในรายการเรียลลิตี้โชว์ แล้วให้นักเรียนศึกษาลักษณะการพูด ไวยากรณ์ ที่ใช้โดยทั่วไป เพราะในช่วงมัธยม ครูจะสอนแค่เรื่องที่ต้องใช้ในชีวิตจริงในอนาคต หรือไม่ก็ครูเล่นเกมภาษาอังกฤษให้นักเรียนดู ศึกษา จดบันทึกตามที่เข้าใจ พอถึงช่วงสนทนา ครูก็จะหยุดแล้วอธิบายให้นักเรียนฟัง ถึงเรื่องคำศัพท์ ไวยากรณ์ สำเนียง ฯลฯ ถ้าหมดคาบก็หยุดเกมไว้ก่อน วิธีการนี้จะทำให้นักเรียนกระตือรือร้นอยากเรียนภาษาอังกฤษ เพราะมีเกมเป็นแม่เหล็กชั้นดี
เด็กจะสนแต่เกม ไม่สนใจเนื้อหาไหม? การที่อาจารย์จะอธิบาย จะต้องถามความเข้าใจนักเรียนก่อน สุ่มคนถาม 2-3 คนถึงเรื่องที่อธิบาย ให้โต้แย้งถึงเรื่องที่อาจารย์อธิบายว่าผิดหรือไม่

ถ้าเด็กโต้แย้ง อาจารย์ไม่ต้องอาย เพราะถ้าเด็กแย้งถูก จะไม่ล้อเลียนอาจารย์ แต่จะชื่นชมตนเอง ส่วนอาจารย์จะได้ปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น

สิ่งที่ได้และผลประโยชน์ : การสอนเหล่านี้จะทำให้เด็กสามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้ดียิ่งขึ้น เพราะเรียนมาตรงสายอยู่แล้ว และมีความรู้ควบคู่ความสนุก ทำให้กระหายการแสวงหาแหล่งความรู้ใหม่ที่สนุก และเปิดโลกกว้าง ทำให้เกิดอนาคตของชาติที่มีประสิทธิภาพ

ถ้าเกิดว่าเด็กคนหนึ่งอยากเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์และฝันอยากจะสร้างผลงานระดับโลก แต่ต้องมาเป็นหมอ เพราะแรงดันจากครอบครัว และอาจารย์ ประเทศไทยต้องสูญเสียแฟชั่นดีไซน์เนอร์ที่อาจสร้างผลงานระดับโลกไป แต่ได้แพทย์ที่ไม่เต็มใจเป็น มาหนึ่งคนแทน(ความไม่เต็มใจทำให้เราไม่สามารถอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน และก็จะไม่มีแรงบันดาลใจมากพอที่จะสร้างผลงานใดๆได้เลยด้วย)...

ส่วนเรื่องกีฬาให้เป็นกิจกรรมเสริม ถ้าเด็กมีแวว อาจารย์ควรเปิดโอกาสให้เด็ก เช่น ให้เข้าการแข่งขัน ให้สมัครคัดตัวทีมชาติ อะไรก็ว่ากันไปครับ

--------------------------------(2)-------------------------------------

วิเคราะห์ปัญหา : การศึกษาทำให้เกิดชนชั้นความโง่-ฉลาดขึ้น ซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างน้ัน
สาเหตุ : การศึกษาให้เด็กเรียนหนังสือตามปกติ แล้วให้เด็กสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และแจ้งผลเป็นเกรด หรือคะแนนรวม ส่งผลให้เด็กที่ทำข้อสอบได้ไม่ค่อยดี ถูกตราหน้าว่า "อ่อนแอ" ต่อให้ไม่มีใครดูถูกก็ตาม เด็กจะคิดไปเองว่า "ตนเองโง่" แล้วเป็นปม หลายคนคิดว่านี่เป็นแรงผลักดันให้เด็กตั้งใจเรียน ใช่ครับ แต่แค่บางคน เพราะหลายคนที่เป็นเช่นนั้นมักนำปมด้อยไปใส่สมอง แล้วเศร้าอยู่กับมันอย่างนั้น ไม่ทำอะไรเลย

สิ่งที่ต้องทำ : เรื่องการศึกษาจะเป็นแบบใดก็ตามที แต่เรื่องการวัดผลต้องวัดที่ความตั้งใจ
โดยการเรียนการสอนแต่ละครั้ง อาจมีการสั่งชิ้นงานเพื่อเก็บเป็นคะแนน ควรจะเป็นชิ้นงานที่ตั้งคำถามอย่างง่าย แล้วให้เด็กตอบ จากนั้นให้เด็กได้แสดงฝีมือการสร้างสรรค์ชิ้นงานให้อาจารย์ดู การวัดควรวัดอย่างนี้
- คะแนนความถูกต้อง เนื่องจากเราตั้งคำถามอย่างง่าย จึงไม่ค่อยเป็นปัญหาว่าจะเกิดการเปรียบเทียบขึ้น
- คะแนนความตั้งใจ ดูจากความสวยงามในชิ้นงาน และการดูแลชิ้นงานให้อยู่ในสภาพที่ดี

การคำนวณคะแนนงานก็ใช้สูตร (3 * ความถูกต้อง + 7 * ความตั้งใจ )/10 แล้วแต่ว่าจะใช้อัตราส่วน 4:6 หรือ 3:7 หรือ 2:8 แต่ควรเทคะแนนให้ฝั่งความตั้งใจมากกว่า

การสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว เพราะเป็นการวัดว่านักเรียนเรียนเข้าใจไหม แต่ไม่ควรนำคะแนนการสอบนี้ไปคิดเกรด ควรนำเฉพาะคะแนนชิ้นงานไปคิดเกรด

สิ่งที่จะเกิดขึ้น : ถ้าเด็กทำคะแนนได้น้อย สิ่งที่จะโดนล้อคือ "ไม่ตั้งใจทำงาน" ใช่ครับ ยังไงก็หนีไม่พ้นการถูกล้อเลียนอยู่ดี ถ้าเด็กไม่ตั้งใจทำงาน แต่ว่า...
ความโง่-ฉลาด มันอยู่ที่การฝึกฝน แก้ได้โดยการทบทวนบ่อยๆ ซึ่งแก้ได้ยากมากกกกก สำหรับคนหัวตันจริงๆ
แต่เรื่องความไม่ตั้งใจ แก้ได้ด้วยการสอน และบทเรียนต่างๆ ซึ่งแก้ไขได้มากกว่า
แล้วปัญหาก็จะถูกแก้ไขลง ส่วนเรื่อง "ตั้งใจทำแล้ว แต่มันตั้งใจได้แค่นี้จริงๆ" เรื่องของความประณีต และการเก็บรักษางานจะเป็นตัวบอกครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่