" ขอเห็นก่อนได้ไหมแล้วค่อยรู้" เมื่อภาวนาเจริญสติอยู่เรายิ่งรู้มากกลับยิ่งลำบากแก่การภาวนา
เพราะเราชอบรู้ไปก่อนล่วงหน้า และอาจเลยเถิดจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาในใจ
ทำให้ต้องพยายามละสิ่งเหล่านี้ออกไปเสียก่อน
การศึกษาธรรมะนั้นอรชุนว่าไม่ใช่การสังเคราะห์หรือวิเคราะห์ตามข้อมูลที่ได้รับมา
หรือการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับความเป็นจริงก็ไม่ถูกต้องอีกเช่นกัน
ดังนั้นจึงต้องปล่อยวางทุกอย่าง ไม่ตั้งเป้า ไม่แม้กระทั่งว่า เป้านั้นจะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เหมือนประหนึ่งว่าไม่มีครู ทำได้อย่างนี้จึงจะเห็นและเข้าใจธรรมะที่เป็นอยู่จริงได้
การละวางแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เรามองเห็นกิเลสได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทุกขณะ
ทั้งเรายังต้องละวางแม้กระทั่งประสบการณ์ที่ได้รับรู้จากการปฎิบัติเมื่อก่อนหน้านี้อีกด้วย
ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นปัญญาที่เริ่มรู้เห็นในธรรมชาติของตนเองได้ถูกต้องขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม
เพราะอรชุนมองว่าปัญญาตัวนี้ก็มีลักษณะของกิเลสอย่างหนึ่งแต่เป็นกิเลสที่ละเอียดอ่อนขึ้น
และธรรมชาติของอนุสัยแห่งการเกิดขึ้นของธรรมะต่างๆ ก็เป็นไปในรูปแบบเดียวกันนั้น
"ขอเห็นก่อนได้ไหมแล้วค่อยรู้ " จึงช่วยละกิเลสทั้งที่หยาบและละเอียดอ่อนได้เป็นอย่างดี
จนสุดท้ายเราอาจมองเห็นได้ว่าเชื้อหรือการปรุงแต่งเป็นเรื่องของการสมมติสิ่งต่างๆ ได้
เป็นไงบ้างครับกับธรรมะที่อรชุนนำประสบการณ์ของตัวเองมาถ่ายทอดนี้
หากผิดพลาดประการใด ก็รบกวนขอคำแนะนำแก่อรชุนด้วยนะครับ
อรชุนจะได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องถูกทางมากยิ่งขึ้น
และหากเพื่อนๆ คนใหนเห็นว่าอรชุนยังคลุมเคลือไม่ชัดเจนตรงใหนก็สามารถยกมาถามได้เช่นกันครับ
ขอเห็นก่อนได้ไหมแล้วค่อยรู้
เพราะเราชอบรู้ไปก่อนล่วงหน้า และอาจเลยเถิดจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาในใจ
ทำให้ต้องพยายามละสิ่งเหล่านี้ออกไปเสียก่อน
การศึกษาธรรมะนั้นอรชุนว่าไม่ใช่การสังเคราะห์หรือวิเคราะห์ตามข้อมูลที่ได้รับมา
หรือการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับความเป็นจริงก็ไม่ถูกต้องอีกเช่นกัน
ดังนั้นจึงต้องปล่อยวางทุกอย่าง ไม่ตั้งเป้า ไม่แม้กระทั่งว่า เป้านั้นจะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เหมือนประหนึ่งว่าไม่มีครู ทำได้อย่างนี้จึงจะเห็นและเข้าใจธรรมะที่เป็นอยู่จริงได้
การละวางแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เรามองเห็นกิเลสได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทุกขณะ
ทั้งเรายังต้องละวางแม้กระทั่งประสบการณ์ที่ได้รับรู้จากการปฎิบัติเมื่อก่อนหน้านี้อีกด้วย
ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นปัญญาที่เริ่มรู้เห็นในธรรมชาติของตนเองได้ถูกต้องขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม
เพราะอรชุนมองว่าปัญญาตัวนี้ก็มีลักษณะของกิเลสอย่างหนึ่งแต่เป็นกิเลสที่ละเอียดอ่อนขึ้น
และธรรมชาติของอนุสัยแห่งการเกิดขึ้นของธรรมะต่างๆ ก็เป็นไปในรูปแบบเดียวกันนั้น
"ขอเห็นก่อนได้ไหมแล้วค่อยรู้ " จึงช่วยละกิเลสทั้งที่หยาบและละเอียดอ่อนได้เป็นอย่างดี
จนสุดท้ายเราอาจมองเห็นได้ว่าเชื้อหรือการปรุงแต่งเป็นเรื่องของการสมมติสิ่งต่างๆ ได้
เป็นไงบ้างครับกับธรรมะที่อรชุนนำประสบการณ์ของตัวเองมาถ่ายทอดนี้
หากผิดพลาดประการใด ก็รบกวนขอคำแนะนำแก่อรชุนด้วยนะครับ
อรชุนจะได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องถูกทางมากยิ่งขึ้น
และหากเพื่อนๆ คนใหนเห็นว่าอรชุนยังคลุมเคลือไม่ชัดเจนตรงใหนก็สามารถยกมาถามได้เช่นกันครับ