เรื่องสั้นวันพุธ (9 พ.ค. 61) : ดูใจ

เรื่องสั้นวันพุธ : ดูใจ
โดย  ลิอ่อง

    “รู้เรื่องน้าเพ็ญรึยังพี่ ?”

    น้ำเสียงต่ำๆ แต่ร้อนรนของแม่ค้าไก่ที่ยืนห่างออกไปเพียงสามสี่ก้าวโพล่งขึ้นมา เป็นเหตุให้แม่ค้าปลาสดที่กำลังส่งเงินทอนมาให้เขาชะงักงันพร้อมกันกับเขาด้วย  

    “เพ็ญไหน ?” นางถามทันควัน เขม้นมองอีกฝ่าย

    “ก็เพ็ญขายหมาก ขายของแห้งหน้าตลาดเรานี่ไง” อีกฝ่ายพูดพร้อมชี้นิ้วไปด้านหน้าตลาด

    “ทำไม ?”

    “เค้าว่าแกเป็นมะเร็งลำไส้...ระยะสุดท้าย”

    

        
         เขาไม่ใช่คนบ้านนี้ แต่แม่พามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่หลังจากเขาจบชั้นประถมสี่ ซึ่งเป็นระดับการศึกษาที่สูงสุดใน พ.ศ.นั้น ระยะทางประมาณสิบห้ากิโลเมตรที่ห่างกันระหว่างบ้านเก่าที่อยู่เขตจังหวัดหนึ่ง กับบ้านใหม่ที่อยู่ในอีกจังหวัดหนึ่ง และความเยาว์วัย ทำให้ตอนที่เขาย้ายมาไม่ค่อยรู้สึกอะไรนัก  แต่ที่ยังนึกถึงเสมอๆ เมื่อพูดถึงบ้านเกิดของตัวเองก็คือ เรือนไม้หลังใหญ่ที่แวดล้อมด้วยต้นส้มโอลูกดกรสชาติแสนอร่อยสำหรับเขาและพี่ๆ น้องๆ

    เมื่อมาอยู่ถิ่นที่ใหม่ เขาได้เห็นว่าที่นี่คือชุมชนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยหลายหมู่บ้านและตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงสายสำคัญที่ทอดยาวไปอีกสามร้อยกว่ากิโลเมตรจนสุดเขตจังหวัดใหญ่ริมโขง มันคือที่ราบสูงดินสีแดงแหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลัง ต้นไม้ที่ทำรายได้เลี้ยงชีวิตผู้คนแถบนี้ ชีวิตหนุ่มของเขาเริ่มต้นที่นี่ และเคยมีเธอเป็นฉากหลัง--เพ็ญ สาวรุ่นใบหน้างามหมดจด ลูกสาวของตากว้าง อดีตนักเลงใหญ่คนหนึ่ง ณ แดนดงแห่งนี้ที่เหลือเพียงเรื่องราวทิ้งไว้ให้คนข้างหลัง

    มันเป็นเพียงบางช่วงเวลาที่เขาเลือกซุกซ่อนไว้ในซอกความทรงจำ เหมือนภาพถ่ายเก่าเก็บในอัลบั้มที่เก็บไว้ในตู้เก็บของอย่างมิดชิดจนแทบจะลืมเลือนไป      

    เพ็ญเป็นคนผิวคล้ำ วงหน้ารูปไข่ ปากนิดจมูกหน่อย คิ้วโก่งเหมือนจงใจวาด ใบหน้าเธอเหมือนนางละครที่เขาเคยเห็นในภาพบัตร สคส. หรือไม่ก็ภาพบนปฏิทิน ยิ่งในยามที่เจ้าตัวผัดหน้าทาปาก ในขณะที่รวบผมยาวเปิดหน้าผากปล่อยเป็นหางม้ายาวถึงกลางหลัง ก็ยิ่งทำให้วงหน้านั้นยิ่งโดดเด่นมากขึ้น และสำหรับเขา แม้จะไม่ได้สนใจสีที่ริมฝีปากนั้นสักเท่าใด แต่ก็ยังไม่วายแอบมองตามสาวเจ้า ในยามคืนค่ำที่มีเสียงดนตรีจากตู้ลำโพงของเครื่องขยายเสียงลอยไปตามกระแสสายลม และไอหมอกบางซึ่งกระจายตัวปกคลุมเหนือหมู่บ้านที่กำลังรื่นรมย์ด้วยความบันเทิงจากนานามหรสพ

    เขาเคยเห็นเธอสามสี่หนตรงทางไปสระน้ำใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็เดินหาบครุหรือไม่ก็ปีบเปล่าๆ ห้อยปลายไม้คานเพื่อไปตักน้ำจากสระขึ้นมา แล้วก็หาบคอนมาใส่ตุ่มที่บ้านของตัว กับคราวหนึ่งในศาลาวัดวันพระใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย เขาเห็นเธอใช้กิ่งไม้แห้งนั่งแคะโคลนออกจากรองเท้ายางตอนเตรียมตัวจะกลับบ้าน สายตาของหนุ่มสาวสบกันครู่หนึ่ง ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะคว้าตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุขันอะลูมิเนียมและปิ่นโตน้อยเดินกลับไปทางฝั่งทิศใต้ของวัด

    สาวเจ้าคงย่อมล่วงรู้ในท่าทีของเขาบ้าง เพราะบางคราวก็เหมือนจะยิ้มให้เขา แต่...บางคราวเธอก็หลบตาเสีย ในขณะที่เขาเองยามนั้นก็มีสาวต่างบ้านคนหนึ่งพัวพันเข้ามาในชีวิตโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าความคึกคะนองอย่างคนหนุ่ม

    เพียงหนเดียวเท่านั้นที่เขาได้ใกล้ชิดกับลูกสาวของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเลงใหญ่ ยามเที่ยงวันที่ทุกคนหยุดพักจากงานกู้หัวมันสำปะหลังในไร่แห่งหนึ่งทางท้ายหมู่บ้าน ร่างแบบบางอย่างสาวรุ่นของเพ็ญซ่อนอยู่ใต้เสื้อแขนยาวสีอ่อนและกางเกงขายาวสีเข้ม มีหมวกปีกกว้างสวมทับพร้อมกับสายรัดใต้คาง เธอนั่งอยู่ห่างเขาเพียงแค่เอื้อมมือ และเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ

    “ถามจริงๆ พี่เชื่อมั้ยที่เขาพูดกันว่า...พ่อฉันเป็นคนยิงพ่อพี่ ?”

    เขาหลบตาเธอ เสมองไปที่ทิวแถวลำต้นตะปุ่มตะป่ำของมันสำปะหลังอันเป็นเสมือนฉากกำบังให้คนทั้งคู่ได้เป็นอย่างดีในเวลานั้น

    “เออ..ไม่รู้ซี เราต่างก็--เป็นเด็กน้อยด้วยกันทั้งนั้น” เขามองหน้าเธอและพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงค่อยๆ  “อย่าพูดถึงเลย....มันนานมาแล้ว”

    เธอยังคงจ้องหน้าเขาด้วยสายตาแสดงคำถาม มันเป็นสิ่งที่คาใจจนยากที่จะสลัดหลุด และกลายเป็นความกริ่งเกรงที่ปะปนกับความหวนหา

    “ถ้ามันเป็นจริง....”

        เพ็ญเอ่ยขึ้นได้แค่นั้น พลันก็มีเสียงโหวกเหวกเรียกหามาแต่ด้านนอก เสียงแม่ของเธอคือสัญญาณลาจากกันของสาวหนุ่มทั้งคู่ที่ลอบมาพบกันในเวลาพัก เขาถือวิสาสะรั้งไหล่ของเธอเข้ามาและสัมผัสข้างแก้มสาวด้วยริมฝีปากอย่างว่องไว

        “เลิกคิดเสีย”

        นั่นคือคำบอกของเขา และไม่น่าเชื่อว่ามันคือบทสนทนาครั้งเดียวระหว่างเขากับผู้หญิงคนนี้ เพราะหลังจากวันนั้น ชะตากรรมก็ทำให้เขาต้องระหกระเหินห่างจากแดนดินดงแห่งนี้เพื่อไปยังจังหวัดชายทะเลทางภาคใต้ที่มีเพื่อนสนิทบางคนของเขารอคอยอยู่ และใช้แรงกายเลี้ยงชีวิตตัวเอง แม่ กับน้องๆ ต่างพ่อที่อยู่ทางบ้านนานนับสิบปีก่อนจะหันเหไปที่อื่นๆ อีกสองสามแห่ง

         จากหนนั้น เขาไม่ได้พูดคุยสิ่งใดกับเพ็ญอีก แม้ว่าจะเคยมีจดหมายฉบับหนึ่งจากเธอไปถึงเขาขณะทำงานอยู่ในจังหวัดที่ห่างไกลนั้น และแม้เมื่อเขาได้หวนกลับคืนถิ่นดินแดงถิ่นนี้แล้วในวัยสี่สิบเศษกับเมียและลูกชายสองคน กับทั้งๆ ที่เพ็ญก็คือแม่ค้าขายของอยู่ในตลาดบ้านนี้ ทว่า กลับไม่เคยมีถ้อยคำหรือท่าทีใดๆ ให้แก่กันอีกเลยระหว่างเขากับเธอ

(ต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่