เรื่องสั้นวันพุธ :
ดูใจ
โดย
ลิอ่อง
“รู้เรื่องน้าเพ็ญรึยังพี่ ?”
น้ำเสียงต่ำๆ แต่ร้อนรนของแม่ค้าไก่ที่ยืนห่างออกไปเพียงสามสี่ก้าวโพล่งขึ้นมา เป็นเหตุให้แม่ค้าปลาสดที่กำลังส่งเงินทอนมาให้เขาชะงักงันพร้อมกันกับเขาด้วย
“เพ็ญไหน ?” นางถามทันควัน เขม้นมองอีกฝ่าย
“ก็เพ็ญขายหมาก ขายของแห้งหน้าตลาดเรานี่ไง” อีกฝ่ายพูดพร้อมชี้นิ้วไปด้านหน้าตลาด
“ทำไม ?”
“เค้าว่าแกเป็นมะเร็งลำไส้...ระยะสุดท้าย”
เขาไม่ใช่คนบ้านนี้ แต่แม่พามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่หลังจากเขาจบชั้นประถมสี่ ซึ่งเป็นระดับการศึกษาที่สูงสุดใน พ.ศ.นั้น ระยะทางประมาณสิบห้ากิโลเมตรที่ห่างกันระหว่างบ้านเก่าที่อยู่เขตจังหวัดหนึ่ง กับบ้านใหม่ที่อยู่ในอีกจังหวัดหนึ่ง และความเยาว์วัย ทำให้ตอนที่เขาย้ายมาไม่ค่อยรู้สึกอะไรนัก แต่ที่ยังนึกถึงเสมอๆ เมื่อพูดถึงบ้านเกิดของตัวเองก็คือ เรือนไม้หลังใหญ่ที่แวดล้อมด้วยต้นส้มโอลูกดกรสชาติแสนอร่อยสำหรับเขาและพี่ๆ น้องๆ
เมื่อมาอยู่ถิ่นที่ใหม่ เขาได้เห็นว่าที่นี่คือชุมชนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยหลายหมู่บ้านและตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงสายสำคัญที่ทอดยาวไปอีกสามร้อยกว่ากิโลเมตรจนสุดเขตจังหวัดใหญ่ริมโขง มันคือที่ราบสูงดินสีแดงแหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลัง ต้นไม้ที่ทำรายได้เลี้ยงชีวิตผู้คนแถบนี้ ชีวิตหนุ่มของเขาเริ่มต้นที่นี่ และเคยมีเธอเป็นฉากหลัง--เพ็ญ สาวรุ่นใบหน้างามหมดจด ลูกสาวของตากว้าง อดีตนักเลงใหญ่คนหนึ่ง ณ แดนดงแห่งนี้ที่เหลือเพียงเรื่องราวทิ้งไว้ให้คนข้างหลัง
มันเป็นเพียงบางช่วงเวลาที่เขาเลือกซุกซ่อนไว้ในซอกความทรงจำ เหมือนภาพถ่ายเก่าเก็บในอัลบั้มที่เก็บไว้ในตู้เก็บของอย่างมิดชิดจนแทบจะลืมเลือนไป
เพ็ญเป็นคนผิวคล้ำ วงหน้ารูปไข่ ปากนิดจมูกหน่อย คิ้วโก่งเหมือนจงใจวาด ใบหน้าเธอเหมือนนางละครที่เขาเคยเห็นในภาพบัตร สคส. หรือไม่ก็ภาพบนปฏิทิน ยิ่งในยามที่เจ้าตัวผัดหน้าทาปาก ในขณะที่รวบผมยาวเปิดหน้าผากปล่อยเป็นหางม้ายาวถึงกลางหลัง ก็ยิ่งทำให้วงหน้านั้นยิ่งโดดเด่นมากขึ้น และสำหรับเขา แม้จะไม่ได้สนใจสีที่ริมฝีปากนั้นสักเท่าใด แต่ก็ยังไม่วายแอบมองตามสาวเจ้า ในยามคืนค่ำที่มีเสียงดนตรีจากตู้ลำโพงของเครื่องขยายเสียงลอยไปตามกระแสสายลม และไอหมอกบางซึ่งกระจายตัวปกคลุมเหนือหมู่บ้านที่กำลังรื่นรมย์ด้วยความบันเทิงจากนานามหรสพ
เขาเคยเห็นเธอสามสี่หนตรงทางไปสระน้ำใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็เดินหาบครุหรือไม่ก็ปีบเปล่าๆ ห้อยปลายไม้คานเพื่อไปตักน้ำจากสระขึ้นมา แล้วก็หาบคอนมาใส่ตุ่มที่บ้านของตัว กับคราวหนึ่งในศาลาวัดวันพระใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย เขาเห็นเธอใช้กิ่งไม้แห้งนั่งแคะโคลนออกจากรองเท้ายางตอนเตรียมตัวจะกลับบ้าน สายตาของหนุ่มสาวสบกันครู่หนึ่ง ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะคว้าตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุขันอะลูมิเนียมและปิ่นโตน้อยเดินกลับไปทางฝั่งทิศใต้ของวัด
สาวเจ้าคงย่อมล่วงรู้ในท่าทีของเขาบ้าง เพราะบางคราวก็เหมือนจะยิ้มให้เขา แต่...บางคราวเธอก็หลบตาเสีย ในขณะที่เขาเองยามนั้นก็มีสาวต่างบ้านคนหนึ่งพัวพันเข้ามาในชีวิตโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าความคึกคะนองอย่างคนหนุ่ม
เพียงหนเดียวเท่านั้นที่เขาได้ใกล้ชิดกับลูกสาวของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเลงใหญ่ ยามเที่ยงวันที่ทุกคนหยุดพักจากงานกู้หัวมันสำปะหลังในไร่แห่งหนึ่งทางท้ายหมู่บ้าน ร่างแบบบางอย่างสาวรุ่นของเพ็ญซ่อนอยู่ใต้เสื้อแขนยาวสีอ่อนและกางเกงขายาวสีเข้ม มีหมวกปีกกว้างสวมทับพร้อมกับสายรัดใต้คาง เธอนั่งอยู่ห่างเขาเพียงแค่เอื้อมมือ และเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ
“ถามจริงๆ พี่เชื่อมั้ยที่เขาพูดกันว่า...พ่อฉันเป็นคนยิงพ่อพี่ ?”
เขาหลบตาเธอ เสมองไปที่ทิวแถวลำต้นตะปุ่มตะป่ำของมันสำปะหลังอันเป็นเสมือนฉากกำบังให้คนทั้งคู่ได้เป็นอย่างดีในเวลานั้น
“เออ..ไม่รู้ซี เราต่างก็--เป็นเด็กน้อยด้วยกันทั้งนั้น” เขามองหน้าเธอและพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงค่อยๆ “อย่าพูดถึงเลย....มันนานมาแล้ว”
เธอยังคงจ้องหน้าเขาด้วยสายตาแสดงคำถาม มันเป็นสิ่งที่คาใจจนยากที่จะสลัดหลุด และกลายเป็นความกริ่งเกรงที่ปะปนกับความหวนหา
“ถ้ามันเป็นจริง....”
เพ็ญเอ่ยขึ้นได้แค่นั้น พลันก็มีเสียงโหวกเหวกเรียกหามาแต่ด้านนอก เสียงแม่ของเธอคือสัญญาณลาจากกันของสาวหนุ่มทั้งคู่ที่ลอบมาพบกันในเวลาพัก เขาถือวิสาสะรั้งไหล่ของเธอเข้ามาและสัมผัสข้างแก้มสาวด้วยริมฝีปากอย่างว่องไว
“เลิกคิดเสีย”
นั่นคือคำบอกของเขา และไม่น่าเชื่อว่ามันคือบทสนทนาครั้งเดียวระหว่างเขากับผู้หญิงคนนี้ เพราะหลังจากวันนั้น ชะตากรรมก็ทำให้เขาต้องระหกระเหินห่างจากแดนดินดงแห่งนี้เพื่อไปยังจังหวัดชายทะเลทางภาคใต้ที่มีเพื่อนสนิทบางคนของเขารอคอยอยู่ และใช้แรงกายเลี้ยงชีวิตตัวเอง แม่ กับน้องๆ ต่างพ่อที่อยู่ทางบ้านนานนับสิบปีก่อนจะหันเหไปที่อื่นๆ อีกสองสามแห่ง
จากหนนั้น เขาไม่ได้พูดคุยสิ่งใดกับเพ็ญอีก แม้ว่าจะเคยมีจดหมายฉบับหนึ่งจากเธอไปถึงเขาขณะทำงานอยู่ในจังหวัดที่ห่างไกลนั้น และแม้เมื่อเขาได้หวนกลับคืนถิ่นดินแดงถิ่นนี้แล้วในวัยสี่สิบเศษกับเมียและลูกชายสองคน กับทั้งๆ ที่เพ็ญก็คือแม่ค้าขายของอยู่ในตลาดบ้านนี้ ทว่า กลับไม่เคยมีถ้อยคำหรือท่าทีใดๆ ให้แก่กันอีกเลยระหว่างเขากับเธอ
(ต่อ)
เรื่องสั้นวันพุธ (9 พ.ค. 61) : ดูใจ
โดย ลิอ่อง
“รู้เรื่องน้าเพ็ญรึยังพี่ ?”
น้ำเสียงต่ำๆ แต่ร้อนรนของแม่ค้าไก่ที่ยืนห่างออกไปเพียงสามสี่ก้าวโพล่งขึ้นมา เป็นเหตุให้แม่ค้าปลาสดที่กำลังส่งเงินทอนมาให้เขาชะงักงันพร้อมกันกับเขาด้วย
“เพ็ญไหน ?” นางถามทันควัน เขม้นมองอีกฝ่าย
“ก็เพ็ญขายหมาก ขายของแห้งหน้าตลาดเรานี่ไง” อีกฝ่ายพูดพร้อมชี้นิ้วไปด้านหน้าตลาด
“ทำไม ?”
“เค้าว่าแกเป็นมะเร็งลำไส้...ระยะสุดท้าย”
เขาไม่ใช่คนบ้านนี้ แต่แม่พามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่หลังจากเขาจบชั้นประถมสี่ ซึ่งเป็นระดับการศึกษาที่สูงสุดใน พ.ศ.นั้น ระยะทางประมาณสิบห้ากิโลเมตรที่ห่างกันระหว่างบ้านเก่าที่อยู่เขตจังหวัดหนึ่ง กับบ้านใหม่ที่อยู่ในอีกจังหวัดหนึ่ง และความเยาว์วัย ทำให้ตอนที่เขาย้ายมาไม่ค่อยรู้สึกอะไรนัก แต่ที่ยังนึกถึงเสมอๆ เมื่อพูดถึงบ้านเกิดของตัวเองก็คือ เรือนไม้หลังใหญ่ที่แวดล้อมด้วยต้นส้มโอลูกดกรสชาติแสนอร่อยสำหรับเขาและพี่ๆ น้องๆ
เมื่อมาอยู่ถิ่นที่ใหม่ เขาได้เห็นว่าที่นี่คือชุมชนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยหลายหมู่บ้านและตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงสายสำคัญที่ทอดยาวไปอีกสามร้อยกว่ากิโลเมตรจนสุดเขตจังหวัดใหญ่ริมโขง มันคือที่ราบสูงดินสีแดงแหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลัง ต้นไม้ที่ทำรายได้เลี้ยงชีวิตผู้คนแถบนี้ ชีวิตหนุ่มของเขาเริ่มต้นที่นี่ และเคยมีเธอเป็นฉากหลัง--เพ็ญ สาวรุ่นใบหน้างามหมดจด ลูกสาวของตากว้าง อดีตนักเลงใหญ่คนหนึ่ง ณ แดนดงแห่งนี้ที่เหลือเพียงเรื่องราวทิ้งไว้ให้คนข้างหลัง
มันเป็นเพียงบางช่วงเวลาที่เขาเลือกซุกซ่อนไว้ในซอกความทรงจำ เหมือนภาพถ่ายเก่าเก็บในอัลบั้มที่เก็บไว้ในตู้เก็บของอย่างมิดชิดจนแทบจะลืมเลือนไป
เพ็ญเป็นคนผิวคล้ำ วงหน้ารูปไข่ ปากนิดจมูกหน่อย คิ้วโก่งเหมือนจงใจวาด ใบหน้าเธอเหมือนนางละครที่เขาเคยเห็นในภาพบัตร สคส. หรือไม่ก็ภาพบนปฏิทิน ยิ่งในยามที่เจ้าตัวผัดหน้าทาปาก ในขณะที่รวบผมยาวเปิดหน้าผากปล่อยเป็นหางม้ายาวถึงกลางหลัง ก็ยิ่งทำให้วงหน้านั้นยิ่งโดดเด่นมากขึ้น และสำหรับเขา แม้จะไม่ได้สนใจสีที่ริมฝีปากนั้นสักเท่าใด แต่ก็ยังไม่วายแอบมองตามสาวเจ้า ในยามคืนค่ำที่มีเสียงดนตรีจากตู้ลำโพงของเครื่องขยายเสียงลอยไปตามกระแสสายลม และไอหมอกบางซึ่งกระจายตัวปกคลุมเหนือหมู่บ้านที่กำลังรื่นรมย์ด้วยความบันเทิงจากนานามหรสพ
เขาเคยเห็นเธอสามสี่หนตรงทางไปสระน้ำใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็เดินหาบครุหรือไม่ก็ปีบเปล่าๆ ห้อยปลายไม้คานเพื่อไปตักน้ำจากสระขึ้นมา แล้วก็หาบคอนมาใส่ตุ่มที่บ้านของตัว กับคราวหนึ่งในศาลาวัดวันพระใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย เขาเห็นเธอใช้กิ่งไม้แห้งนั่งแคะโคลนออกจากรองเท้ายางตอนเตรียมตัวจะกลับบ้าน สายตาของหนุ่มสาวสบกันครู่หนึ่ง ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะคว้าตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุขันอะลูมิเนียมและปิ่นโตน้อยเดินกลับไปทางฝั่งทิศใต้ของวัด
สาวเจ้าคงย่อมล่วงรู้ในท่าทีของเขาบ้าง เพราะบางคราวก็เหมือนจะยิ้มให้เขา แต่...บางคราวเธอก็หลบตาเสีย ในขณะที่เขาเองยามนั้นก็มีสาวต่างบ้านคนหนึ่งพัวพันเข้ามาในชีวิตโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าความคึกคะนองอย่างคนหนุ่ม
เพียงหนเดียวเท่านั้นที่เขาได้ใกล้ชิดกับลูกสาวของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเลงใหญ่ ยามเที่ยงวันที่ทุกคนหยุดพักจากงานกู้หัวมันสำปะหลังในไร่แห่งหนึ่งทางท้ายหมู่บ้าน ร่างแบบบางอย่างสาวรุ่นของเพ็ญซ่อนอยู่ใต้เสื้อแขนยาวสีอ่อนและกางเกงขายาวสีเข้ม มีหมวกปีกกว้างสวมทับพร้อมกับสายรัดใต้คาง เธอนั่งอยู่ห่างเขาเพียงแค่เอื้อมมือ และเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ
“ถามจริงๆ พี่เชื่อมั้ยที่เขาพูดกันว่า...พ่อฉันเป็นคนยิงพ่อพี่ ?”
เขาหลบตาเธอ เสมองไปที่ทิวแถวลำต้นตะปุ่มตะป่ำของมันสำปะหลังอันเป็นเสมือนฉากกำบังให้คนทั้งคู่ได้เป็นอย่างดีในเวลานั้น
“เออ..ไม่รู้ซี เราต่างก็--เป็นเด็กน้อยด้วยกันทั้งนั้น” เขามองหน้าเธอและพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงค่อยๆ “อย่าพูดถึงเลย....มันนานมาแล้ว”
เธอยังคงจ้องหน้าเขาด้วยสายตาแสดงคำถาม มันเป็นสิ่งที่คาใจจนยากที่จะสลัดหลุด และกลายเป็นความกริ่งเกรงที่ปะปนกับความหวนหา
“ถ้ามันเป็นจริง....”
เพ็ญเอ่ยขึ้นได้แค่นั้น พลันก็มีเสียงโหวกเหวกเรียกหามาแต่ด้านนอก เสียงแม่ของเธอคือสัญญาณลาจากกันของสาวหนุ่มทั้งคู่ที่ลอบมาพบกันในเวลาพัก เขาถือวิสาสะรั้งไหล่ของเธอเข้ามาและสัมผัสข้างแก้มสาวด้วยริมฝีปากอย่างว่องไว
“เลิกคิดเสีย”
นั่นคือคำบอกของเขา และไม่น่าเชื่อว่ามันคือบทสนทนาครั้งเดียวระหว่างเขากับผู้หญิงคนนี้ เพราะหลังจากวันนั้น ชะตากรรมก็ทำให้เขาต้องระหกระเหินห่างจากแดนดินดงแห่งนี้เพื่อไปยังจังหวัดชายทะเลทางภาคใต้ที่มีเพื่อนสนิทบางคนของเขารอคอยอยู่ และใช้แรงกายเลี้ยงชีวิตตัวเอง แม่ กับน้องๆ ต่างพ่อที่อยู่ทางบ้านนานนับสิบปีก่อนจะหันเหไปที่อื่นๆ อีกสองสามแห่ง
จากหนนั้น เขาไม่ได้พูดคุยสิ่งใดกับเพ็ญอีก แม้ว่าจะเคยมีจดหมายฉบับหนึ่งจากเธอไปถึงเขาขณะทำงานอยู่ในจังหวัดที่ห่างไกลนั้น และแม้เมื่อเขาได้หวนกลับคืนถิ่นดินแดงถิ่นนี้แล้วในวัยสี่สิบเศษกับเมียและลูกชายสองคน กับทั้งๆ ที่เพ็ญก็คือแม่ค้าขายของอยู่ในตลาดบ้านนี้ ทว่า กลับไม่เคยมีถ้อยคำหรือท่าทีใดๆ ให้แก่กันอีกเลยระหว่างเขากับเธอ
(ต่อ)