เนื่อเรื่องจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ๗. มหาสกุลุทายิสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=13&A=5498&w=%E0%C7%B7%C2%D4%B5%B9%D4%E2%C3%B8
เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงอะไรๆหลายอย่าง แต่จบลงด้วยปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอภิญญา(พระอรหัต)
อันเป็นเหตุที่ ๕ ให้สาวกของพระพุทธเจ้าเคารพบูชาพระองค์
๑ "เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสติปัฏฐานสี่....
....ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว เจริญสติปัฏฐานสี่นั้นแล
สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา (พระอรหัต) อยู่"
** ข้ออื่นเนื้อความก็จะใกล้เคียงกันไปหมด คือ ปฏิบัติตามปฏิปทาที่พระพุทธเจ้าตรัส แล้วบรรลุอภิญญา(พระอรหัต)
๒ สัมมัปปธาน ๔
๓ อิทธิบาท ๔
๕ เจริญอินทรีย์ ๕
๖ โพชฌงค์ ๗
๗ อริยมรรคมีองค์ ๘
๘ วิโมกข์ ๘
๙ อภิภายตนะ ๘
๑๐ กสิณายตนะ ๑๐
๑๑ ฌาน ๔
๑๒ มาถึงตรงนี้พระพุทธเจ้าตรัสเปลี่ยนสำนวนนิดหนึ่ง
"เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔...
เพราะสาวกทั้งหลายของเรา ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วย่อมรู้ชัดอย่างนี้แล สาวก
ของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมี อันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่."
**ข้ออื่นเนื้อความจะใช้คำแตกต่างกันเล็กน้อย ตรวจสอบจากพระสูตรได้อีกทีเพื่อความละเอียด
๑๓ "ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ" - มโนมยิทธิ
๑๔ "ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ" - อิทธิฤทธิ์ต่างๆ
๑๕ "ย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้" - ทิพยโสต
๑๖ "ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ" - เจโตปริยญาณ
๑๗ "ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก"- บุพเพนิวาสานุสติญาณ
๑๘ "ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ" จุตูปปาตญาณ
๑๙ "ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้"
** จากข้อ ๑-๑๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ย่อมเจริญ (หรือทำให้เกิดใช่มั้ย)
แต่มาถึงข้อนี้จนถึงข้อต่อๆไป ท่านตรัสเหมือนกับว่า เมื่อปฏิบัติตามที่ท่านตรัสสอนแล้วจะได้อะไร รู้อะไร ทำอะไรได้บ้าง
ฉันขอยกมาอีกครั้งหนึ่งนะ
"เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า..., ย่อมนิรมิต, ย่อมบรรลุอิทธิวิถีฯลฯ"
คำถามคือ ปฏิปทาที่ว่าคืออะไร...? ใช่ข้อ ๑-๑๑ หรือไม่...
ก็น่าจะใช่นะ หรือใครคิดว่าไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นคืออะไรหรือจ๊ะ...
ซึ่งนอกจากข้อ ๑-๑๑ ก็มีการปฏิบัติอีกมากมายที่ไม่ได้ตรัสถึง เช่น อนุสสติทั้งหลาย
(แต่เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกับสมาธิก็อาจจะเป็นได้ว่าเหมารวมอยู่ในข้อ ๑๑ ไว้แล้ว)
แต่ทั้งนีทั้งนั้น การเข้าถึงการปฏิบัติอื่นๆ ก็ย่อมต้องมีการเจริญสิ่งที่กล่าวไว้ใน ๑-๑๑ ด้วย
หรือแต่การเจริญ ๑-๑๑ เอง ก็ไม่ได้เป็นการปฏิบัติแบบแปลกแยก แต่เป็นการปฏิบัติที่ร่วมด้วยช่วยกัน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม
แต่บางข้อจะขาดไปเลยก็ไม่น่าจะได้ แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ต้องใช้อย่างแน่นอน เช่น อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน ๔ เป็นต้น
และบางข้อก็อาจจะไม่ต้องปฏิบัติเพื่อจะถึงซึ่งอภิญญาคืออรหัต ก็เป็นได้ เช่น ข้อ ๘ ๙ ๑๐
แต่ในส่วนของข้อ ๑๓-๑๘ จะขาดซึ่งกสิณก็คงจะไม่ได้ตามที่รู้มาจาก ปฏิสัมภิทามรรคและวิสุทธิมรรคจะต้องได้กสิณสมาบัติ
ที่ว่ามาทั้งหมดนี่... ใครได้ศึกษาอะไรตรงไหนอย่างไรแล้วบ้างจ๊ะ
เหลาสู่กันฟังบ้างสิจ๊ะ
ของฝากนักก๊อป ท้ายอรรถกถามีว่า "สมถวิปัสสนาที่เกิดขึ้นแล้วแม้อย่างนี้ เมื่อดับไปพึงทราบว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความพินาศ."
ปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอภิญญา(พระอรหัต) ๑ ในเหตุแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ๗. มหาสกุลุทายิสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=13&A=5498&w=%E0%C7%B7%C2%D4%B5%B9%D4%E2%C3%B8
เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงอะไรๆหลายอย่าง แต่จบลงด้วยปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอภิญญา(พระอรหัต)
อันเป็นเหตุที่ ๕ ให้สาวกของพระพุทธเจ้าเคารพบูชาพระองค์
๑ "เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสติปัฏฐานสี่....
....ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว เจริญสติปัฏฐานสี่นั้นแล
สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา (พระอรหัต) อยู่"
** ข้ออื่นเนื้อความก็จะใกล้เคียงกันไปหมด คือ ปฏิบัติตามปฏิปทาที่พระพุทธเจ้าตรัส แล้วบรรลุอภิญญา(พระอรหัต)
๒ สัมมัปปธาน ๔
๓ อิทธิบาท ๔
๕ เจริญอินทรีย์ ๕
๖ โพชฌงค์ ๗
๗ อริยมรรคมีองค์ ๘
๘ วิโมกข์ ๘
๙ อภิภายตนะ ๘
๑๐ กสิณายตนะ ๑๐
๑๑ ฌาน ๔
๑๒ มาถึงตรงนี้พระพุทธเจ้าตรัสเปลี่ยนสำนวนนิดหนึ่ง
"เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔...
เพราะสาวกทั้งหลายของเรา ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วย่อมรู้ชัดอย่างนี้แล สาวก
ของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมี อันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่."
**ข้ออื่นเนื้อความจะใช้คำแตกต่างกันเล็กน้อย ตรวจสอบจากพระสูตรได้อีกทีเพื่อความละเอียด
๑๓ "ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ" - มโนมยิทธิ
๑๔ "ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ" - อิทธิฤทธิ์ต่างๆ
๑๕ "ย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้" - ทิพยโสต
๑๖ "ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ" - เจโตปริยญาณ
๑๗ "ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก"- บุพเพนิวาสานุสติญาณ
๑๘ "ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ" จุตูปปาตญาณ
๑๙ "ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้"
** จากข้อ ๑-๑๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ย่อมเจริญ (หรือทำให้เกิดใช่มั้ย)
แต่มาถึงข้อนี้จนถึงข้อต่อๆไป ท่านตรัสเหมือนกับว่า เมื่อปฏิบัติตามที่ท่านตรัสสอนแล้วจะได้อะไร รู้อะไร ทำอะไรได้บ้าง
ฉันขอยกมาอีกครั้งหนึ่งนะ
"เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า..., ย่อมนิรมิต, ย่อมบรรลุอิทธิวิถีฯลฯ"
คำถามคือ ปฏิปทาที่ว่าคืออะไร...? ใช่ข้อ ๑-๑๑ หรือไม่...
ก็น่าจะใช่นะ หรือใครคิดว่าไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นคืออะไรหรือจ๊ะ...
ซึ่งนอกจากข้อ ๑-๑๑ ก็มีการปฏิบัติอีกมากมายที่ไม่ได้ตรัสถึง เช่น อนุสสติทั้งหลาย
(แต่เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกับสมาธิก็อาจจะเป็นได้ว่าเหมารวมอยู่ในข้อ ๑๑ ไว้แล้ว)
แต่ทั้งนีทั้งนั้น การเข้าถึงการปฏิบัติอื่นๆ ก็ย่อมต้องมีการเจริญสิ่งที่กล่าวไว้ใน ๑-๑๑ ด้วย
หรือแต่การเจริญ ๑-๑๑ เอง ก็ไม่ได้เป็นการปฏิบัติแบบแปลกแยก แต่เป็นการปฏิบัติที่ร่วมด้วยช่วยกัน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม
แต่บางข้อจะขาดไปเลยก็ไม่น่าจะได้ แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ต้องใช้อย่างแน่นอน เช่น อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน ๔ เป็นต้น
และบางข้อก็อาจจะไม่ต้องปฏิบัติเพื่อจะถึงซึ่งอภิญญาคืออรหัต ก็เป็นได้ เช่น ข้อ ๘ ๙ ๑๐
แต่ในส่วนของข้อ ๑๓-๑๘ จะขาดซึ่งกสิณก็คงจะไม่ได้ตามที่รู้มาจาก ปฏิสัมภิทามรรคและวิสุทธิมรรคจะต้องได้กสิณสมาบัติ
ที่ว่ามาทั้งหมดนี่... ใครได้ศึกษาอะไรตรงไหนอย่างไรแล้วบ้างจ๊ะ
เหลาสู่กันฟังบ้างสิจ๊ะ
ของฝากนักก๊อป ท้ายอรรถกถามีว่า "สมถวิปัสสนาที่เกิดขึ้นแล้วแม้อย่างนี้ เมื่อดับไปพึงทราบว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความพินาศ."