ยินดีต้อนรับเข้าสู่การเดินทางสู่จังหวัด “ภูเก็ต”
3วัน4คืน ของพวกเราชาย3หญิง1
กับการเดินทางที่ได้อะไรมากกว่าการเดินทางท่องเที่ยว
-------------------------------------------------
สำหรับการเดินท่องเที่ยวของพวกเราในครั้งนี้เป็นวิชาการท่องเที่ยวของ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
เราได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้เดินทางไปเที่ยวที่ไหนซักที่หนึ่งก็ได้ ซึ่งกลุ่มของพวกเรานั้นอยากไปทะเล เกาะ และที่สำคัญที่ขาดไปไม่ได้นั้นคือ “ของกิน”
ซึ่งเราก็เล็งไว้หลายที่มาก แต่สุดท้าย “โจทย์” ที่เราตั้งนั้นบวกกับ “งบ” และ “เรื่องเล่า” จากคนรอบข้างเราก็ได้คำตอบว่า “ภูเก็ต”
แนะนำตัว…
ในการเดินทางครั้งนี้ของพวกเราประกอบไปด้วย...
“มอส เพื่อนอ้วนตัวใหญ่หนักเกือบ130กิโล ผู้ที่ขนอุปกรณ์ถ่ายภาพมากกว่าจำนวนคนถ่าย”
“เฟริส ชายผอม?สูงพูดน้อย ที่มาพร้อมกับมือถือใกล้ตาย1เครื่อง”
“เจีย สาวน้อยร้อยสีผม ที่เป็นทั้งผู้วางแผนการเที่ยวและยังเป็นผู้หญิงคนเดียวในการเดินทางครั้งนี้”
และสุดท้าย...
“ปาย หนุ่มแว่นตัวเล็กร่าเริงพูดไม่รู้เรื่องคนหนึ่ง ผู้ซึ่งกำลังเขียนเรื่องราวที่ทุกท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้”

เริ่ม…
NIGHT 00
31/03/2018
ฟู้ว… เสียงเครื่องบินค่อยๆพุ่งไปในอากาศพร้อมความมืดมิดในห้องโดยสาร สัญญาณขาดเข็มขัดนิรภัยปิดลง ผู้โดยสารบางคนค่อยๆปลดเข็มขัดออกจากตัวบ้าง สั่งอาหารบ้าง ไปเข้าห้องน้ำบ้าง ซึ่งผมก็ค่อยๆสังเกตผู้โดยสารรอบๆ ผมพบว่าเกินครึ่งนั้นเป็นผู้โดยสารชาวต่างชาติ มีทั้งชาวจีนบ้าง เกาหลีญี่ปุ่นบ้าง ฝรั่งก็มี แขกก็เยอะ ซึ่งผู้โดยสารที่นั่งข้างผมก็เป็นชาวต่างชาติเช่นกัน เป็น2สาวพี่น้อง คนพี่อายุประมาณ12-13 คนน้องอายุประมาณ10ขวบ วัยกำลังซนๆเลย
ซึ่งสิ่งแรกผมเห็นจาก2พี่น้องตั้งแต่สัญญาณปลดเข็มขัดนั่นก็คือ คนน้องหยิบสมุดระบายสีขึ้นมาพร้อมสีเมจิกมากมาย ในตอนนั้นผมคิดในใจเลยว่า “โอเคอย่างน้อยเจ้า2คนนี้มันคงไม่ซนมาก” ผมก็หยิบหูฟังมาใส่หูและฟังเพลงพร้อมค่อยๆข่มตาไป… พักนึงผมก็รู้สึกเหมือนมีอะไรผ่านหน้าผมไป ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมาพบกับแอร์กำลังยื่นอาหารน่าอร่อยผ่านหน้าผมไปนิดเดียว ผมหันไปหาเจ้า2ตัวน้อยข้างผมที่กำลังตื่นเต้นมากกับอาหารที่ได้รับ
ขณะที่ผมกำลังเคลิ้มจะหลับ จู่ๆผมก็รู้สึกเหมือนมีอะไรตกมาโดนที่ขา ผมค่อยๆลืมตาดู ปรากฏเป็นเจ้าเด็กน้อยคนน้องกำลังทำความสะอาดเศษอาหารที่กินหกด้วยการ “ปัด”มาลงที่ขาของผม ซึ่งผมก็ค่อยๆหันไปมองเธอเพื่อจะบอกเธอว่า “คนข้างๆเธอนั้นเลอะหมดแล้ว” แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นคือสมุดระบายสีเล่มเดิมที่หยิบขึ้นมาวางแทนเศษอาหารที่เธอเพิ่งปัดลงมาโดนขาของผม…
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“เด็กเอ๋ย..เด็กน้อย”

สัญญาณคาดเข็มขัดนิรภัยดังขึ้นอีกครั้ง ผู้โดยสารที่ตื่นอยู่ก็ค่อยๆขาดเข็มขัดตามๆกัน ไฟในห้องโดยสารทั้งลำปิดลงเหลือเพียงแสงเล็กน้อยและแสงจากฟ้าแลบจากเมฆผ่านเป็นระยะๆ “บรรยากาศน่ากลัวใช้ได้เลย”ผมคิด
บรรยากาศเงียบสงัด ผมรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดของเจียที่นั่งข้างทางเดินติดกับผม ผมหาเรื่องชวนเจียคุย ผมบอกเจียไปว่า “เออ นี้เป็นครั้งแรกเลยนะที่กูนั่งเครื่องบินตอนกลางคืน ตื่นเต้นนะ” ซึ่งเจียก็นิ่งตัวเกร็งนิดนึงก่อนจะหันมาตอบผมแบบนิ่งๆว่า “นี้เป็นครั้งแรกที่กูขึ้นเครื่องบิน...”
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ครั้งแรกของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน...”
เราเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสาร ฝนตกหนักมากเหมือนเป็นการต้อนรับ พวกเราจึงไม่มีทางเลือกที่จะต้องนั่งแท๊กซี่จากจุดบริการแท๊กซี่ของสนามบิน เค้าบอกว่าราคาตามมิเตอร์บวกอีก100บาทค่าเรียก พวกเราก็ไม่ได้อะไรเพราะตอนนั้นไม่มีอะไรให้เลือกมาก
เราทั้งสีคนขึ้นรถไป เจียส่งแผนที่ให้คนขับดู เสร็จ เค้าก็เริ่มออกรถฝ่าสายฝนไป ตอนนั้นทุกคนก็ค่อยๆนั่งพักสายตาตากแอร์ไป นั่งไปประมาณ20นาทีผมก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาดูว่าถึงไหนแล้ว “ไกลจัง ราคาที่มิเตอร์จะเท่าไหร่แล้วนะ”ผมคิด ซึ่งราคาที่โชว์หน้ามิเตอร์ตอนนั้นคือประมาณเกือบจะ600บาทแล้ว ผมหันไปมองเพื่อนทันที ซึ่งเฟริสก็ยิ้มและส่งสายตากลับมาเหมือนจะบอกว่า “อืม กูรู้ละ...”
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“แท๊กซี่ภูเก็ตแพงมาก...”


หลังที่เราเข้าที่พัก เก็บของจัดแจงอะไรเรียบร้อย เราก็ตกลงกันว่าจะออกไปหาอะไรกินกันก่อนนอน
หน้าที่พัก ฝนยังตกอยู่แต่ก็พอฝ่าไปได้ พวกเราค่อยๆเดินไปถนนในเมืองภูเก็ตที่ทั้งเงียบและเปียก เราเดินกันมาได้พักนึงก่อนที่จะแวะเซเว่นเพื่อหลบฝนพักนึง ซึ่งตอนนั้นเราก็เริ่มคุยกันว่ากินอะไรในเซเว่นกันดีไหม เพราะตอนนี้เราก็เดินกันมาไกลที่พักมาแล้ว และท่าทางจะไม่มีร้านอาหารไหนเปิดเลยนะเวลานี้ เพราะตอนนี้ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว แต่มอสก็บอกว่า “เดินอีกนิดเถอะ ออกมาทั้งที” เราจึงตัดสินใจเดินต่อไปอีกนิดและเราก็บังเอิญไปเจอกับร้านอาหารร้านนึงพอดี… เราทั้งหมดค่อยๆตรงเข้าไปที่ร้านนั้นอย่างเหนื่อยล้า พนักงานเอาเมนูมาให้เราทุกคนค่อยไล่ดูเมนูไปทีละรายการ มัทั้งอาหารที่รู้จักและอาหารท้องถิ่น และในเมื่อเราเดินทางมาต่างถิ่นทั้งทีก็ต้องลองอะไรใหม่ๆดูบ้าง
เราสั่งมาเป็นกองกลางแล้วช่วยกันกันหาร อาหารค่อยๆมาเสริฟทีละจาน พวกเราค่อยๆแบ่งกันกินคนละคำสองคำแล้วเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ บางอย่างก็ถูกปาก บางอย่างก็แปลกๆ แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยความอิ่ม
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“จะมีร้านอาหารแห่งนึงเปิดอยู่เสมอ...”



DAY 01
01/04/2018
เวลาประมาณ6โมงเช้า ภาระกิจแรกของวันนี้คือการไปเช่ารถมอเตอร์ไซต์ ซึ่งโชคดีที่เจ้าของโรงแรมมีร้านที่รู้จักอยู่ เราเช่ามา2คัน คันแรกมอสขับปายซ้อน คันที่2เฟริสขับเจียซ้อน… เสร็จจากเรื่องรถเราก็เริ่มหาอะไรลงท้องกัน ซึ่งเราเล็งไว้แล้วอยู่ร้านนึง อยู่ในตัวเมืองใช้เวลาขับไม่นานก็ถึงโดยเจียเป็นคนนำทาง
“ขนมจีนป้ามัย” ซึ่งสิ่งที่เราสั่งก็ต้องเป็นขนมจีนอยู่แล้ว(ชื่อร้านก็บอกอยู่ว่าเป็นร้านขนมจีน...) นับว่าเป็นมื้อเช้ามื้อแรกที่โอเคเลยสำหรับอาหารต่างถิ่นของพวกเรา…
หลังจากอิ่มท้องได้ที่ จุดหมายต่อไปของวันนี้คือ “เกาะเฮ” ซึ่งระหว่างทานขนมจีนเฟริสก็ได้โทรไปดีลกับเรือข้ามเกาะแล้ว ทางนั้นเค้านัดให้เราไปเจอกันที่ “หาดราไว”
พวกเราใช้เวลาขับรถประมาณครึ่งชม.ก็ถึง เราไปติดต่อเจ้าของเรือทันทีไปถึง ซึ่งเค้ามีชูชีพให้ฟรี แต่ถ้าอยากได้แว่นดำน้ำเพิ่มก็ต้องเสียคนละ100ซึ่งเราก็ต้องโอเคอยู่แล้วเพราะท่าทางเช่าเอาบนเกาะแพงกว่าเท่าตัวเลย… หลังจากที่ตกลงราคาเสร็จเราก็เข้ามินิมาร์ทแถวนั้นทันทีเพื่อตุนเสบียงไว้กินบนเกาะ เพราะจากที่รู้มา อาหารบนเกาะนั้นแพงมากๆ หลายเท่าตัวเลย เราก็ซื้อขนมปังไปแถวนึงใหญ่ๆกับแยมกระปุกนึงพร้อมขนมกรุบกริบนิดหน่อยและน้ำอีก2ขวดใหญ่ๆ
เสร็จจากการตุลเสบียง เราก็ขึ้นเรือทันที ซึ่งเรือที่เรานั่งนั้นก็เป็นเราไม้ไม่มีหลังคารูปทรงยาวๆที่มาพร้อมกับคนขับ1คนและเด็กน้อยลูกมือคนขับอีก1คน
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“มีแผนดีกว่าไม่มีแผน...”




ภาพของเกาะเฮที่เราจะไปนั้น ค่อยๆใหญ่ขึ้นตามระยะทางที่เราเข้าใกล้ หาดที่เราจะไปคือ “หาดกล้วย”หรือ “BANANA BEACH” เรือของพวกเราค่อยๆเข้าฝั่งอย่างช้าๆ เราค่อยๆแบกสัมภาระและเสบียงไปหาที่นั่งริมหาด ซึ่งการจะมีที่นั่งในหาดนี้ได้นั้นก็ต้องเสียเงินเช่นเคย แต่จะให้ทำไงได้ เราก็ต้องมีที่วางของนี่นะ…

เราควักเงินออกมาคนละ100จ่ายไป พร้อมเอาสัมภาระวางจองที่ไว้ทันที หลังจากจัดแจงตัวเองเราเรียบเราก็จะเริ่มทำกิจกรรมหลักของเราในวันนี้คือ “การดำน้ำ”นั่นเอง เราทั้ง4หยิบแว่นและชูชีพมาสวมใส่ไว้ประจำกายและค่อยเดินลงทะเลไปอย่างช้าๆ ผ่านนักท่องเที่ยวมากมายซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้นล้วนเป็นชาวต่างชาติทั้งสิ้น และอีกอย่างที่เราสังเกตเห็นได้ชัดเจนเลยคือนักท่องเที่ยวบนหาดนั้นแบ่งโซนของตัวเองชัดมาก คือพวกที่เป็นชาวเอเชียก็จะรวมๆกันอยู่โซนนึง พวกฝรั่งหรือยุโรปก็จะรวมๆกันอยู่อีกโซนนึง เหมือนมันกำลังจะบอกอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน…

“ล้างแว่น...” คือสิ่งแรกที่เรา4คนทำ เราค่อยๆเอาแว่นมาสวมพร้อมเอาท่ออากาศมาใสปากอย่างทุลักทุเล ใครใสแล้วอยากลองทดสอบก็แค่เอาหัวจุ่มน้ำลงไป เราค่อยๆที่จะเรียนรู้การหายใจทางปากซึ่งมันก็ไม่ได้ยากอะไรนัก เมื่อเราเริ่มคุ้นเคยกับแว่นแล้วเราก็เริ่มดำน้ำกัน…
“...ใครจะไปคิดว่า ภาพจากการ์ตูนลีโล่ แอน สติช หรือ นีโม่ มันจะมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว…” ปากมากมายทั้งตัวเล็กตัวใหญ่แหวกว่ายผ่านประการัง มันจะสวยงานขณะนี้ ไม่รู้ว่าเพราะใกล้หรือบรรยากาศรอบมันพาไป ถึงแม้ภาพจากกล้องที่ถ่ายมันสวย สีสดใสมาก แต่มันก็เทียบกับความรู้สึกตรงหน้าไม่ได้จริงๆ… บางคนอาจจะว่า “เกินไปป่าว”แต่ความรู้สึกที่ได้มันดีมาก…

เราค่อยๆเอาแว่นมากลั้วน้ำเป็นระยะเพื่อกำจัดฝ่าบนกระจกแว่น แดดแรงๆที่สลับไปมากับน้ำเย็นๆนั้นมันสนุกมาก พวกเราว่ายเกาะกลุ่มกันห่างไปไม่ไกลเกินคุยกัน เราค่อยๆว่ายไปไกลขึ้นเท่าทีทุกคนจะโอเค… แต่สิ่งที่ไม่โอเคและไม่น่าเข้าไปใกล้เท่าไหร่นั้นน่าจะเป็นฝูงหอยเม่นที่เกาะอยู่ที่พื้นตามปะการัง อยู่ตัวเดียวมันก็ไม่ได้เท่าไหร่หรอก แต่พออยู๋กันเป็นหมู่บ้านนี่สิ เสียวสยองตัวแปลกๆ และในระหว่างที่เรากำลังพักลอยคอคุยกันอยู่นั้น เฟริสก็หันหน้าตาตื่นมาบอกว่า “ตะกี้มีปลาอะไรไม่รู้ว่ายมา ตัวยาวๆปากใหญ่ๆ น่ากลัวมา อยู๋แถวปะการังอะ...” เมื่อเราได้ยินแบบนั้น เราทั้งหมดก็สวมแว่นและมองลงไปในน้ำทันที เราพยายามหาปลาที่เฟริสบอก แต่เราก็ไม่พบอะไร ซึ่งจากที่เราสยองๆหอยเม่นแล้วยังจะต้องผวาอ่อนๆกับปลาปริศนาของเฟริสเพิ่มอีก...เมื่อเรากำลังค่อยๆชินกับความสยองของหอยเม่นแล้ว เราก็ต้องกับเรื่องไม่คาดคิดขึ้น!...
“มอส” ได้ทำแว่นดำน้ำตกลงไป… ซึ่งเราทั้ง4นั้นไม่มีสามารถดำลงไปหยิบเองได้เลย สิ่งที่ยากรองมาจากการดำลงไปหยิบคือการหาแว่น เพราะแค่การละสายตากันไม่กี่วิ เราก็หาไม่เจอเสียแล้ว ไม่ใช่ว่าแว่นจะลอยหายไปไหน แต่เป็นเราเองที่ถอยห่างมันออกมา เราจึงทำได้เพิ่งมองและไม่ให้มันคาดสายตาเท่านั้น จนกระทั่งมอสและเฟริสไปขอให้สต๊าฟช่วยดำลงไปเก็บให้ พวกเรา4คนจึงขึ้นฝั่งไปพักและรอให้พี่เค้าทัวร์ดำน้ำเสร็จแล้วไปเก็บให้เรา พี่เค้าเดินมาถามตำแหน่งที่แว่นร่วงซึ่งเราก็บอกทิศทางและระยะทางคร่าวๆได้แค่นั้น แล้วพี่เค้าก็เดินลงทะเลไปพร้อมกับตีนกบและแว่นดำน้ำอันนึงและกลับขึ้นมาพร้อมแว่นดำน้ำ เราทั้งหมดดีใจกันมาก โดยเฉพาะมอสที่เข้าไปขอบคุณพี่เค้าทันที่ได้แว่นคืน…
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ความช่วยเหลือบางอย่างก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทำ...”
ได้เวลากลับ



-------------------------------------------------
เรื่องราวของพวกเรายังไม่จบ เดี๋ยวมาต่อ
เที่ยวภูเก็ต 3 วัน 4 คืน ขี่รถนั่งเรือรอบเกาะกับมิตร 4 สหาย
3วัน4คืน ของพวกเราชาย3หญิง1
กับการเดินทางที่ได้อะไรมากกว่าการเดินทางท่องเที่ยว
สำหรับการเดินท่องเที่ยวของพวกเราในครั้งนี้เป็นวิชาการท่องเที่ยวของ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
เราได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้เดินทางไปเที่ยวที่ไหนซักที่หนึ่งก็ได้ ซึ่งกลุ่มของพวกเรานั้นอยากไปทะเล เกาะ และที่สำคัญที่ขาดไปไม่ได้นั้นคือ “ของกิน”
ซึ่งเราก็เล็งไว้หลายที่มาก แต่สุดท้าย “โจทย์” ที่เราตั้งนั้นบวกกับ “งบ” และ “เรื่องเล่า” จากคนรอบข้างเราก็ได้คำตอบว่า “ภูเก็ต”
แนะนำตัว…
ในการเดินทางครั้งนี้ของพวกเราประกอบไปด้วย...
“มอส เพื่อนอ้วนตัวใหญ่หนักเกือบ130กิโล ผู้ที่ขนอุปกรณ์ถ่ายภาพมากกว่าจำนวนคนถ่าย”
“เฟริส ชายผอม?สูงพูดน้อย ที่มาพร้อมกับมือถือใกล้ตาย1เครื่อง”
“เจีย สาวน้อยร้อยสีผม ที่เป็นทั้งผู้วางแผนการเที่ยวและยังเป็นผู้หญิงคนเดียวในการเดินทางครั้งนี้”
และสุดท้าย...
“ปาย หนุ่มแว่นตัวเล็กร่าเริงพูดไม่รู้เรื่องคนหนึ่ง ผู้ซึ่งกำลังเขียนเรื่องราวที่ทุกท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้”
NIGHT 00
31/03/2018
ฟู้ว… เสียงเครื่องบินค่อยๆพุ่งไปในอากาศพร้อมความมืดมิดในห้องโดยสาร สัญญาณขาดเข็มขัดนิรภัยปิดลง ผู้โดยสารบางคนค่อยๆปลดเข็มขัดออกจากตัวบ้าง สั่งอาหารบ้าง ไปเข้าห้องน้ำบ้าง ซึ่งผมก็ค่อยๆสังเกตผู้โดยสารรอบๆ ผมพบว่าเกินครึ่งนั้นเป็นผู้โดยสารชาวต่างชาติ มีทั้งชาวจีนบ้าง เกาหลีญี่ปุ่นบ้าง ฝรั่งก็มี แขกก็เยอะ ซึ่งผู้โดยสารที่นั่งข้างผมก็เป็นชาวต่างชาติเช่นกัน เป็น2สาวพี่น้อง คนพี่อายุประมาณ12-13 คนน้องอายุประมาณ10ขวบ วัยกำลังซนๆเลย
ซึ่งสิ่งแรกผมเห็นจาก2พี่น้องตั้งแต่สัญญาณปลดเข็มขัดนั่นก็คือ คนน้องหยิบสมุดระบายสีขึ้นมาพร้อมสีเมจิกมากมาย ในตอนนั้นผมคิดในใจเลยว่า “โอเคอย่างน้อยเจ้า2คนนี้มันคงไม่ซนมาก” ผมก็หยิบหูฟังมาใส่หูและฟังเพลงพร้อมค่อยๆข่มตาไป… พักนึงผมก็รู้สึกเหมือนมีอะไรผ่านหน้าผมไป ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมาพบกับแอร์กำลังยื่นอาหารน่าอร่อยผ่านหน้าผมไปนิดเดียว ผมหันไปหาเจ้า2ตัวน้อยข้างผมที่กำลังตื่นเต้นมากกับอาหารที่ได้รับ
ขณะที่ผมกำลังเคลิ้มจะหลับ จู่ๆผมก็รู้สึกเหมือนมีอะไรตกมาโดนที่ขา ผมค่อยๆลืมตาดู ปรากฏเป็นเจ้าเด็กน้อยคนน้องกำลังทำความสะอาดเศษอาหารที่กินหกด้วยการ “ปัด”มาลงที่ขาของผม ซึ่งผมก็ค่อยๆหันไปมองเธอเพื่อจะบอกเธอว่า “คนข้างๆเธอนั้นเลอะหมดแล้ว” แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นคือสมุดระบายสีเล่มเดิมที่หยิบขึ้นมาวางแทนเศษอาหารที่เธอเพิ่งปัดลงมาโดนขาของผม…
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“เด็กเอ๋ย..เด็กน้อย”
บรรยากาศเงียบสงัด ผมรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดของเจียที่นั่งข้างทางเดินติดกับผม ผมหาเรื่องชวนเจียคุย ผมบอกเจียไปว่า “เออ นี้เป็นครั้งแรกเลยนะที่กูนั่งเครื่องบินตอนกลางคืน ตื่นเต้นนะ” ซึ่งเจียก็นิ่งตัวเกร็งนิดนึงก่อนจะหันมาตอบผมแบบนิ่งๆว่า “นี้เป็นครั้งแรกที่กูขึ้นเครื่องบิน...”
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ครั้งแรกของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน...”
เราเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสาร ฝนตกหนักมากเหมือนเป็นการต้อนรับ พวกเราจึงไม่มีทางเลือกที่จะต้องนั่งแท๊กซี่จากจุดบริการแท๊กซี่ของสนามบิน เค้าบอกว่าราคาตามมิเตอร์บวกอีก100บาทค่าเรียก พวกเราก็ไม่ได้อะไรเพราะตอนนั้นไม่มีอะไรให้เลือกมาก
เราทั้งสีคนขึ้นรถไป เจียส่งแผนที่ให้คนขับดู เสร็จ เค้าก็เริ่มออกรถฝ่าสายฝนไป ตอนนั้นทุกคนก็ค่อยๆนั่งพักสายตาตากแอร์ไป นั่งไปประมาณ20นาทีผมก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาดูว่าถึงไหนแล้ว “ไกลจัง ราคาที่มิเตอร์จะเท่าไหร่แล้วนะ”ผมคิด ซึ่งราคาที่โชว์หน้ามิเตอร์ตอนนั้นคือประมาณเกือบจะ600บาทแล้ว ผมหันไปมองเพื่อนทันที ซึ่งเฟริสก็ยิ้มและส่งสายตากลับมาเหมือนจะบอกว่า “อืม กูรู้ละ...”
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“แท๊กซี่ภูเก็ตแพงมาก...”
หลังที่เราเข้าที่พัก เก็บของจัดแจงอะไรเรียบร้อย เราก็ตกลงกันว่าจะออกไปหาอะไรกินกันก่อนนอน
หน้าที่พัก ฝนยังตกอยู่แต่ก็พอฝ่าไปได้ พวกเราค่อยๆเดินไปถนนในเมืองภูเก็ตที่ทั้งเงียบและเปียก เราเดินกันมาได้พักนึงก่อนที่จะแวะเซเว่นเพื่อหลบฝนพักนึง ซึ่งตอนนั้นเราก็เริ่มคุยกันว่ากินอะไรในเซเว่นกันดีไหม เพราะตอนนี้เราก็เดินกันมาไกลที่พักมาแล้ว และท่าทางจะไม่มีร้านอาหารไหนเปิดเลยนะเวลานี้ เพราะตอนนี้ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว แต่มอสก็บอกว่า “เดินอีกนิดเถอะ ออกมาทั้งที” เราจึงตัดสินใจเดินต่อไปอีกนิดและเราก็บังเอิญไปเจอกับร้านอาหารร้านนึงพอดี… เราทั้งหมดค่อยๆตรงเข้าไปที่ร้านนั้นอย่างเหนื่อยล้า พนักงานเอาเมนูมาให้เราทุกคนค่อยไล่ดูเมนูไปทีละรายการ มัทั้งอาหารที่รู้จักและอาหารท้องถิ่น และในเมื่อเราเดินทางมาต่างถิ่นทั้งทีก็ต้องลองอะไรใหม่ๆดูบ้าง
เราสั่งมาเป็นกองกลางแล้วช่วยกันกันหาร อาหารค่อยๆมาเสริฟทีละจาน พวกเราค่อยๆแบ่งกันกินคนละคำสองคำแล้วเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ บางอย่างก็ถูกปาก บางอย่างก็แปลกๆ แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยความอิ่ม
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“จะมีร้านอาหารแห่งนึงเปิดอยู่เสมอ...”
DAY 01
01/04/2018
เวลาประมาณ6โมงเช้า ภาระกิจแรกของวันนี้คือการไปเช่ารถมอเตอร์ไซต์ ซึ่งโชคดีที่เจ้าของโรงแรมมีร้านที่รู้จักอยู่ เราเช่ามา2คัน คันแรกมอสขับปายซ้อน คันที่2เฟริสขับเจียซ้อน… เสร็จจากเรื่องรถเราก็เริ่มหาอะไรลงท้องกัน ซึ่งเราเล็งไว้แล้วอยู่ร้านนึง อยู่ในตัวเมืองใช้เวลาขับไม่นานก็ถึงโดยเจียเป็นคนนำทาง
“ขนมจีนป้ามัย” ซึ่งสิ่งที่เราสั่งก็ต้องเป็นขนมจีนอยู่แล้ว(ชื่อร้านก็บอกอยู่ว่าเป็นร้านขนมจีน...) นับว่าเป็นมื้อเช้ามื้อแรกที่โอเคเลยสำหรับอาหารต่างถิ่นของพวกเรา…
หลังจากอิ่มท้องได้ที่ จุดหมายต่อไปของวันนี้คือ “เกาะเฮ” ซึ่งระหว่างทานขนมจีนเฟริสก็ได้โทรไปดีลกับเรือข้ามเกาะแล้ว ทางนั้นเค้านัดให้เราไปเจอกันที่ “หาดราไว”
พวกเราใช้เวลาขับรถประมาณครึ่งชม.ก็ถึง เราไปติดต่อเจ้าของเรือทันทีไปถึง ซึ่งเค้ามีชูชีพให้ฟรี แต่ถ้าอยากได้แว่นดำน้ำเพิ่มก็ต้องเสียคนละ100ซึ่งเราก็ต้องโอเคอยู่แล้วเพราะท่าทางเช่าเอาบนเกาะแพงกว่าเท่าตัวเลย… หลังจากที่ตกลงราคาเสร็จเราก็เข้ามินิมาร์ทแถวนั้นทันทีเพื่อตุนเสบียงไว้กินบนเกาะ เพราะจากที่รู้มา อาหารบนเกาะนั้นแพงมากๆ หลายเท่าตัวเลย เราก็ซื้อขนมปังไปแถวนึงใหญ่ๆกับแยมกระปุกนึงพร้อมขนมกรุบกริบนิดหน่อยและน้ำอีก2ขวดใหญ่ๆ
เสร็จจากการตุลเสบียง เราก็ขึ้นเรือทันที ซึ่งเรือที่เรานั่งนั้นก็เป็นเราไม้ไม่มีหลังคารูปทรงยาวๆที่มาพร้อมกับคนขับ1คนและเด็กน้อยลูกมือคนขับอีก1คน
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“มีแผนดีกว่าไม่มีแผน...”
“...ใครจะไปคิดว่า ภาพจากการ์ตูนลีโล่ แอน สติช หรือ นีโม่ มันจะมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว…” ปากมากมายทั้งตัวเล็กตัวใหญ่แหวกว่ายผ่านประการัง มันจะสวยงานขณะนี้ ไม่รู้ว่าเพราะใกล้หรือบรรยากาศรอบมันพาไป ถึงแม้ภาพจากกล้องที่ถ่ายมันสวย สีสดใสมาก แต่มันก็เทียบกับความรู้สึกตรงหน้าไม่ได้จริงๆ… บางคนอาจจะว่า “เกินไปป่าว”แต่ความรู้สึกที่ได้มันดีมาก…
เราค่อยๆเอาแว่นมากลั้วน้ำเป็นระยะเพื่อกำจัดฝ่าบนกระจกแว่น แดดแรงๆที่สลับไปมากับน้ำเย็นๆนั้นมันสนุกมาก พวกเราว่ายเกาะกลุ่มกันห่างไปไม่ไกลเกินคุยกัน เราค่อยๆว่ายไปไกลขึ้นเท่าทีทุกคนจะโอเค… แต่สิ่งที่ไม่โอเคและไม่น่าเข้าไปใกล้เท่าไหร่นั้นน่าจะเป็นฝูงหอยเม่นที่เกาะอยู่ที่พื้นตามปะการัง อยู่ตัวเดียวมันก็ไม่ได้เท่าไหร่หรอก แต่พออยู๋กันเป็นหมู่บ้านนี่สิ เสียวสยองตัวแปลกๆ และในระหว่างที่เรากำลังพักลอยคอคุยกันอยู่นั้น เฟริสก็หันหน้าตาตื่นมาบอกว่า “ตะกี้มีปลาอะไรไม่รู้ว่ายมา ตัวยาวๆปากใหญ่ๆ น่ากลัวมา อยู๋แถวปะการังอะ...” เมื่อเราได้ยินแบบนั้น เราทั้งหมดก็สวมแว่นและมองลงไปในน้ำทันที เราพยายามหาปลาที่เฟริสบอก แต่เราก็ไม่พบอะไร ซึ่งจากที่เราสยองๆหอยเม่นแล้วยังจะต้องผวาอ่อนๆกับปลาปริศนาของเฟริสเพิ่มอีก...เมื่อเรากำลังค่อยๆชินกับความสยองของหอยเม่นแล้ว เราก็ต้องกับเรื่องไม่คาดคิดขึ้น!...
“มอส” ได้ทำแว่นดำน้ำตกลงไป… ซึ่งเราทั้ง4นั้นไม่มีสามารถดำลงไปหยิบเองได้เลย สิ่งที่ยากรองมาจากการดำลงไปหยิบคือการหาแว่น เพราะแค่การละสายตากันไม่กี่วิ เราก็หาไม่เจอเสียแล้ว ไม่ใช่ว่าแว่นจะลอยหายไปไหน แต่เป็นเราเองที่ถอยห่างมันออกมา เราจึงทำได้เพิ่งมองและไม่ให้มันคาดสายตาเท่านั้น จนกระทั่งมอสและเฟริสไปขอให้สต๊าฟช่วยดำลงไปเก็บให้ พวกเรา4คนจึงขึ้นฝั่งไปพักและรอให้พี่เค้าทัวร์ดำน้ำเสร็จแล้วไปเก็บให้เรา พี่เค้าเดินมาถามตำแหน่งที่แว่นร่วงซึ่งเราก็บอกทิศทางและระยะทางคร่าวๆได้แค่นั้น แล้วพี่เค้าก็เดินลงทะเลไปพร้อมกับตีนกบและแว่นดำน้ำอันนึงและกลับขึ้นมาพร้อมแว่นดำน้ำ เราทั้งหมดดีใจกันมาก โดยเฉพาะมอสที่เข้าไปขอบคุณพี่เค้าทันที่ได้แว่นคืน…
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ความช่วยเหลือบางอย่างก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทำ...”