อุทธาหรณ์สำหรับคนที่อยากหุ้นส่วนกับเพื่อน (ที่รู้จักมานานกว่า 10 ปี )

กระทู้คำถาม
สวัสดีครับ  วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจ  สำหรับใครๆที่คิดอยากเป็นเจ้าของกิจการกับคนที่คิดว่าเราเชื่อใจได้มากที่สุดคนหนึ่ง  เรื่องคือว่าเพื่อนผมคนหนึ่งที่รู้จักกันสมัยเคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันแต่คนละสาขาคณะมาชวนทำธุรกิจเกี่ยวกับของกิน  เพื่อนบอกว่ารายได้ดีแต่ต้องลงขันกันคนละ1/3  เพราะธุรกิจนี้ต้องใช้เงินเยอะ ต้องมีในเรื่องของคน ลูกจ้าง  เงินทุน ทำเลไม่ต้องเพราะเพื่อนผมมีที่ติดกับชุมชนขนาดใหญ่แถมใกล้มหาวิทยาลัยด้วย

      ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่าถ้าลงทุนกับใครขอให้จำไว้เลยว่าเวลาทะเลาะกันหรือขัดคอกันต้องรีบเคลียร์ให้จบ  มิฉะนั้นเพื่อนที่เราเคยสนิทสนมจะกลายเป็นคนที่เราไม่รู้จักกัน  เรื่องนี้ผมระลึกไว้ไม่เคยลืม   มาวันหนึ่งเพื่อนที่ชวนผมมาบอกว่าน่าทำนะแต่ติดปัญหาคือขาดลูกน้อง  คนที่จะมาทำก็มีแต่ไม่มีใครมาร่วมทุนด้วยเพราะกลัวว่าเวลาแตกคอกันจะมองหน้ากันไม่ติด   ผมล่ะหนึ่งในนั้นที่ไม่อยากร่วมเพราะเคยเจอในหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวฟ้องร้องกันแม้แต่ดาราก็ยังเห็นกันบ่อยๆ  

   เข้าเรื่องต่อเลยนะครับผมได้มาทำธุรกิจนี้กับเพื่อนเป็นวันแรกรู้สึกเลยว่างานนี้ไม่ค่อยน่าทำถึงแม้ว่าจะมีลูกค้าเข้าร้านมาต่อเนื่อง  ในใจอยากทำคนเดียวมากกว่า  ได้ก็ได้คนเดียวเสียก็เสียคนเดียว ไม่ทำให้ใครมาเดือดร้อนด้วย  เนื้องานวันแรกผมมีหน้าที่ต้อนรับลูกค้า  เสิร์ฟของให้ลูกค้า  เช็ดโต๊ะ   บางทีก็ทำหน้าที่เก็บจาน  เก็บเงิน-ทอนเงินให้ลูกค้า  จริงๆมีคนทำหน้าที่เก็บเงินอยู่แล้วคือเพื่อนที่ชวนผมมาร่วมธุรกิจกัน  งานของผมคือจะเน้นความสะอาดพวกเก็บเศษอาหารท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว  ร้อนหน่อยแต่ก็ต้องทำ   พอปิดร้านสรุปรายได้ในวันแรกรายได้ไม่เยอะเท่าไหร่นักเพราะคนรู้จักยังน้อย  ซึ่งวันแรกผมได้ส่วนแบ่งประมาณ 600 จากกำไรที่ได้มาทั้งหมดประมาณ  3000 ( ลูกน้อง1คน  คนร่วมทุนธุรกิจ 2 คน ผู้ช่วย 1 คือผมเอง  ผมไม่มีเงินทุนแต่เพื่อนได้แบ่งผลประโยชน์ที่ชัดเจน  พูดกันก่อนจะลงมือทำ คนที่ลงเงินจะได้คนละ 30 % ถ้า 2 คนก็ 60%   ผมได้ 20 %  ที่เหลือ 20 %คือลูกจ้างอีก 2 คน   การแบ่งผลประโยชน์แบบนี้ก็ยังโอเคเพราะผมไม่ได้ลงทุนอะไรเลย  แค่ผมเอาแรงกายไปแลกกับเงินปิดร้านก็ได้เงินแล้ว ซึ่งบางคนถือว่า 20 % ถือว่าเยอะมาก  ผมก็คิดแบบนี้เหมือนกัน   เอาน่า .. เหนื่อยหน่อยเพื่อตัวเองครับ

   วันที่2ก็ปกติไม่มีปัญหาอะไร  ทุกอย่างราบรื่นดี  ไม่มีปัญหาอะไร

   วันที่ 3 เรื่องขัดคอเกิดขึ้นแล้วรายได้ตก  กำไรได้ไม่ถึง 2000  ผมได้แค่ 300  แต่คนที่แบ่งเงินให้ผมคือเพื่อนสนิทที่ชวนผมมาทำธุรกิจร่วมกัน  ผมไม่ได้300 ในวันนี้เพราะเพื่อนบอกว่าเดี๋ยวให้วันพรุ่งนี้ละกันค่อยรวบที่เดียว  ผมไม่ยอมครับเพราะผมต้องกินต้องใช้  เรื่องอะไรต้องรอพรุ่งนี้  ผมเลยบอกเพื่อนไปว่า  นี่ป๊อก(ชื่อเพื่อน) กรูต้องใช้เงินอะ  อย่าค้างเลยได้เปล่า   เพื่อนผมเลยตอบกลับมาว่า '' เงินแค่ 300 กลัวกรูโกงเองหรือ  ''  ผมเลยบอกไปว่า '' เปล่านี่  แต่เราต้องใช้เงินนะ  '' อั้ยหอกเอ๊ย เงินแค่นี้ยังงก  เมิงกลับไปเปิดร้านเกมส์ไป  ''  ขึ้นเสียงดุใส่ผม  ปกติจะไม่หนักหนาขนาดนี้

  วันที่ 4 ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป   ผมมาทำงานปกติ ล้างจาน ถูพื้น  เช็ดโต๊ะ  เสริฟอาหารปกติ    รายได้กำไรดีครับยอดเกือบหมื่น  คนแน่นเกือบเต็มโต๊ะ  กว่าจะปิดร้านโน่น  เที่ยงคืน    หลังจากปิดร้านแล้วจัดของและเก็บร้านตามปกติ  ปกติเวลานี้เพื่อนผมจะเอาเงินมาให้ผมทันที่ที่สรุปเสร็จช่วงตอนปิดร้าน
ลืมบอกปิดร้านเที่ยงคืนครับ

     แปลกมากปกติเขาจะให้เงินตอนเลิกงานมาวันนี้เขากลับบอกว่า  เดี๋ยวเราให้พรุ่งนี้เช้าได้ไหม  ผมถามกลับ '' ทำไมละ  กรูต้องใช้เงินนะเว้ย '' พร้อมพูดทีเล่นที่จริงว่า '' เกิดมาเพิ่งเคยเจอวันนี้นี่เอง รู้งี้เราไม่น่ามาทำร่วมกันเลย  ''
  '' อะไรของเอง.. ชักรำคาญแล้ว  พรุ่งนี้เองขนเสื้อผ้ากลับไปที่บ้านเองเลยนะ   กรูจะทำกับเพื่อนช้าสองคน   ''  จี๊ดเลยครับ  จิตหล่นไปอยู่ที่พื้น  นี่เหรอเพื่อนที่รู้จักกันมานาน  ความรู้สึกช่วงเวลานั้นทำตัวไม่ถูกเลย   นิ่งไปสักครู่ผมเลยบอกเพื่อนผมไปว่า  ขอบใจมากๆที่ทำให้ได้รับรู้ว่า  ถ้าอยากเกลียดใครให้ชวนเขามาทำธุรกิจร่วมกัน ''   วันนั้นผมไม่ได้รับเงินเลยและก็ไม่อยากจะทำงานต่ออีกแล้ว   ทุ่มเทเต็มที่สุดท้ายต้องลงเอยด้วยคำว่า '' มองหน้ากันไม่ติด ''  หลังจากที่คุยเสร็จ ผมได้เดินอ้อมไปที่หลังร้านและบอกเพื่อนผมที่มีหุ้นส่วนอีกคนว่า ''  วันนี้เราจะได้ทำงานเป็นวันสุดท้าย  พรุ่งนี้นายทำกับ... สองคนนะ ''   ผมเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้หลังบ้าน  พอเรียบร้อยแล้วก็เรียกแท็กซี่กลับ  

  ปล.  เรื่องที่เขียนมาไม่ใช่เรื่องแต่งครับแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆโดยที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี่เอง   ยังไงก็ถ้าอยากทำธุรกิจกับใครขอบอกเลยนะครับ  อย่าทำๆๆๆ ท่องไว้   มิฉะนั้นอาจจะมานั่งเสียใจแบบผม
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่