สวัสดีครับ วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจ สำหรับใครๆที่คิดอยากเป็นเจ้าของกิจการกับคนที่คิดว่าเราเชื่อใจได้มากที่สุดคนหนึ่ง เรื่องคือว่าเพื่อนผมคนหนึ่งที่รู้จักกันสมัยเคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันแต่คนละสาขาคณะมาชวนทำธุรกิจเกี่ยวกับของกิน เพื่อนบอกว่ารายได้ดีแต่ต้องลงขันกันคนละ1/3 เพราะธุรกิจนี้ต้องใช้เงินเยอะ ต้องมีในเรื่องของคน ลูกจ้าง เงินทุน ทำเลไม่ต้องเพราะเพื่อนผมมีที่ติดกับชุมชนขนาดใหญ่แถมใกล้มหาวิทยาลัยด้วย
ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่าถ้าลงทุนกับใครขอให้จำไว้เลยว่าเวลาทะเลาะกันหรือขัดคอกันต้องรีบเคลียร์ให้จบ มิฉะนั้นเพื่อนที่เราเคยสนิทสนมจะกลายเป็นคนที่เราไม่รู้จักกัน เรื่องนี้ผมระลึกไว้ไม่เคยลืม มาวันหนึ่งเพื่อนที่ชวนผมมาบอกว่าน่าทำนะแต่ติดปัญหาคือขาดลูกน้อง คนที่จะมาทำก็มีแต่ไม่มีใครมาร่วมทุนด้วยเพราะกลัวว่าเวลาแตกคอกันจะมองหน้ากันไม่ติด ผมล่ะหนึ่งในนั้นที่ไม่อยากร่วมเพราะเคยเจอในหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวฟ้องร้องกันแม้แต่ดาราก็ยังเห็นกันบ่อยๆ
เข้าเรื่องต่อเลยนะครับผมได้มาทำธุรกิจนี้กับเพื่อนเป็นวันแรกรู้สึกเลยว่างานนี้ไม่ค่อยน่าทำถึงแม้ว่าจะมีลูกค้าเข้าร้านมาต่อเนื่อง ในใจอยากทำคนเดียวมากกว่า ได้ก็ได้คนเดียวเสียก็เสียคนเดียว ไม่ทำให้ใครมาเดือดร้อนด้วย เนื้องานวันแรกผมมีหน้าที่ต้อนรับลูกค้า เสิร์ฟของให้ลูกค้า เช็ดโต๊ะ บางทีก็ทำหน้าที่เก็บจาน เก็บเงิน-ทอนเงินให้ลูกค้า จริงๆมีคนทำหน้าที่เก็บเงินอยู่แล้วคือเพื่อนที่ชวนผมมาร่วมธุรกิจกัน งานของผมคือจะเน้นความสะอาดพวกเก็บเศษอาหารท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ร้อนหน่อยแต่ก็ต้องทำ พอปิดร้านสรุปรายได้ในวันแรกรายได้ไม่เยอะเท่าไหร่นักเพราะคนรู้จักยังน้อย ซึ่งวันแรกผมได้ส่วนแบ่งประมาณ 600 จากกำไรที่ได้มาทั้งหมดประมาณ 3000 ( ลูกน้อง1คน คนร่วมทุนธุรกิจ 2 คน ผู้ช่วย 1 คือผมเอง ผมไม่มีเงินทุนแต่เพื่อนได้แบ่งผลประโยชน์ที่ชัดเจน พูดกันก่อนจะลงมือทำ คนที่ลงเงินจะได้คนละ 30 % ถ้า 2 คนก็ 60% ผมได้ 20 % ที่เหลือ 20 %คือลูกจ้างอีก 2 คน การแบ่งผลประโยชน์แบบนี้ก็ยังโอเคเพราะผมไม่ได้ลงทุนอะไรเลย แค่ผมเอาแรงกายไปแลกกับเงินปิดร้านก็ได้เงินแล้ว ซึ่งบางคนถือว่า 20 % ถือว่าเยอะมาก ผมก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เอาน่า .. เหนื่อยหน่อยเพื่อตัวเองครับ
วันที่2ก็ปกติไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างราบรื่นดี ไม่มีปัญหาอะไร
วันที่ 3 เรื่องขัดคอเกิดขึ้นแล้วรายได้ตก กำไรได้ไม่ถึง 2000 ผมได้แค่ 300 แต่คนที่แบ่งเงินให้ผมคือเพื่อนสนิทที่ชวนผมมาทำธุรกิจร่วมกัน ผมไม่ได้300 ในวันนี้เพราะเพื่อนบอกว่าเดี๋ยวให้วันพรุ่งนี้ละกันค่อยรวบที่เดียว ผมไม่ยอมครับเพราะผมต้องกินต้องใช้ เรื่องอะไรต้องรอพรุ่งนี้ ผมเลยบอกเพื่อนไปว่า นี่ป๊อก(ชื่อเพื่อน) กรูต้องใช้เงินอะ อย่าค้างเลยได้เปล่า เพื่อนผมเลยตอบกลับมาว่า '' เงินแค่ 300 กลัวกรูโกงเองหรือ '' ผมเลยบอกไปว่า '' เปล่านี่ แต่เราต้องใช้เงินนะ '' อั้ยหอกเอ๊ย เงินแค่นี้ยังงก เมิงกลับไปเปิดร้านเกมส์ไป '' ขึ้นเสียงดุใส่ผม ปกติจะไม่หนักหนาขนาดนี้
วันที่ 4 ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ผมมาทำงานปกติ ล้างจาน ถูพื้น เช็ดโต๊ะ เสริฟอาหารปกติ รายได้กำไรดีครับยอดเกือบหมื่น คนแน่นเกือบเต็มโต๊ะ กว่าจะปิดร้านโน่น เที่ยงคืน หลังจากปิดร้านแล้วจัดของและเก็บร้านตามปกติ ปกติเวลานี้เพื่อนผมจะเอาเงินมาให้ผมทันที่ที่สรุปเสร็จช่วงตอนปิดร้าน
ลืมบอกปิดร้านเที่ยงคืนครับ
แปลกมากปกติเขาจะให้เงินตอนเลิกงานมาวันนี้เขากลับบอกว่า เดี๋ยวเราให้พรุ่งนี้เช้าได้ไหม ผมถามกลับ '' ทำไมละ กรูต้องใช้เงินนะเว้ย '' พร้อมพูดทีเล่นที่จริงว่า '' เกิดมาเพิ่งเคยเจอวันนี้นี่เอง รู้งี้เราไม่น่ามาทำร่วมกันเลย ''
'' อะไรของเอง.. ชักรำคาญแล้ว พรุ่งนี้เองขนเสื้อผ้ากลับไปที่บ้านเองเลยนะ กรูจะทำกับเพื่อนช้าสองคน '' จี๊ดเลยครับ จิตหล่นไปอยู่ที่พื้น นี่เหรอเพื่อนที่รู้จักกันมานาน ความรู้สึกช่วงเวลานั้นทำตัวไม่ถูกเลย นิ่งไปสักครู่ผมเลยบอกเพื่อนผมไปว่า ขอบใจมากๆที่ทำให้ได้รับรู้ว่า ถ้าอยากเกลียดใครให้ชวนเขามาทำธุรกิจร่วมกัน '' วันนั้นผมไม่ได้รับเงินเลยและก็ไม่อยากจะทำงานต่ออีกแล้ว ทุ่มเทเต็มที่สุดท้ายต้องลงเอยด้วยคำว่า '' มองหน้ากันไม่ติด '' หลังจากที่คุยเสร็จ ผมได้เดินอ้อมไปที่หลังร้านและบอกเพื่อนผมที่มีหุ้นส่วนอีกคนว่า '' วันนี้เราจะได้ทำงานเป็นวันสุดท้าย พรุ่งนี้นายทำกับ... สองคนนะ '' ผมเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้หลังบ้าน พอเรียบร้อยแล้วก็เรียกแท็กซี่กลับ
ปล. เรื่องที่เขียนมาไม่ใช่เรื่องแต่งครับแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆโดยที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี่เอง ยังไงก็ถ้าอยากทำธุรกิจกับใครขอบอกเลยนะครับ อย่าทำๆๆๆ ท่องไว้ มิฉะนั้นอาจจะมานั่งเสียใจแบบผม
อุทธาหรณ์สำหรับคนที่อยากหุ้นส่วนกับเพื่อน (ที่รู้จักมานานกว่า 10 ปี )
ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่าถ้าลงทุนกับใครขอให้จำไว้เลยว่าเวลาทะเลาะกันหรือขัดคอกันต้องรีบเคลียร์ให้จบ มิฉะนั้นเพื่อนที่เราเคยสนิทสนมจะกลายเป็นคนที่เราไม่รู้จักกัน เรื่องนี้ผมระลึกไว้ไม่เคยลืม มาวันหนึ่งเพื่อนที่ชวนผมมาบอกว่าน่าทำนะแต่ติดปัญหาคือขาดลูกน้อง คนที่จะมาทำก็มีแต่ไม่มีใครมาร่วมทุนด้วยเพราะกลัวว่าเวลาแตกคอกันจะมองหน้ากันไม่ติด ผมล่ะหนึ่งในนั้นที่ไม่อยากร่วมเพราะเคยเจอในหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวฟ้องร้องกันแม้แต่ดาราก็ยังเห็นกันบ่อยๆ
เข้าเรื่องต่อเลยนะครับผมได้มาทำธุรกิจนี้กับเพื่อนเป็นวันแรกรู้สึกเลยว่างานนี้ไม่ค่อยน่าทำถึงแม้ว่าจะมีลูกค้าเข้าร้านมาต่อเนื่อง ในใจอยากทำคนเดียวมากกว่า ได้ก็ได้คนเดียวเสียก็เสียคนเดียว ไม่ทำให้ใครมาเดือดร้อนด้วย เนื้องานวันแรกผมมีหน้าที่ต้อนรับลูกค้า เสิร์ฟของให้ลูกค้า เช็ดโต๊ะ บางทีก็ทำหน้าที่เก็บจาน เก็บเงิน-ทอนเงินให้ลูกค้า จริงๆมีคนทำหน้าที่เก็บเงินอยู่แล้วคือเพื่อนที่ชวนผมมาร่วมธุรกิจกัน งานของผมคือจะเน้นความสะอาดพวกเก็บเศษอาหารท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ร้อนหน่อยแต่ก็ต้องทำ พอปิดร้านสรุปรายได้ในวันแรกรายได้ไม่เยอะเท่าไหร่นักเพราะคนรู้จักยังน้อย ซึ่งวันแรกผมได้ส่วนแบ่งประมาณ 600 จากกำไรที่ได้มาทั้งหมดประมาณ 3000 ( ลูกน้อง1คน คนร่วมทุนธุรกิจ 2 คน ผู้ช่วย 1 คือผมเอง ผมไม่มีเงินทุนแต่เพื่อนได้แบ่งผลประโยชน์ที่ชัดเจน พูดกันก่อนจะลงมือทำ คนที่ลงเงินจะได้คนละ 30 % ถ้า 2 คนก็ 60% ผมได้ 20 % ที่เหลือ 20 %คือลูกจ้างอีก 2 คน การแบ่งผลประโยชน์แบบนี้ก็ยังโอเคเพราะผมไม่ได้ลงทุนอะไรเลย แค่ผมเอาแรงกายไปแลกกับเงินปิดร้านก็ได้เงินแล้ว ซึ่งบางคนถือว่า 20 % ถือว่าเยอะมาก ผมก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เอาน่า .. เหนื่อยหน่อยเพื่อตัวเองครับ
วันที่2ก็ปกติไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างราบรื่นดี ไม่มีปัญหาอะไร
วันที่ 3 เรื่องขัดคอเกิดขึ้นแล้วรายได้ตก กำไรได้ไม่ถึง 2000 ผมได้แค่ 300 แต่คนที่แบ่งเงินให้ผมคือเพื่อนสนิทที่ชวนผมมาทำธุรกิจร่วมกัน ผมไม่ได้300 ในวันนี้เพราะเพื่อนบอกว่าเดี๋ยวให้วันพรุ่งนี้ละกันค่อยรวบที่เดียว ผมไม่ยอมครับเพราะผมต้องกินต้องใช้ เรื่องอะไรต้องรอพรุ่งนี้ ผมเลยบอกเพื่อนไปว่า นี่ป๊อก(ชื่อเพื่อน) กรูต้องใช้เงินอะ อย่าค้างเลยได้เปล่า เพื่อนผมเลยตอบกลับมาว่า '' เงินแค่ 300 กลัวกรูโกงเองหรือ '' ผมเลยบอกไปว่า '' เปล่านี่ แต่เราต้องใช้เงินนะ '' อั้ยหอกเอ๊ย เงินแค่นี้ยังงก เมิงกลับไปเปิดร้านเกมส์ไป '' ขึ้นเสียงดุใส่ผม ปกติจะไม่หนักหนาขนาดนี้
วันที่ 4 ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ผมมาทำงานปกติ ล้างจาน ถูพื้น เช็ดโต๊ะ เสริฟอาหารปกติ รายได้กำไรดีครับยอดเกือบหมื่น คนแน่นเกือบเต็มโต๊ะ กว่าจะปิดร้านโน่น เที่ยงคืน หลังจากปิดร้านแล้วจัดของและเก็บร้านตามปกติ ปกติเวลานี้เพื่อนผมจะเอาเงินมาให้ผมทันที่ที่สรุปเสร็จช่วงตอนปิดร้าน
ลืมบอกปิดร้านเที่ยงคืนครับ
แปลกมากปกติเขาจะให้เงินตอนเลิกงานมาวันนี้เขากลับบอกว่า เดี๋ยวเราให้พรุ่งนี้เช้าได้ไหม ผมถามกลับ '' ทำไมละ กรูต้องใช้เงินนะเว้ย '' พร้อมพูดทีเล่นที่จริงว่า '' เกิดมาเพิ่งเคยเจอวันนี้นี่เอง รู้งี้เราไม่น่ามาทำร่วมกันเลย ''
'' อะไรของเอง.. ชักรำคาญแล้ว พรุ่งนี้เองขนเสื้อผ้ากลับไปที่บ้านเองเลยนะ กรูจะทำกับเพื่อนช้าสองคน '' จี๊ดเลยครับ จิตหล่นไปอยู่ที่พื้น นี่เหรอเพื่อนที่รู้จักกันมานาน ความรู้สึกช่วงเวลานั้นทำตัวไม่ถูกเลย นิ่งไปสักครู่ผมเลยบอกเพื่อนผมไปว่า ขอบใจมากๆที่ทำให้ได้รับรู้ว่า ถ้าอยากเกลียดใครให้ชวนเขามาทำธุรกิจร่วมกัน '' วันนั้นผมไม่ได้รับเงินเลยและก็ไม่อยากจะทำงานต่ออีกแล้ว ทุ่มเทเต็มที่สุดท้ายต้องลงเอยด้วยคำว่า '' มองหน้ากันไม่ติด '' หลังจากที่คุยเสร็จ ผมได้เดินอ้อมไปที่หลังร้านและบอกเพื่อนผมที่มีหุ้นส่วนอีกคนว่า '' วันนี้เราจะได้ทำงานเป็นวันสุดท้าย พรุ่งนี้นายทำกับ... สองคนนะ '' ผมเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้หลังบ้าน พอเรียบร้อยแล้วก็เรียกแท็กซี่กลับ
ปล. เรื่องที่เขียนมาไม่ใช่เรื่องแต่งครับแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆโดยที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี่เอง ยังไงก็ถ้าอยากทำธุรกิจกับใครขอบอกเลยนะครับ อย่าทำๆๆๆ ท่องไว้ มิฉะนั้นอาจจะมานั่งเสียใจแบบผม