บันทึกทางเดิน เชียงใหม่ - ภูเก็ต 5 คืน 5 วัน ตอนที่ 2

1 พ.ค. 2561   "ความซึ่งตึง การรอคอย และลูกชิ้นสามไม้" : ภาค 1

เรื่องมันเร่ิมที่การจองตั๋วเครื่องบิน ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำ แต่ไม่กล้าถามคนอื่น มันเสียฟอร์มเกินไป ตอนดูเวลารถไฟว่าถึง 6.50 น. แล้วดูในแอพว่ามีเครื่องออกจากกรุงเทพไปภูเก็ต 7.50 ราคาไม่ถึงพัน พร้อมเพย์ทันทีสิครัช ได้ตั๋วออนไลน์เรียบร้อย

รุ่งขึ้น กลับมาดูตั๋วด้วยความภูมิใจ ตายห่า!! เสียชาติตระกูลมาก เครื่องมันออก 17.50 ไม่เข้าใจทำไมตกเลข 1

ยิ้มล่ะกู!! ตอนแรกไปดูการเปลี่ยนตั๋ว รู้สึกว่าเปลี่ยนตั๋วแล้วต้องเสียตังค์เพิ่ม แล้วไม่ใช่เพิ่มธรรมดาด้วย คือเพิ่มอีกหน่อยนิจะเท่าค่าตั๋วที่ซื้อรอบแรกละ

เคว้งคว้างเลยทีนี้ เอาไงดี ถ้าไม่เปลี่ยนนิต้องอยู่สนามบินทั้งวันเลย นี่มันหนัง Terminal ของสปีลเบิร์กชัดๆ แต่สำรวจหนังหน้าแล้วคงไม่มีลุ้นได้จีบแอร์เหมือนพระเอก

งั้นเพิ่มแพลนไปเลย เที่ยวกรุงเทพ!!
....

แผนที่วางไว้มีอยู่ 5 ที่ คือ
- สวนลุมฯ
- siam green sky
- หอศิลป์กรุงเทพฯ
- Terminal 21
- the common ทองหล่อ

อ๊ะ! เป็นไง แต่ละที่นิโคตรคูลลลล (ม้วนล้ินเวลาอ่านด้วย)

พอลงรถไฟปุ๊ป เจ๋งมาก! สนามบินอยู่ตรงข้ามเลย วางแผนไว้แล้วจะเอากระเป๋าไปฝากไว้ก่อน แล้วก็ข้ามฝั่งไปฝากกระเป๋าไว้เป็นอันเสร็จสิ้น (ตรงนี้ขอทดไว้ในใจด้วยเพราะมันมีหักมุมตอนท้าย)

ฝากกระเป๋าเรียบร้อย ก็ตรงไปห้องน้ำ หวังจะชำระร่างกาย เพราะไม่ได้อาบน้ำเลยเมื่อวานนี้ ปรากฎว่าสนามบินนั้น มันไม่เหมือนสถานีขนส่งแต่อย่างใด เพราะไม่มีห้องอาบน้ำ (พูดแล้วโคตรอาย)

แต่ด้วยความอัจฉริยะของข้าพเจ้า จึงวางแผนว่าเราจะค่อยๆ อาบ อาบเบาๆ ในห้องส้วม แบบว่าใช่สายฉีด ฉีดใส่ผ้าขนหนูผืนเล็กแล้วเช็ดไป ลั่นล้า~

ส้น Teen! ส้วมไม่มีสายฉีด!!
ครั้นจะจุ่มในส้วมเลยก็ดู Homeless เกินจริง หรือจะเหลือแต่ผ้าขาวม้าแล้วเดินเข้าออกไปชุบตรงอ่างล้างหน้า ก็ดูจะสร้างเสนียดให้สนามบินนานาชาติเกินไป

โอเค ไม่เป็นไร กลิ่นตัวเราถือว่าเป็นความซวยของจมูกคนอื่น หาใช่เรื่องของเรา

ฉะนั้น ไม่อาบยิ้ม! แปรงฟันอย่างเดียวก็ได้

เปิดดูกระเป๋ายิ้มลืมยาสีฟันอีก!!

อะไรกันนักกันหนาวะ!! ไม่เป็นไร มีลูกอมกลิ่นแตงโมอยู่ เอามาใช้เป็นยาสีฟันแทนเลย

เอาล่ะ เป็นอันจบเรื่องอาบน้ำ ไปสวนลุมฯ กันครับ

การไปสวนลุมนั้น ท่านสามารถออกจากดอนเมืองได้โดยนั่งรถปรับอากาศสาย A3 (โฮะๆๆ พูดเสียงต่ำด้วยความภาคภูมิใจ)


ผมใช้เวลาอยู่ 1 ชั่วโมง ดูป้ายว่าต้องนั่งรถอะไรไปกันแน่ พร้อมกับสังเกตุว่ามันมีชื่อไปสวนลุมจริงรึป่าว ดำเนินการเก็บข้อมูลว่ารถสายนี้เข้ามาจริงๆ เป็นจำนวนหลายรอบ ซึ่งต้องทำเพื่อให้แน่ใจว่าหน้าจะไม่แหกอีกต่อไป

และสุดท้ายจบด้วยการสัมภาษณ์ ซึ่งถือเป็นวิธีเชิงคุณภาพตามหลักวิจัย

'ถามยามครับ'

และก็ถูกต้องครับ ยามบอกขึ้นได้เลย แล้วไปบอกเขาบนรถว่าจะไปลงที่ไหน

เอ่อ ง่ายดีเนาะ!

เหตุที่ไปสวนลุมฯ นั้น ไม่ใช่เพราะธรรมชาติอะไรเลย แต่เพราะตั้งใจว่าจะมาวิ่งโชว์คนที่เมืองหลวง จึงใส่ชุดวิ่งเตรียมไว้ตั้งแต่เชียงใหม่


พอไปถึง ปรากฎว่าคนแก่ที่นี่ ซึ่งอายุประมาณ 40 - 50 วิ่งกันประมาณ Pace 4 - 5

จบข่าวครับ ไม่กล้าวิ่งเลย แถมรู้สึกอายพอๆ กับตอนจองตั๋วเครื่องบิน

พอไม่ได้วิ่งแล้วก็ทำได้แต่นั่งดูผู้คนไป... ดูชีวิต... อยู่กับความคิดตัวเอง... ไตร่ตรองความหมายของการมีชีวิตอยู่... ได้รู้สึกว่าชีวิตคนเรานี้มันช่าง- (หยุดถึงตรงนี้จริงๆ ครับ)


ฝนตกครับพี่น้อง!!

กำลังจะดราม่า แต่คนมันจะซวยนิมันซวยได้ใจจริงๆ แล้วตกไม่พอนะครับฟ้าผ่าฟ้าร้องเหมือนใครไปสาบานไว้

ซวยสิ! กำลังนั่งถ่ายรูปละก็เล่นมือถืออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ครบทั้งประจุเชิงลบและแร่ธาตุล่อแรงแม่เหล็กไฟฟ้าตามทฤษฎีแรงตามธรรมชาติ (มีความรู้ฟิสิกส์ครับ)

วิ่งสิครับผม

แล้วผมก็วิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย ที่พูดนี่ไม่ได้เป็น Forrest gump แต่มันไม่มีจุดหมายจริงๆ เพราะไม่รู้จะขึ้นอะไรไปจากตรงไหนเพื่อไปที่ต่อไป (คล้องจองเว้ยเห้ย)

"วิ่งฟอเรส! วิ่ง!!" นี่คือเสียงที่ดังในใจ แต่ภาพเหมือนแม่ค้าบ่ะจ่างหาบของวิ่ง พะรุงพะรังมาก พอถึงที่ร่มใต้สะพานลอย ค่อยโล่งใจแล้วเสิร์จหาว่า Siam green sky ไปอย่างไร

ซึ่งอีกแล้วครับ... เพราะความซวยยังไม่หมด

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่