ค่ะ ตามหัวข้อ เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนขึ้นมอสี่เราลังเลเรื่องเรียนต่อมาก ส่วนตัวเก่งด้านภาษามากกว่า อนาคตอยากเรียนคณะนิติฯ ตอนแรกจะเข้าสายอาชีพ แต่กังวลว่าเราไม่เคยทำงาน(พ่อแม่เลี้ยงแบบเข้ม) เลยตัดสินใจว่าจะต่อสายวิทย์-คณิต(คิดแบบนี้เพราะไม่รู้จะเรียนสายอะไร) สักพัก ครูสอนภาษาฝรั่งเศสได้มาอบรมและเล่าเรื่องการเรียน ผลกระทบในการเรียน ทุกประโยคที่ครูพูดมันดีมากๆ มันมาถูกทางเราเลยแหละ เอาล่ะวะ เวลานั้นได้ตัดสินใจลงชื่อเบื้องต้นไปก่อน กลับบ้านก็เล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง(เพราะตอนนั้นไม่ได้ขอก่อน) พ่อเราบอกว่า 'เลือกแบบนั้นก็ดี ป้าเราก็เคยเรียนด้วย ง่ายอยู่แล้ว' ตอนนั้นดีใจจนตัวลอย ถัดมา มาเล่าให้แม่ฟัง แม่ไม่ค่อยโอเคกับสายภาษา เราไม่เข้าใจว่าทำไม
เราเห็นว่าพ่อกับน้องเห็นด้วยเลยปักใจว่าจะเรียนไปอย่างไม่ลังเล พ่อจบมอสามก็ไปสมัครเรียนใหม่(โรงเรียนเรา ถึงเกรดถึงก็ต้องสมัครใหม่ แล้วก็เลือกห้องไปสอบกับเด็กข้างนอก แบบเอาคะแนนมาวัดรวมกัน) เราก็ติ้กลงที่ภาษาฝรั่งเศส พอสอบเลือกห้องอะไรเรียบร้อย เราผ่านมาอย่างชิวล์ๆ เพราะสายนี้เดิมทีคนสมัครน้อยแต่รับแค่ 15 คน ทั้งหมดตอนนั้นมี 8 คน เราก็รีบเข้าเว็บโรงเรียนไปดูคะแนนละเอียด คือ.. คะแนนวิทย์-คณิตอย่างต่ำตมมาก โดย ไทย 74 คณิต 49 วิทย์ 58 สังคม 82 อังกฤษ 93 ดูคะแนนรวมของสายเรา เราได้ที่หนึ่ง
เราเห็นแบบนี้ก็พอเป็นข้ออ้างว่าทำไมเราถึงเลือก ไม่ได้ตั้งใจให้สองวิชานั้นคะแนนน้อย เราตั้งใจแล้วจริงๆ ส่วนแม่ก็ทำเฉย
หลังจากนั้นก็เป็นเวลามอบตัว คือวันที่นักเรียนที่มีรายชื่อเรียนต่อต้องมาจ่ายค่าเรียน นั่นเป็นจุดแตกอีก สายภาษาค่าเทอมแพงกว่าสายปกติอยู่2,000 แม่เราก็เป็นคนขี้งกมากๆ แต่... ค่าเทอมพ่อเป็นคนจ่าย จากนั้นครูก็แนะนำให้ไปซื้อชุดนักเรียน
เบ็ดเสร็จค่าใช้จ่ายมีดังนี้ ค่าเทอม 4,770 ค่าสหกรณ์+ค่าสมาคม 3,000 กว่า ค่าชุดนักเรียน 2,450 (ยังไม่รวมของน้อง) ร่วมเกือบหมื่น แต่นั่นแหละค่ะ พ่อจ่ายล้วนๆ
และมาวันนี้ แม่พูดว่า
"ทำไมไม่ไปเรียนแบบเพื่อนเค้าน่ะ เรียนทำไมสายภาษา สายนี้มันรวมคนโง่มาเรียน คนเกเร คนไม่เอาไหน ไปเรียนวิทย์-คณิตไม่ดีกว่าเหรอ? เรียนเหมือน(ชื่อเพื่อน) สิ"
"หนูไม่ได้เป็นคนแบบนั้นสักหน่อยแม่ ที่หนูเรียนก็เพราะหนูถนัดด้านนี้ หนูชอบแบบนี้ หนูก็เอาคะแนนมาให้ดูแล้วนี่ แล้วไอ้นั้นมันเรียนห้องญี่ปุ่น มันไม่เกี่ยวอะไรกับหนู"
*เท้าความถึงโรงเรียนนิดนึง สองห้องนี้(ฝรั่งเศส+ญี่ปุ่น) วิชาสามัญจะเรียนด้วยกัน พอถึงคาบของสายก็จะแยกกันออกไป (ห้องญี่ปุ่นมี 30คน ฝรั่งเศส 15คน โรงเรียนให้เรียนห้องละ 45คน)
(ย้อนกลับไปตอนมอบตัว แม่เจอเพื่อนและมีลูกชาย เขามาปรึกษาว่า ลูกเขาต้องยัดเงินเพราะกลัวลูกชายไม่มีที่เรียน ฉากนี้คงเป็นหนึ่งในความคิดของแม่)
เราเดินออกจากห้องแล้วไปปรึกษาพ่อกับน้อง ทั้งสองบอกว่า แม่ไม่เข้าใจ ป้าเรายังเรียนสายภาษายังจบเป็นคนโหญ่คนโต ตอนนั้นเราเก็บอารมณ์์ไว้สุดๆ เราอยากให้แม่เข้าใจบ้าง
เราหงุดหงิดหรือโกรธทีไรก็ชอบเก็บไว้คนเดียว ไประบายกับกำแพง มีดบ้าง หรือชอบทึ้งหัวกับกำแพง มันเจ็บแต่พอใจ เพื่อนๆ ก็ยังให้ไปลองพบจิตแพทย์ คือมันเรื่องใหญ่ของเพื่อนๆ เราก็อยากลองปรับทัศนคติใหม่ คือเรื่องแค่นี้มันทำให้เครียดมากเหมือนคนจิต วิธีคลายเครียดอีกอย่างของเราคือ อยู่ในห้องพระแล้วนั่งสมาธิ
คอมเม้นท์กันได้ เราจะเอาไปปรับดู เรื่องของแม่คือพิมพ์มาได้ค่ะ ไม่ถือ
ในสายตาผู้ใหญ่ สายภาษาเป็นอย่างไร?
เราเห็นว่าพ่อกับน้องเห็นด้วยเลยปักใจว่าจะเรียนไปอย่างไม่ลังเล พ่อจบมอสามก็ไปสมัครเรียนใหม่(โรงเรียนเรา ถึงเกรดถึงก็ต้องสมัครใหม่ แล้วก็เลือกห้องไปสอบกับเด็กข้างนอก แบบเอาคะแนนมาวัดรวมกัน) เราก็ติ้กลงที่ภาษาฝรั่งเศส พอสอบเลือกห้องอะไรเรียบร้อย เราผ่านมาอย่างชิวล์ๆ เพราะสายนี้เดิมทีคนสมัครน้อยแต่รับแค่ 15 คน ทั้งหมดตอนนั้นมี 8 คน เราก็รีบเข้าเว็บโรงเรียนไปดูคะแนนละเอียด คือ.. คะแนนวิทย์-คณิตอย่างต่ำตมมาก โดย ไทย 74 คณิต 49 วิทย์ 58 สังคม 82 อังกฤษ 93 ดูคะแนนรวมของสายเรา เราได้ที่หนึ่ง
เราเห็นแบบนี้ก็พอเป็นข้ออ้างว่าทำไมเราถึงเลือก ไม่ได้ตั้งใจให้สองวิชานั้นคะแนนน้อย เราตั้งใจแล้วจริงๆ ส่วนแม่ก็ทำเฉย
หลังจากนั้นก็เป็นเวลามอบตัว คือวันที่นักเรียนที่มีรายชื่อเรียนต่อต้องมาจ่ายค่าเรียน นั่นเป็นจุดแตกอีก สายภาษาค่าเทอมแพงกว่าสายปกติอยู่2,000 แม่เราก็เป็นคนขี้งกมากๆ แต่... ค่าเทอมพ่อเป็นคนจ่าย จากนั้นครูก็แนะนำให้ไปซื้อชุดนักเรียน
เบ็ดเสร็จค่าใช้จ่ายมีดังนี้ ค่าเทอม 4,770 ค่าสหกรณ์+ค่าสมาคม 3,000 กว่า ค่าชุดนักเรียน 2,450 (ยังไม่รวมของน้อง) ร่วมเกือบหมื่น แต่นั่นแหละค่ะ พ่อจ่ายล้วนๆ
และมาวันนี้ แม่พูดว่า
"ทำไมไม่ไปเรียนแบบเพื่อนเค้าน่ะ เรียนทำไมสายภาษา สายนี้มันรวมคนโง่มาเรียน คนเกเร คนไม่เอาไหน ไปเรียนวิทย์-คณิตไม่ดีกว่าเหรอ? เรียนเหมือน(ชื่อเพื่อน) สิ"
"หนูไม่ได้เป็นคนแบบนั้นสักหน่อยแม่ ที่หนูเรียนก็เพราะหนูถนัดด้านนี้ หนูชอบแบบนี้ หนูก็เอาคะแนนมาให้ดูแล้วนี่ แล้วไอ้นั้นมันเรียนห้องญี่ปุ่น มันไม่เกี่ยวอะไรกับหนู"
*เท้าความถึงโรงเรียนนิดนึง สองห้องนี้(ฝรั่งเศส+ญี่ปุ่น) วิชาสามัญจะเรียนด้วยกัน พอถึงคาบของสายก็จะแยกกันออกไป (ห้องญี่ปุ่นมี 30คน ฝรั่งเศส 15คน โรงเรียนให้เรียนห้องละ 45คน)
(ย้อนกลับไปตอนมอบตัว แม่เจอเพื่อนและมีลูกชาย เขามาปรึกษาว่า ลูกเขาต้องยัดเงินเพราะกลัวลูกชายไม่มีที่เรียน ฉากนี้คงเป็นหนึ่งในความคิดของแม่)
เราเดินออกจากห้องแล้วไปปรึกษาพ่อกับน้อง ทั้งสองบอกว่า แม่ไม่เข้าใจ ป้าเรายังเรียนสายภาษายังจบเป็นคนโหญ่คนโต ตอนนั้นเราเก็บอารมณ์์ไว้สุดๆ เราอยากให้แม่เข้าใจบ้าง
เราหงุดหงิดหรือโกรธทีไรก็ชอบเก็บไว้คนเดียว ไประบายกับกำแพง มีดบ้าง หรือชอบทึ้งหัวกับกำแพง มันเจ็บแต่พอใจ เพื่อนๆ ก็ยังให้ไปลองพบจิตแพทย์ คือมันเรื่องใหญ่ของเพื่อนๆ เราก็อยากลองปรับทัศนคติใหม่ คือเรื่องแค่นี้มันทำให้เครียดมากเหมือนคนจิต วิธีคลายเครียดอีกอย่างของเราคือ อยู่ในห้องพระแล้วนั่งสมาธิ
คอมเม้นท์กันได้ เราจะเอาไปปรับดู เรื่องของแม่คือพิมพ์มาได้ค่ะ ไม่ถือ