ปรึกษาปัญหาชีวิตค่ะ

กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกในชีวิตเลยค่ะ พอดีตอนนี้เรากำลังมีปัญหาที่ไม่สามารถจะแก้ได้ ไม่สามารถจะปรึกษาใครได้ ก็เลยขอใช้พื้นที่เพื่อจะระบายและเผื่อจะมีคำแนะนำดีๆ ข้อคิดดีๆ ที่จะทำให้คิดบวกได้ค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปี 58 เราได้คลอดลูกสาวและลาคลอดกลับมาอยู่บ้านนอกกับแม่และพ่อเลี้ยง แม่เราแต่งงานใหม่ตั้งแต่เรายังเล็ก เพิ่งจะเข้าเรียนประถม ก็ได้พ่อเลี้ยงมาช่วยทำงานส่งเงินมาให้เราเรียน ช่วยส่งเสียเลี้ยงดู และไม่เคยทำตัวรุ่มร่ามกับเรา พ่อเลี้ยงเป็นคนใจดีมาก ไม่เคยมีปากมีเสียงกับใคร ใครขอให้ช่วยอะไรได้หมด เรารักและเคารพพ่อเลี้ยงมาก จนสามารถเรียกว่า “พ่อ” ได้อย่างสนิทใจ และคิดว่าในโลกนี้เรามีพ่อแค่คนเดียว เพราะว่าพ่อแท้ๆไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูเราเลย

เดิมทีได้คุยกับแฟนและแม่ว่าจะลางาน 3 เดือน หลังจากนั้นก็จะกลับลงไปทำงานที่กรุงเทพและฝากแม่ช่วยเลี้ยงหลานให้ แต่ก่อนหน้าที่เราจะคลอดลูกสาว 2 เดือน แม่เราต้องเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นน้ำท่วมปอด รักษาอยู่เกือบ 2 เดือน ตอนที่เราพาลูกกลับมาบ้าน แม่ก็ยังไม่ค่อยแข็งแรงดี เลยคุยกันว่าค่อยดูกันอีกทีว่า พอครบ 3 เดือนแล้วสุขภาพของแม่จะดีขึ้นหรือยัง

จนเวลาผ่านไป 3 เดือน แม่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ แค่อุ้มหลานก็เหนื่อยแล้ว เราก็เลยต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเอง โดยให้แฟนทำงานส่งเงินมาให้ และที่บ้านเป็นร้านขายต้นไม้ ก็จะมีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนบ้าง ถ้าประหยัดหน่อยก็พออยู่ได้

ตอนลูกเราเกือบจะครบขวบ แม่แข็งแรงขึ้นมาก สามารถอุ้มหลานเดินเที่ยวได้ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปซื้อของได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง แกก็เลยชะล่าใจไปปลูกต้นไม้ แล้วยกกระถางใหญ่ๆเอง ปรากฎว่ากล้ามเนื้อขาเริ่มไม่มีแรง จะเดินแล้วขาไม่ยอมยก แม่หกล้มอยู่ 5-6 ครั้ง ไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

แม่พยายามต่อสู้กับโรค ทั้งทำกายภาพบำบัด ไปฝังเข็ม ไปนวด ก็ไม่ดีขึ้น มีแต่แย่ลง จนขาไม่มีแรงแล้ว ตอนนี้เวลาจะเดินไปไหนต้องใช้ไม้ค้ำสี่ขาช่วยประคอง ยังพอช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง เข้าห้องน้ำได้(แต่หน้ามืด) นั่งกินข้าวได้(แต่ต้องเตรียมสำรับและน้ำไว้ให้) เดินออกกำลังกายได้(แต่เหนื่อย ต้องเตรียมเก้าอี้วางไว้ตามจุดต่างๆรอบบ้าน เผื่อแกหน้ามืดจะล้ม)

เดิมทีแม่เป็นโรคซึมเศร้ามาประมาณ 20 ปีได้แล้ว ก็เลยยิ่งเครียดมากกว่าคนปกติไปอีกหลายเท่า โทษตัวแกเองที่ไม่สามารถจะเลี้ยงหลานได้ บางทีก็คิดจะจบชีวิตตัวเอง เราและพ่อต้องคอยให้กำลังใจไม่ให้แม่คิดมาก ก็มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหลานที่เป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่สำหรับแก

ตั้งแต่แม่เดินเหินลำบาก ก็จะมีพ่อคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ทั้งหุงหาอาหาร ทั้งหยิบโน่นหยิบนี่ให้ เราก็ช่วยบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ทันพ่อ ทั้งพ่อยังช่วยเลี้ยงลูกให้เรา พาอุ้มเดินเล่นทุกครั้งที่มีเวลา และหลานก็ติดตาแกมาก เรียกหาแต่ ”ตาจ๋าๆ” ทั้งวัน

จนลูกเราอายุ 2 ขวบครึ่ง เรากับแม่ก็คุยกันว่า ทำไมเดี๋ยวนี้พ่อทำตัวแปลกๆ เวลาเราคุยกับน้า(น้องชายแม่) แกจะแอบมอง เรายังเคยหันไปเจอว่าแกจ้องเขม็งเลย บางทีก็ถึงขั้นปรี่มาถามแม่ว่า เราไปคุยกับน้าเรื่องอะไร เวลาแม่ถามอะไรแกจะตะคอกใส่ แต่พอเราถามกลับพูดเสียงอ่อนเสียงใส เรากับแม่ก็คุยกันตลอด ปรึกษากันทุกเรื่อง เราไม่เคยมีความลับหรือโกหกแม่ ก็คุยกันว่าคงไม่ใช่หรอกมั้ง คิดกันไปเองหรือเปล่า แต่พ่อก็ยังมีพฤติกรรมที่ทำให้เรากับแม่คิดอีกหลายต่อหลายครั้ง

จนแม่ทนไม่ไหว แม่ก็พูดปรามพ่อว่า อย่าได้คิดอะไรอกุศลกับลูกนะ พ่อก็บอกว่าที่ทำไปทุกอย่างเพราะว่าแกหวงในฐานะพ่อ แต่มีอยู่ครั้งนึงเฟสบุ๊คแกมีปัญหา(พ่อเพิ่งจะหัดเล่นได้ประมาณครึ่งปี) เราก็เอาโทรศัพท์แกมาดูให้ ด้วยความอยากรู้ให้หายข้องใจ เราก็เข้าไปดูที่บันทึกกิจกรรมการค้นหา ปรากฎว่ามีแต่ชื่อเราเต็มไปหมด ค้นหาทุกวัน วันละหลายๆครั้ง เพื่อ??? เราก็เอาให้แม่ดู แล้วถามแม่ว่านี่พ่อเค้าค้นหาเฟสเราไปเพื่ออะไร นี่คือคำตอบที่เราสงสัยกันใช่มั้ย

พอรู้อย่างนี้ เราก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ มันอัดอั้นตันใจ มันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ มันต้องใช้คำไหนถึงจะถูกต้องเวลาเดินผ่านพ่อก็จะรู้สึกอึดอัด เพราะแกจะมองหน้าเราตลอด มองไปเพื่อ??? จนเวลาผ่านไปเป็นเดือน 2 เดือน ความอึดอัดก็ยิ่งทวีคูณ เวลาแม่ว่าแก แกก็จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น เรานี่แบบอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆให้ลั่นบ้านเลย แต่ไม่สามารถจะไปบอกหรือปรึกษาใครได้ มันเป็นเรื่องน่าอายมาก

คนเดียวที่เราปรึกษาได้ก็คือแม่ เราปรึกษากับแม่ว่า จะให้เราทำยังไง เราอึดอัดกับอะไรที่มันไม่เคลียร์ ไม่ชัดเจนแบบนี้ ถ้าไม่มีอะไรก็ดีไป แต่ถ้ามันเป็นแบบที่แม่กับเราคิดล่ะ เราไม่อยากอยู่ที่บ้านแล้ว แต่เราก็ไม่สามารถทิ้งแม่ที่กำลังไม่สบายไปได้ เราเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ เราควรจะทำยังไงดี

อยู่มาวันนึงที่วัดมีงาน เราไม่เคยพาลูกไปเที่ยวงานวัดมาก่อน เลยพาลูกไปเดินเที่ยว ก็ไปเจอกับน้าชาย แกมาเที่ยวกับเพื่อนแก แล้วเราก็พาลูกกลับ พอถึงบ้านแม่บอกว่าพ่อจะเดินไปตามเรากับลูก แกโมโหบอกว่าเราแอบนัดเจอกับน้าชายที่วัด โอ้โห... คิดได้ไง ทำไมถึงคิดแบบนั้นได้ แล้วคืนนั้นเราเลยตัดสินใจบล็อกเฟสแก (เราคิดว่ามันควรเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา)

ตอนเช้าแม่บอกว่า พ่อโกรธมากเลยที่เราบล็อกแก เราก็คิดว่าทำไมแกจะต้องมาแคร์อะไรกับเรื่องแค่นี้ด้วย ทีตอนแม่บล็อกแกยังไม่สนเลย ตกเย็นพ่อไปทำงานแล้วไม่กลับบ้าน แม่โทรหาทั้งคืนเป็น 50-60 สาย ติดแต่ไม่รับสาย

ประมาณ 9 โมงเช้า พ่อกลับเข้าบ้านมา แม่เลยเรียกเรา มาเคลียร์กันเลย มีอะไรก็พูดมาให้หมด เราเลยต้องถามในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะต้องออกมาจากปากคนเป็นลูกเลยว่า พ่อชอบหนูเหรอ ทำไมต้องออกอาการหึงหวงอย่างนี้ด้วย ช่วยกันคาดคั้นกับแม่อยู่นาน จนแกหลุดปากออกมาว่า
แกยอมรับว่าชอบเรา แกไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีความรู้สึกแบบนี้กับเราได้อย่างไร แกพยายามที่จะสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งไปแล้ว แต่ก็ทำไม่สำเร็จ

พอแกยอมรับออกมาแล้ว เรานี่แบบ แล้วจะเอายังไงกับชีวิตดีล่ะเนี่ย??? รู้แต่ว่าไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมชายคากับพ่อได้อีก เรารับไม่ได้ เลยถามแม่ว่า แม่จะเอายังไง แม่บอกเรื่องมันแล้วไปแล้ว ยังไงแม่ก็ยังต้องพึ่งพาพ่ออยู่ อ้าว... แล้วเราล่ะ เราก็บอกแม่ว่ามันไม่ได้แล้วไปแล้วนะแม่ แต่มันเพิ่งจะเริ่ม แม่ก็ไม่เข้าใจ แม่คิดว่าพ่อสารภาพออกมาแล้ว คือจบ

เราก็เลยโทรหาแฟน เล่าทุกอย่างให้ฟัง แล้วก็ให้มารับเรากับลูกลงไปอยู่กรุงเทพด้วย คือเราไม่สามารถที่จะทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ เราอยากจะไปให้พ้นๆ ให้เร็วที่สุดได้ยิ่งดี มันไม่รู้จะบรรยายยังไง คือไม่คิดมาก่อนว่าชีวิตจะต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้

ช่วงอาทิตย์แรกที่ลงมาอยู่กรุงเทพ เราคิดมาก ฟุ้งซ่านไปหมด จิตใจไม่สงบเลย มีแต่คำถามเกิดขึ้นมากมายในหัว ทำไมคนเป็นพ่อถึงได้คิดอะไรแบบนี้กับลูกได้ ทำไมไม่มีศีลธรรมเลยเหรอ หรือว่าที่ผ่านมาเราเห็นเค้าเป็นพ่ออยู่ฝ่ายเดียว ถ้าไม่พาลูกลงมาเค้าจะทำอะไรที่มันมากไปกว่านี้อีกมั้ย พ่อคนที่เราเคารพนับถือไม่มีอีกแล้วใช่มั้ย เราต้องอยู่ห่างๆนานแค่ไหนเค้าถึงจะเห็นเราเป็นลูกเหมือนเมื่อก่อน ไม่ใช่ในฐานะผู้ชายกับผู้หญิง มันมีแต่คำถามที่ไม่มีใครตอบได้ผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด

ไหนจะความรู้สึกห่วงแม่อีก จะได้กินข้าวกินน้ำมั้ย อาการจะทรุดลงหรือเปล่า เพราะเราพาแก้วตาดวงใจแกมาด้วย จะลุกจะนั่งจะหน้ามืดหรือเปล่า เราพยายามอย่างมากที่จะเลี้ยงลูกไปด้วยและดูแลแม่ไปด้วย พยายามทำให้ดีที่สุด คำพูดคำไหนที่พูดไปแล้วจะทำให้แกคิดมาก เราก็จะเงียบไว้ไม่พูดดีกว่า คือคนป่วยโรคซึมเศร้าจะต้องการกำลังใจเป็นพิเศษ

เรายังเคยพูดกับแม่ว่า ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง มีแค่พอหาเช้ากินค่ำ แต่การที่เราได้อยู่กับครอบครัว ได้ดูแลแม่ในช่วงบั้นปลายชีวิตก็มีความสุขแล้ว ได้เห็นรอยยิ้มของแม่ เสียงหัวเราะของลูก จะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกล่ะ ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับกลายเป็นแค่ความฝันที่ไม่สามารถจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

มาถึงวันนี้เราลงมาอยู่กรุงเทพได้เดือนนึงแล้ว สำหรับเราก็สบายใจขึ้นเยอะ ไม่ต้องทนอึดอัดเหมือนตอนอยู่บ้าน อยู่ไปเรื่อยๆ รอให้ลูกชินกับสถานที่แล้วค่อยเอาแกไปฝากที่ศูนย์เด็กเล็ก หลังจากนั้นเราค่อยหางานทำ คือเรากับแฟนวางแผนเอาไว้แบบนี้ แฟนเราเองก็ต้องทำงานอยู่คนเดียวมาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยนอกใจเราเลย พอมีลูกเมียลงมาอยู่ด้วย เค้าก็มีกำลังใจทำงานขึ้นเยอะเลย

แต่มันก็ไม่ง่ายเลยสำหรับเด็กที่โตมาในชนบท มีบริเวณบ้านให้วิ่งเล่น อยากไปไหนก็ได้ไป คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกคุ้นเคยอยู่ที่บ้านหมดเลย แต่กลับต้องมาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมกับแม่แค่สองคน พ่อก็ไปทำงาน วันๆก็นั่งเล่นเป็นเพื่อนลูก แม่นี่ห้ามเบื่อ ต้องสดใสร่าเริงตลอดเวลา ห้ามร้องไห้ ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ ห้ามหงุดหงิดแล้วพาลใส่ลูก ลูกไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาของผู้ใหญ่เลย คือตอนนี้แม่ต้องเป็นโลกทั้งใบของลูก ลูกต้องการความรักความเอาใจใส่อย่างมาก

เลยอยากปรึกษาว่า เราทำถูกแล้วหรือยัง เราควรจะอดทนแล้วอยู่ดูแลแม่ต่อไปหรือเปล่า ซึ่งเราก็กลัวว่าถ้าหากแม่เป็นอะไรขึ้นมา เราจะต้องมานั่งโทษตัวเองไปตลอดชีวิต เราสมควรที่จะเกลียดพ่อมั้ยที่คิดแบบนี้กับเรา แม่เคยไล่ให้พ่อกลับไปอยู่บ้านเค้าเองแล้ว แต่พ่อไม่ยอมไป แล้วถ้าเราจะกลับไปอยู่บ้าน ก็สงสารแฟนอีก เหมือนมาให้ความหวังเค้าแล้วจากไป เราควรจะเดินไปในทางไหนดี

ขอบคุณมากนะคะที่อ่านมาจนจบ เรื่องมันยาวมากเลย แต่ก็อยากจะขอคำชี้แนะจากมุมมองของคนนอก เผื่อจะได้เห็นในสิ่งที่เราพลาดไป หรือขอคำแนะนำที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นก็ได้ค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่