สวัสดีครับทุกคน วันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ เมษายน 2561 ของผมได้วางแผนจะไปเที่ยวลาวใต้ ซึงผมเองเป็นคนอุบลโดยกำเนิดอยู่เเล้ว (ปัจจุบันทำงานที่ระยอง) แต่ไม่เคยข้ามไปเที่ยวลาวไกลเกินกว่าด่านช่องเม็กเลย พอดีที่ทำงานหยุดให้หลายวันจึงวางแผนไปเที่ยวลาวใต้ ก็หาข้อมูลจากกระทู้ต่างๆใน Pantip ที่มีมากมาย ทำให้การไปในครั้งนี้คงไม่มีปัญหา เรื่องค่าใช้จ่ายก็คงไม่สูงมาก เรื่องภาษาก็สบายมาก 555 จึงกำหนดไปวันวันที่ 8-10 เมษายน 2561 โดยทีแรกจะไปคนเดียวเท่านั้น อยากไปไหนก็ไป เหนื่อยไหนก็พัก ปรากฎว่าพี่สาวขอไปด้วย เราก็เลยโอเค ได้ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามบ่นให้ได้ยินเด็ดขาดว่าเหนื่อย ว่าร้อน 555 อาจจะไม่รีวิวเหมือนคนอื่นนะครับเพราะบางกระทู้เกี่ยวกับลาวใต้มีเยอะมาก และข้อมูลแน่นด้วย ผมก็จะมาแนวแบบเก็บเป็นความทรงจำของชีวิตและความประทับใจ สาระนิดหน่อยก็แล้วกันครับ ส่วนรูปถ่ายก็จากมือถือครับ มีกล้องตัวเล็กไปหนึ่งตัวแต่ไม่ใด้ใช้เลย แถมเป็นภาระเอาใส่กระเป๋าแบกไปทุกที่ 555
เช้าวันที่ 8 เมษายน 2561
เดินทางออกจากบ้านที่อำภอม่วงสามสิบ มายังสถานีขนส่งผู้โดยสารอุบลราชธานี การเดินทางไปยังด่านช่องเม็กอุบลราชธานี มีให้เลือกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นรถบัส ของ บขส. เป็นรถโดยสารระหว่างประเทศ มีรอบ 09.30 น. และ 15.30 น. อุบลฯ-ปากเซ และจากปากเซ-อุบลฯจะมีรอบ 08.00 น. และ 15.30 น. และรถตู้อุบล - ช่องเม็ก ออกทุกชั่วโมง ราคา 100 บาทต่อคน แต่ต้องไปต่อรถเข้าเมืองปากเซเอง เราเลือกไปรถตู้ได้รอบ 8 โมง ซึงช่วงนี้ใกล้สงกรานต์ คนจะเยอะมาก มีพี่น้องชาวลาวที่มาทำงานในประเทศไทยเดินทางกลับเยอะเลย
เราออกเดินทางไปถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารช่องเม็กประมาณ 9.30 น. เมื่อเราลงรถแล้วจะมีวินมอไซต์เราสามารถเรียกใช้บริการไปส่งที่ด่านได้ราคา 20 บาท ส่วนเราเลือกที่จะเดินครับไม่ไกลมากถือเป็นการยืดเส้นยืดสาย หลังจากนั่งรถตู้มาชั่วโมงกว่าๆ
การเดินทางข้ามแดนไปปากเซ สามารถใช้หนังสือผ่านแดนชั่วคราวอยู่ได้ 3 วัน
หนังสือเดินทาง Passport อยู่ได้ 1 เดือน
เดินทางเข้าสู่อาคารทำเรื่องผ่านแดน
ยื่น Passport ประทับตรา มีถ่ายรูปด้วยนะ ก็ไม่ยุ่งยากรวดเร็วดี
หลังจากผ่านด่านแล้วก็ไปโลด ไม่ใช่สิ ไปลอดทางเดินใต้ดินจากฝั่งไทยเพื่อข้ามไปโผล่ฝั่งประเทศลาว
***เห็นถุงฝักบัวสีเขียวไหม พี่สาวเราซื้อมาจากขนส่งอุบล 20 บาท ตั้งใจว่าจะซื้อ 40 บาท แต่โดนแม่ค้าถามว่าเอาอะไร เจ้... เลยไม่ชอบว่างั้น ไม่ชอบที่เรียก เจ้ 5555
เมื่อลอดผ่านมาฝั่งประเทศลาวแล้ว เราจะเรียกด่านฝั่งประเทศลาว ว่า "ด่านวังเต่า" (ฝั่งประเทศไทย จังหวัดอุบลเรียกว่า"ด่านช่องเม็ก")
เราไปแลกเงินบาทไทยเป็นเงินกีบของลาว และซื้อซิมเน็ตของลาวด้วย หลายคนว่าไม่คุ้มแต่อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง ก็ต้องลองครับ
เสร็จแล้วเราก็ไปทำเรื่องขอเข้าประเทศที่ด่าน พร้อมเงินคนละ 100 บาท แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าคนละ 200 บาทเราเลยถามว่าเพราะอะไร
เขาตอบเรากลับมาว่า เพราะพึ่งมาครั้งแรกว่างั้น 555 (หลายกระทู้ได้เล่าถึงค่าธรรมเนียมผ่านด่านว่าไม่เท่ากัน อันนี้น่าจะจริง) เราก็โอเคคนละ 200 ก็ได้เพราะเราไม่อยากเสียเวลา อีกอย่างเจ้าหน้าที่ที่ทำการ เราก้มมองลอดช่องไปก็เห็นแค่มือไม่เห็นหน้า ช่องเล็กมาก ไม่เป็นไรๆเราโอเค เพราะอ่านกระทู้อื่นๆมาเเล้วว่าต้องเจอ
หลังจากเสร็จจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเราต้องไปต่อรถเพื่อไปปากเซ ทีนี้สิคิวรถกลับด่านเนี่ยไกลนิดหนึ่ง เราก็เลยใช้บริการพี่วินมอไซต์ คนละ 20 บาทไปส่งที่คิวรถเราเลือกรถตู้ คิดว่าน่าจะเร็วกว่า เหลือที่นั่งสองที่ด้านหน้าข้างคนขับพอดี แต่ก่อนรถจะออก คนขับรถบอกว่าให้พี่สาวเราไปนั่งข้างหลังกับผู้หญิงอีกคน แล้วเอาผู้ชายมานั่งข้างเรา ปรากฎว่ามาสองคนครับ สรุปยัดคนมาอีกเป็นข้างหน้าข้างคนขับ 3 คน คนขับเป็น 4 คน 555 เบียดกันไป ที่นี่จะยัดคนขนของชนิดว่าแน่น บนหลังคารถก็มีของเต็ม คนเยอะด้วยเพราะกลับช่วงสงกรานต์ เราไม่ได้มีปัญหากับการนั่งเบียดนะ แต่กลัวว่ามันจะปลอดภัยไหม 55
แต่จริงๆแล้วเขาขับไม่เร็ว รถบนถนนก็ไม่เยอะมาก รถสองแถวเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ขนไปได้ยังไงทั้งคนทั้งของ เราก็คิดว่านี่คงเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งก็ได้นะ (ไม่มีรูปมาให้ดูเพราะมันแน่นจะหยิบมือถือมากดก็ไม่ค่อยถนัด)
นั่งรถไปสักพักเราก็ถามนู้นถามนี่คนขับไปเรื่อยเปื่อย กับพี่ที่นั่งข้างมาหลายเรื่องพี่ที่นั่งข้างกลับมาลาวช่วงสงกรานต์ เขาทำงานที่กรุงเทพ ผมบอกว่าผมเป็นคนอุบล เขาถามว่าเป็นคนไทยเหรอ ทีนี้อ้ายเลาบ่เว่าลาวเลยพูดไทยกับเรา สงสัย
แกมาอยู่ไทยโดนเเล้ว 555 คุยกันมาจนเข้าเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก อดไม่ไหวขออนุญาตพี่เขาเอามือถือมาถ่ายรูปสะพานข้ามแม่น้ำโขงปากเซ เป็นสะพานมิตรภาพ ลาว-ญี่ปุ่น ซึงถือว่าเรากำลังถึงเมืองปากเซแล้ว
ที่ประเทศลาวการขับ ขี่ยานพาหนะ ใช้ฝั่งขวาครับ
รถตู้มาส่งเราใกล้ๆกับตลาดดาวเรือง ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ของเมืองปากเซ มีคนรุมมาถามว่าเราจะไปไหน เราว่าจะหาไรกินก่อนที่ตลาด เมื่อเข้าไปตลาดเราเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรเลยตัดสินใจไปหาโรงแรมก่อนดีกว่า จึงเรียกใช้สามล้อครับ ไปโรงแรมลานคำ ดูในรีวิว 555 ค่าโดยสาร 80 บาท ถูกหรือแพงไม่รู้นะ
แต่ผมว่าถ้าเราคิดว่าสมเหตุสมผล หรือเราพอใจ มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร อย่าคิดว่ามาเพื่อหาอะไรไรที่ถูกแล้วไม่นึกถึงความเป็นจริง มันจะไม่สนุกนะครับ อิอิ
มาถึงโรงแรมที่พักเราก็ไปถามว่ามีห้องว่างไหม เราไม่จองล่วงหน้าเลยนะ 555 มีห้องว่างเราเลือห้องแอร์ ราคา 100000 กีบ เป็นเงินไทยก็ 400 บาท
วิธีคิดเงินกีบ เป็นเงินไทย วิธีคิดง่ายๆ ก็คือ “ตัด 0 ออก 3 ตัว แล้วคูณ 4″ ครับ
เช่น… แบงค์ 100000 กีบ เราก็ตัด 0 ออก 3 ตัวท้าย ก็จะ = 10 จากนั้น X4 = 400 คือค่าเงินบาท
ผมก็จำแบบนี้ไป เราเลยจ่ายเงินไทยไปก่อน เงินกีบเอาไว้ใช้ตอนออกเที่ยว
เราเลือกโรงแรมลานคำ จากการอ่านหลายกระทู้ สภาพห้องก็พอได้ เราไม่ได้อะไรมากแอร์เย็นก็พอ ข้างๆกันก็จะมีหลายโรงแรมไม่ไกลกันมาก ราคาแล้วแต่ที่ครับพันกว่าบาทก็มี เราเลือกโรงแรมนี้เพราะใกล้ร้านเช่ามอไซต์ และมินิมาร์ทครับ
เก็บของเข้าห้องพักเสร็จเราก็จะออกเที่ยวกันเลยครับ โดยเราวางแผนการเที่ยวดังนี้
8 เมษายน 2561 ปราสาทวัดภู มรดกโลกแห่งที่สองของประเทศลาว และวัดภูเสลา
9 เมษายน 2561 เที่ยวน้ำตกตาดฟาน น้ำตกตาดเยื้อง น้ำตกตาดจำปี น้ำตกตาดอีตู้ และน้ำตกตาดผาส้วม
จริงเราวางแผนไว้ว่าจะไปถึง คอนพะเพ็ง หลี่ผี ดอนเดด ดอนคอนด้วย แต่ตัดอกไปเพื่อให้เรามีเวลาเที่ยวในแต่ละที่นานมากขึ้น ไม่ใช่แค่ไปถ่ายรูปแล้วผ่าน หรือมัวแต่เดินทางมากกว่าเที่ยว (ความคิดผมนะ 555) เอาไว้คราวหน้ามาอีกก็ได้
เราเดินทางด้วยการเช่ารถมอไซต์ที่อยู่ห่างจากโรงแรม ต้องใช้คำว่าติดๆกับโรงแรมดีกว่าสะดวกดี เราใช้บริการร้าน miss noi เป็นกันเอง บริการดีอย่างที่กระทู้อื่นๆรีวิวไว้เลย เราได้รถเป็นเกียร์ออโต้ ค่าเช่า 340 บาท ต่อวัน เกียร์ปกติ 240 บาทต่อวัน เอา Passport ไว้ที่ร้าน ออกจากร้านเช่าต้องไปเติมน้ำมันก่อนนะครับเติมน้ำมันเสร็จก็ออกเดินทางได้ เราก็จะไม่ชินกับการขี่มอไซต์เลนขวาเท่าไหร่นะ 555 อากาศก็ร้อนนะครับ เพราะไปหน้าร้อนไง
ถนนก็ถือว่าดีครับ มีบางช่วงเท่านั้นที่เป็นหลุม โดยรวมก็โอเคมาก ผ่านทุ่งนาแวะสักรูป Hello 555

ปราสาทวัดพูตั้งอยู่บริเวณเชิงภูเขาลูกใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ทางตอนใต้ของเมืองจำปาสัก ห่างจากเมืองปากเซไปประมาณ 40 กิโลเมตร
มาถึงเราก็ฝากรถ และไปซื้อตั๋วเข้าชมครับ คนละ 50000 กีบ (200 บาทไทย) ปราสาทวัดพูผมอยากมานานแล้ว เนื่องจากผมเป็นชอบอารยธรรมขอมเป็นทุน จึงอยากมาดูให้เห็นกับตาครับ
เมื่อซื้อตั๋วเข้าชมเสร็จแล้วเราก็เดินมาขึ้นรถกอล์ฟเข้าไปยังปราสาทครับ
รถกอล์ฟวิ่งไปเราจะผ่านหนองน้ำขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า บาราย ครับ
แล้วเราก็มาถึงแล้วครับทางเข้าปราสาทชั้นที่ 1 มีเสานางเรียงด้านซ้ายและขวา
ปราสาทหินวัดพู หรือวัดพู นครจำปาศักดิ์ ในอดีตเคยป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งอารยธรรมโบราณถึง 3 สมัยด้วยกัน คือ อาณาจักรเจนละในช่วงศตวรรษที่ 6-8 ค้นพบจารึกกล่าวถึงการฆ่าคนเพื่อบูชาแด่เทพเจ้า ต่อมาเป็นยุคของอาณาจักรขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร เลือกบริเวณนี้เป็นที่สร้างปราสาทหิน และสุดท้ายอาณาจักรล้านช้างได้เปลี่ยนเทวลัยในศาสนาฮินดูให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายเถรวาท
อากาศร้อนครับ เพราะเรามาถึงบ่ายกว่าๆ แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมเพราะผมตั้งใจมา และไม่รีบครับ การมาเที่ยวปราสาทหินจะไม่สนุกครับถ้าเราไม่รู้ข้อมูลมาบ้าง งั้นต้องไม่พ้นบ่นว่าไปมาแล้ว ไปดูหิน ร้อนมาก ถ่ายรูปแล้วก็กลับ แค่นั้น แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน 555 หินที่เราเหยียบเดินขึ้นไป กลุ่มอาคาร รูปสลักต่างๆนั้นล้วนมีค่าทางประวัติศาสตร์ ทั้งนั้นครับ อันไหนที่ผมไม่เข้าใจผมก็เปิด google ดูเลย
รูปโรงท้าว โรงนาง จะอยู่ด้านซ้ายขวา

ทางขึ้นเราก็จะพบ รูปสลักทวารบาลหรือผู้รักษาประตู
เอาเป็นว่าข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทวัดพู ขออนุญาตแนบลิ้งค์นี้ก็แล้วกันนะครับ
https://dputhp.wordpress.com/2014/07/23/km09-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B9-%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88/
ทางเดินขึ้นครับ
มองย้อนกลับไปด้านล่างครับ
บันไดชั้นสุดท้ายก่อนถึงปราสาทประธานครับ ค่อข้างชัน และสูงมาก ต้องบอกว่าเราพักกัน 1 รอบก่อนขึ้นตรงนี้ 55
เมื่อเราผ่านบันไดชั้นสุดท้ายมาแล้วก็เจอ ปราสาทประธาน ของปราสาทวัดพูครับ ส่วนบนพังทลายลงมาแต่ส่วนฐานยังสวยงามครับ ลองจินตนาการว่าปราสาทองค์ประธานสมบูรณ์จะสวยงามขนาดไหน
ด้านหลังของปราสาทประธาน เห็นว่าจะมีการสร้างด้วยอิฐก่อน และต่อมาจึงเป็นหินทราย
ทับหลังบนซุ้มประตู
[CR] เมื่อเราไปเที่ยวลาวใต้หน้าร้อน 2561
เช้าวันที่ 8 เมษายน 2561
เดินทางออกจากบ้านที่อำภอม่วงสามสิบ มายังสถานีขนส่งผู้โดยสารอุบลราชธานี การเดินทางไปยังด่านช่องเม็กอุบลราชธานี มีให้เลือกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นรถบัส ของ บขส. เป็นรถโดยสารระหว่างประเทศ มีรอบ 09.30 น. และ 15.30 น. อุบลฯ-ปากเซ และจากปากเซ-อุบลฯจะมีรอบ 08.00 น. และ 15.30 น. และรถตู้อุบล - ช่องเม็ก ออกทุกชั่วโมง ราคา 100 บาทต่อคน แต่ต้องไปต่อรถเข้าเมืองปากเซเอง เราเลือกไปรถตู้ได้รอบ 8 โมง ซึงช่วงนี้ใกล้สงกรานต์ คนจะเยอะมาก มีพี่น้องชาวลาวที่มาทำงานในประเทศไทยเดินทางกลับเยอะเลย
เราออกเดินทางไปถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารช่องเม็กประมาณ 9.30 น. เมื่อเราลงรถแล้วจะมีวินมอไซต์เราสามารถเรียกใช้บริการไปส่งที่ด่านได้ราคา 20 บาท ส่วนเราเลือกที่จะเดินครับไม่ไกลมากถือเป็นการยืดเส้นยืดสาย หลังจากนั่งรถตู้มาชั่วโมงกว่าๆ
การเดินทางข้ามแดนไปปากเซ สามารถใช้หนังสือผ่านแดนชั่วคราวอยู่ได้ 3 วัน
หนังสือเดินทาง Passport อยู่ได้ 1 เดือน
เดินทางเข้าสู่อาคารทำเรื่องผ่านแดน
ยื่น Passport ประทับตรา มีถ่ายรูปด้วยนะ ก็ไม่ยุ่งยากรวดเร็วดี
หลังจากผ่านด่านแล้วก็ไปโลด ไม่ใช่สิ ไปลอดทางเดินใต้ดินจากฝั่งไทยเพื่อข้ามไปโผล่ฝั่งประเทศลาว
***เห็นถุงฝักบัวสีเขียวไหม พี่สาวเราซื้อมาจากขนส่งอุบล 20 บาท ตั้งใจว่าจะซื้อ 40 บาท แต่โดนแม่ค้าถามว่าเอาอะไร เจ้... เลยไม่ชอบว่างั้น ไม่ชอบที่เรียก เจ้ 5555
เมื่อลอดผ่านมาฝั่งประเทศลาวแล้ว เราจะเรียกด่านฝั่งประเทศลาว ว่า "ด่านวังเต่า" (ฝั่งประเทศไทย จังหวัดอุบลเรียกว่า"ด่านช่องเม็ก")
เราไปแลกเงินบาทไทยเป็นเงินกีบของลาว และซื้อซิมเน็ตของลาวด้วย หลายคนว่าไม่คุ้มแต่อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง ก็ต้องลองครับ
เสร็จแล้วเราก็ไปทำเรื่องขอเข้าประเทศที่ด่าน พร้อมเงินคนละ 100 บาท แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าคนละ 200 บาทเราเลยถามว่าเพราะอะไร
เขาตอบเรากลับมาว่า เพราะพึ่งมาครั้งแรกว่างั้น 555 (หลายกระทู้ได้เล่าถึงค่าธรรมเนียมผ่านด่านว่าไม่เท่ากัน อันนี้น่าจะจริง) เราก็โอเคคนละ 200 ก็ได้เพราะเราไม่อยากเสียเวลา อีกอย่างเจ้าหน้าที่ที่ทำการ เราก้มมองลอดช่องไปก็เห็นแค่มือไม่เห็นหน้า ช่องเล็กมาก ไม่เป็นไรๆเราโอเค เพราะอ่านกระทู้อื่นๆมาเเล้วว่าต้องเจอ
หลังจากเสร็จจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเราต้องไปต่อรถเพื่อไปปากเซ ทีนี้สิคิวรถกลับด่านเนี่ยไกลนิดหนึ่ง เราก็เลยใช้บริการพี่วินมอไซต์ คนละ 20 บาทไปส่งที่คิวรถเราเลือกรถตู้ คิดว่าน่าจะเร็วกว่า เหลือที่นั่งสองที่ด้านหน้าข้างคนขับพอดี แต่ก่อนรถจะออก คนขับรถบอกว่าให้พี่สาวเราไปนั่งข้างหลังกับผู้หญิงอีกคน แล้วเอาผู้ชายมานั่งข้างเรา ปรากฎว่ามาสองคนครับ สรุปยัดคนมาอีกเป็นข้างหน้าข้างคนขับ 3 คน คนขับเป็น 4 คน 555 เบียดกันไป ที่นี่จะยัดคนขนของชนิดว่าแน่น บนหลังคารถก็มีของเต็ม คนเยอะด้วยเพราะกลับช่วงสงกรานต์ เราไม่ได้มีปัญหากับการนั่งเบียดนะ แต่กลัวว่ามันจะปลอดภัยไหม 55
แต่จริงๆแล้วเขาขับไม่เร็ว รถบนถนนก็ไม่เยอะมาก รถสองแถวเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ขนไปได้ยังไงทั้งคนทั้งของ เราก็คิดว่านี่คงเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งก็ได้นะ (ไม่มีรูปมาให้ดูเพราะมันแน่นจะหยิบมือถือมากดก็ไม่ค่อยถนัด)
นั่งรถไปสักพักเราก็ถามนู้นถามนี่คนขับไปเรื่อยเปื่อย กับพี่ที่นั่งข้างมาหลายเรื่องพี่ที่นั่งข้างกลับมาลาวช่วงสงกรานต์ เขาทำงานที่กรุงเทพ ผมบอกว่าผมเป็นคนอุบล เขาถามว่าเป็นคนไทยเหรอ ทีนี้อ้ายเลาบ่เว่าลาวเลยพูดไทยกับเรา สงสัย
แกมาอยู่ไทยโดนเเล้ว 555 คุยกันมาจนเข้าเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก อดไม่ไหวขออนุญาตพี่เขาเอามือถือมาถ่ายรูปสะพานข้ามแม่น้ำโขงปากเซ เป็นสะพานมิตรภาพ ลาว-ญี่ปุ่น ซึงถือว่าเรากำลังถึงเมืองปากเซแล้ว
ที่ประเทศลาวการขับ ขี่ยานพาหนะ ใช้ฝั่งขวาครับ
รถตู้มาส่งเราใกล้ๆกับตลาดดาวเรือง ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ของเมืองปากเซ มีคนรุมมาถามว่าเราจะไปไหน เราว่าจะหาไรกินก่อนที่ตลาด เมื่อเข้าไปตลาดเราเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรเลยตัดสินใจไปหาโรงแรมก่อนดีกว่า จึงเรียกใช้สามล้อครับ ไปโรงแรมลานคำ ดูในรีวิว 555 ค่าโดยสาร 80 บาท ถูกหรือแพงไม่รู้นะ
แต่ผมว่าถ้าเราคิดว่าสมเหตุสมผล หรือเราพอใจ มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร อย่าคิดว่ามาเพื่อหาอะไรไรที่ถูกแล้วไม่นึกถึงความเป็นจริง มันจะไม่สนุกนะครับ อิอิ
มาถึงโรงแรมที่พักเราก็ไปถามว่ามีห้องว่างไหม เราไม่จองล่วงหน้าเลยนะ 555 มีห้องว่างเราเลือห้องแอร์ ราคา 100000 กีบ เป็นเงินไทยก็ 400 บาท
วิธีคิดเงินกีบ เป็นเงินไทย วิธีคิดง่ายๆ ก็คือ “ตัด 0 ออก 3 ตัว แล้วคูณ 4″ ครับ
เช่น… แบงค์ 100000 กีบ เราก็ตัด 0 ออก 3 ตัวท้าย ก็จะ = 10 จากนั้น X4 = 400 คือค่าเงินบาท
ผมก็จำแบบนี้ไป เราเลยจ่ายเงินไทยไปก่อน เงินกีบเอาไว้ใช้ตอนออกเที่ยว
เราเลือกโรงแรมลานคำ จากการอ่านหลายกระทู้ สภาพห้องก็พอได้ เราไม่ได้อะไรมากแอร์เย็นก็พอ ข้างๆกันก็จะมีหลายโรงแรมไม่ไกลกันมาก ราคาแล้วแต่ที่ครับพันกว่าบาทก็มี เราเลือกโรงแรมนี้เพราะใกล้ร้านเช่ามอไซต์ และมินิมาร์ทครับ
เก็บของเข้าห้องพักเสร็จเราก็จะออกเที่ยวกันเลยครับ โดยเราวางแผนการเที่ยวดังนี้
8 เมษายน 2561 ปราสาทวัดภู มรดกโลกแห่งที่สองของประเทศลาว และวัดภูเสลา
9 เมษายน 2561 เที่ยวน้ำตกตาดฟาน น้ำตกตาดเยื้อง น้ำตกตาดจำปี น้ำตกตาดอีตู้ และน้ำตกตาดผาส้วม
จริงเราวางแผนไว้ว่าจะไปถึง คอนพะเพ็ง หลี่ผี ดอนเดด ดอนคอนด้วย แต่ตัดอกไปเพื่อให้เรามีเวลาเที่ยวในแต่ละที่นานมากขึ้น ไม่ใช่แค่ไปถ่ายรูปแล้วผ่าน หรือมัวแต่เดินทางมากกว่าเที่ยว (ความคิดผมนะ 555) เอาไว้คราวหน้ามาอีกก็ได้
เราเดินทางด้วยการเช่ารถมอไซต์ที่อยู่ห่างจากโรงแรม ต้องใช้คำว่าติดๆกับโรงแรมดีกว่าสะดวกดี เราใช้บริการร้าน miss noi เป็นกันเอง บริการดีอย่างที่กระทู้อื่นๆรีวิวไว้เลย เราได้รถเป็นเกียร์ออโต้ ค่าเช่า 340 บาท ต่อวัน เกียร์ปกติ 240 บาทต่อวัน เอา Passport ไว้ที่ร้าน ออกจากร้านเช่าต้องไปเติมน้ำมันก่อนนะครับเติมน้ำมันเสร็จก็ออกเดินทางได้ เราก็จะไม่ชินกับการขี่มอไซต์เลนขวาเท่าไหร่นะ 555 อากาศก็ร้อนนะครับ เพราะไปหน้าร้อนไง
ถนนก็ถือว่าดีครับ มีบางช่วงเท่านั้นที่เป็นหลุม โดยรวมก็โอเคมาก ผ่านทุ่งนาแวะสักรูป Hello 555
ปราสาทวัดพูตั้งอยู่บริเวณเชิงภูเขาลูกใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ทางตอนใต้ของเมืองจำปาสัก ห่างจากเมืองปากเซไปประมาณ 40 กิโลเมตร
มาถึงเราก็ฝากรถ และไปซื้อตั๋วเข้าชมครับ คนละ 50000 กีบ (200 บาทไทย) ปราสาทวัดพูผมอยากมานานแล้ว เนื่องจากผมเป็นชอบอารยธรรมขอมเป็นทุน จึงอยากมาดูให้เห็นกับตาครับ
เมื่อซื้อตั๋วเข้าชมเสร็จแล้วเราก็เดินมาขึ้นรถกอล์ฟเข้าไปยังปราสาทครับ
รถกอล์ฟวิ่งไปเราจะผ่านหนองน้ำขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า บาราย ครับ
แล้วเราก็มาถึงแล้วครับทางเข้าปราสาทชั้นที่ 1 มีเสานางเรียงด้านซ้ายและขวา
ปราสาทหินวัดพู หรือวัดพู นครจำปาศักดิ์ ในอดีตเคยป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งอารยธรรมโบราณถึง 3 สมัยด้วยกัน คือ อาณาจักรเจนละในช่วงศตวรรษที่ 6-8 ค้นพบจารึกกล่าวถึงการฆ่าคนเพื่อบูชาแด่เทพเจ้า ต่อมาเป็นยุคของอาณาจักรขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร เลือกบริเวณนี้เป็นที่สร้างปราสาทหิน และสุดท้ายอาณาจักรล้านช้างได้เปลี่ยนเทวลัยในศาสนาฮินดูให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายเถรวาท
อากาศร้อนครับ เพราะเรามาถึงบ่ายกว่าๆ แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมเพราะผมตั้งใจมา และไม่รีบครับ การมาเที่ยวปราสาทหินจะไม่สนุกครับถ้าเราไม่รู้ข้อมูลมาบ้าง งั้นต้องไม่พ้นบ่นว่าไปมาแล้ว ไปดูหิน ร้อนมาก ถ่ายรูปแล้วก็กลับ แค่นั้น แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน 555 หินที่เราเหยียบเดินขึ้นไป กลุ่มอาคาร รูปสลักต่างๆนั้นล้วนมีค่าทางประวัติศาสตร์ ทั้งนั้นครับ อันไหนที่ผมไม่เข้าใจผมก็เปิด google ดูเลย
รูปโรงท้าว โรงนาง จะอยู่ด้านซ้ายขวา
ทางขึ้นเราก็จะพบ รูปสลักทวารบาลหรือผู้รักษาประตู
เอาเป็นว่าข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทวัดพู ขออนุญาตแนบลิ้งค์นี้ก็แล้วกันนะครับ
https://dputhp.wordpress.com/2014/07/23/km09-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B9-%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88/
ทางเดินขึ้นครับ
มองย้อนกลับไปด้านล่างครับ
บันไดชั้นสุดท้ายก่อนถึงปราสาทประธานครับ ค่อข้างชัน และสูงมาก ต้องบอกว่าเราพักกัน 1 รอบก่อนขึ้นตรงนี้ 55
เมื่อเราผ่านบันไดชั้นสุดท้ายมาแล้วก็เจอ ปราสาทประธาน ของปราสาทวัดพูครับ ส่วนบนพังทลายลงมาแต่ส่วนฐานยังสวยงามครับ ลองจินตนาการว่าปราสาทองค์ประธานสมบูรณ์จะสวยงามขนาดไหน
ด้านหลังของปราสาทประธาน เห็นว่าจะมีการสร้างด้วยอิฐก่อน และต่อมาจึงเป็นหินทราย
ทับหลังบนซุ้มประตู