หนูขอความช่วยเหลือ คำปรึกษา ได้โปรดอย่าติเตือนหรือกล่าววาจาโทษแก่หนูเลย หนูรู้ว่าผิดเต็มอก และได้โปรดอย่าละลาบละลวงเรื่องส่วนตัวกันเกินไป
ยาวหน่อยแต่ใครพอให้คำปรึกษาได้ ช่วยตอบใครคำปรึกษาหน่อยนะคะ( ย้ำ ปรึกษาไม่ใช่ตอกย้ำ )
ณ วันที่ 19 เมษายน เวลาบ่ายคอย เด็กสาว วัย 19 ปี 3 เดือนและเด็กชาย วัย 21ปี 9 เดือน ได้เข้ามาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อปรึกษาโรงพยาบาลเรื่องท้องไม่พร้อม จริงๆคือมาปรึกษาเรื่อง “การทำแท้ง” นั้นเอง หัวใจตุมๆตอมๆ เสียเงิน 500บาท เพื่อตรวจอัลตร้าซาวน์ น้องตัวยังกลมๆอยู่เลย อายุครรภ์ 5 สัปดาห์ อารมณ์เด็กสาวตอนนั้น รู้สึกตืนตัน และหวาดผวงไปหมด พร้อมกับคิดว่า น้องหนูจะเกิดมาจะน่ารัก เป็นเด็กดีไหมนา T_T และคิดอีกทีก็เศร้า น้องเขาคงไม่ได้มีชีวิตแบบนั้น เพราะเรายังไม่มีความพร้อมที่จะดูแลเขาเลย เรายังไม่คิดที่จะปรึกษาพ่อแม่เรา เพราะรู้ว่าเขาคงให้เราเลิกเรียนต่อแน่ๆ การศึกษาก็เป็นเหมือนอีกส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าแยกเรื่องความใคร่ส่วนตัวกับเรื่องการศึกษา เราก็คงไม่ได้เป็นนักศึกษาที่แย่
เรากับแฟนอยู่ด้วยกันค่ะ พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ แต่ไม่ได้มีการสมรสใดๆ อยู่ก่อนแต่งนั้นเอง ตอนที่พ่อแม่รู้ เขาก็ช็อคเหมือนกัน และมีการพูดคุยระหว่างครอบครัว เขาเรียกว่า ผู้ใหญ่ถึงผู้ใหญ่ บรรยากาศก็ตึงเครียดมากเหลือเกิน และถ้าเขารู้เรื่องล่าสุดนี้อีก รับรองเรากับแฟนคงแย่แน่ๆ
เมื่อได้พูดคุยเรื่องการท้องไม่พร้อมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด เรากับแฟนขอเวลาคิดดูก่อน แล้วค่อยไปใหม่ เมื่อกลับมาห้อง มีอาการจะคลื่นไส้ตลอด กินอะไรไม่ค่อยได้ ส่วนมากกินได้เฉพาะบางอย่าง เช่น มะม่วง น้ำปั่นผลไม้แท้
ย้อนคิดเรื่องราวของน้อง จำภาพตอนที่อัลเตอร์ซาวน์น้อง น้องยังตัวกลมๆอยู่เลย อ่านข้อมูลข่าวสารเรื่องการทำแท้งในโลกของอินเตอร์เน็ตไปเรื่อยพร้อมกับความกลัวสุดขั่วหัวใจ แฟนก็นอนหลับท่าเดียว และที่น่ากลัวกว่านั้น พอครั้นถึงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ เรานั่งกินมะม่วง ด้วยความคลื่นไส้ล้วนๆ กินพักใหญ่ๆ และเครียดกับเรื่องน้องไปด้วย กับมะม่วงในปากคลับคลายคลับคลาได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องไห้เบาๆบนที่นอนข้างๆแฟน กัดไปอีกก็ได้ยินไปอีก อยู่สองสามครา ตกใจหนักมาก รีบวิ่งพุ้งไปปลุกแฟนร้องไห้และกอดเขาไว้ด้วยน้ำตา "พี่ๆ หนูได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ เด็กร้องไห้จริงนะ" แฟนตอบกลับมาว่าเราคงคิดมาก และหลับต่อไป ปกติเขาเป็นคนตื่นยากอยู่แล้ว ชอบนอน (ไม่น่าใช่เสียงแมง)
เราเครียดหนัก เรายังไม่พร้อมที่จะมีลูกจริงๆ และไม่กล้าที่จะทำแท้งเหมือนกัน แต่เปอร์เซนที่จะทำแท้งสูงอยู่เหมือนนกัน เพราะฝ่ายชายไม่ยอมให้เอาเด็กไว้ และเรากับแฟนก็ยังเรียนอยู่
ณ ขณะนั้นทำได้เพียงหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่พอน่าเชื่อถือไปเรื่อยๆ ด้วยความที่นอนไม่หลับ และแล้วเหมือนเจอมูลนิธิหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจ ชื่อคือ” มูลนิธิสหทัย” พร้อมอ่านบทความในพับทิป เรื่องราวสุดน่าประทับใจของเด็กชายคนหนึ่งที่ชื่อ สี่เหลี่ยม โดยเรื่องราวถูกบันทึกไว้ในพันทิปเมื่อปี 49 น้ำตาเริ่มไหลพรั่งพรูออกมาเมื่อเห็นพัฒนาการของน้องสี่เหลี่ยม ตอนนี้น้องสี่เหลี่ยมคงอายุเยอะกว่าเราแล้วล่ะ
http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2006/07/L4568240/L4568240.html
ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายที่จะกระโวยกระวายใจ มูลนิธินี้จะดีกับเด็กจริงๆไหม เขาไปอยู่ในมูลนิธิแล้วจะไม่เป็นปัญหาสังคมใช่ไหม จะมีคนดีๆมารับเลี้ยงน้องเขาไหม เรากลัวว่าลูกเขาจะเป็นปัญหาสังคม แต่ว่าถ้ายิ่งเอาเขามาไว้กับเรา เราคงดูแลเขาไม่ดีแน่ๆ เพราะแค่เอาชีวิตตัวเองก็ไม่รอด เราเป็นคนหนึ่งที่ไมได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ตบตีทะเลาะกันประจำ ส่วนมากจะเป็นปัญหาเรื่องเงินๆ แล้วก็พ่อชอบเมาเหล้า แม่มีความเป็นผู้นำที่สูงเกินไป เซิงบังคับ มิหนำซ้ำ บางครั้งเราก็เป็นฝ่ายโดนกระทำ ถึงแม้ตอนนี้ครอบครัวเราจะดีขึ้นแต่เรื่องร้ายๆในชีวิตก็ยังฝั่งใจเราเสมอ เราคิดเสมอว่าถ้าเรามีลูกเราจะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด
พอถึงจุดๆหนึ่งที่เราตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม เรามองไม่เห็นทางที่จะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุดเลย และเราจะไม่ยอมให้ครอบครัวรับรู้เรื่องนี้ บอกเลยไม่อยากให้เขามาเลี้ยงลูกของเรา ความกลัวเยอะแยะมากมายจนบอกไม่ถูก
ถ้าจะฝากเด็กไว้กับมูลนิธิสหทัยจะดีไหม ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จริงๆอยากติดต่อมูลนิธิตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์เลย แต่ไม่ค่อยกล้า จะต้องทำยังไงบ้าง มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง โดยที่ไม่ให้สังคมรับรู้ว่าเราท้อง เราจะต้องเขาศึกษาเป็นเด็กปี 1 ในมหาลัยแห่งหนึ่ง ในเดือนสิงหา จึงไม่อยากให้มีคนรู้ อายุครรภ์น่าจะราวๆ 21-22สัปดาห์ แต่ถ้าถึงเดือนคลอดจริงๆ เราคงต้องทำเรื่องลาคลอดกับมหาวิทยาลัย และเราสามารถแวะเวียนไปดูการเติบโตของเขาได้ตลอดใช่ไหม ถ้าสักวันหนึ่งเราพร้อมแล้วจริงๆ เราสามารถขอเขากลับคืนมารับเลี้ยงได้ไหมคะ
และที่สำคัญที่สุด เราจะเกลี่ยกลอมพ่อของเด็กยังไงดีคะ สุดท้ายแล้วมันอาจจะขึ้นอยู่กับเขา เรากลัวแฟน และวุฒิภาวะการเอาตัวรอดของเราไม่ได้เรื่องเลย การเขียนตั้งกระทู้นี้ จนก.อ่านจะดูไม่เหมือนคนที่พูดคุยรู้เรื่องตามปกติ(หรือคิดไปเอง) แต่การสื่อสารโดยการพูดเราไม่ได้เรื่องเลย คู่สนทนาชอบบอกเราว่า ไม่เข้าใจ พูดให้รู้เรื่องหน่อยได้ไหมToT
-ขอขอบคุณไว้ก่อนสำหรับคนที่ให้คำปรึกษาดีๆ และขออภัย หากทำให้ใครสักคนไม่พอใจไว้มานะที่นี้
#เขียนไว้ยังไม่ได้อ่านซ้ำหรือแก้คำผิด ไม่รู้จะมีคนเข้าใจภาษาจนก.ไหม555 ตั้งกระทู้นี้เสร็จจนก.คงน่าจะนอนหลับลงแล้ว หลับฝันดีนะจนก.
ช่วยหนูด้วย “หนูท้องไม่พร้อมค่ะ”
ยาวหน่อยแต่ใครพอให้คำปรึกษาได้ ช่วยตอบใครคำปรึกษาหน่อยนะคะ( ย้ำ ปรึกษาไม่ใช่ตอกย้ำ )
ณ วันที่ 19 เมษายน เวลาบ่ายคอย เด็กสาว วัย 19 ปี 3 เดือนและเด็กชาย วัย 21ปี 9 เดือน ได้เข้ามาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อปรึกษาโรงพยาบาลเรื่องท้องไม่พร้อม จริงๆคือมาปรึกษาเรื่อง “การทำแท้ง” นั้นเอง หัวใจตุมๆตอมๆ เสียเงิน 500บาท เพื่อตรวจอัลตร้าซาวน์ น้องตัวยังกลมๆอยู่เลย อายุครรภ์ 5 สัปดาห์ อารมณ์เด็กสาวตอนนั้น รู้สึกตืนตัน และหวาดผวงไปหมด พร้อมกับคิดว่า น้องหนูจะเกิดมาจะน่ารัก เป็นเด็กดีไหมนา T_T และคิดอีกทีก็เศร้า น้องเขาคงไม่ได้มีชีวิตแบบนั้น เพราะเรายังไม่มีความพร้อมที่จะดูแลเขาเลย เรายังไม่คิดที่จะปรึกษาพ่อแม่เรา เพราะรู้ว่าเขาคงให้เราเลิกเรียนต่อแน่ๆ การศึกษาก็เป็นเหมือนอีกส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าแยกเรื่องความใคร่ส่วนตัวกับเรื่องการศึกษา เราก็คงไม่ได้เป็นนักศึกษาที่แย่
เรากับแฟนอยู่ด้วยกันค่ะ พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ แต่ไม่ได้มีการสมรสใดๆ อยู่ก่อนแต่งนั้นเอง ตอนที่พ่อแม่รู้ เขาก็ช็อคเหมือนกัน และมีการพูดคุยระหว่างครอบครัว เขาเรียกว่า ผู้ใหญ่ถึงผู้ใหญ่ บรรยากาศก็ตึงเครียดมากเหลือเกิน และถ้าเขารู้เรื่องล่าสุดนี้อีก รับรองเรากับแฟนคงแย่แน่ๆ
เมื่อได้พูดคุยเรื่องการท้องไม่พร้อมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด เรากับแฟนขอเวลาคิดดูก่อน แล้วค่อยไปใหม่ เมื่อกลับมาห้อง มีอาการจะคลื่นไส้ตลอด กินอะไรไม่ค่อยได้ ส่วนมากกินได้เฉพาะบางอย่าง เช่น มะม่วง น้ำปั่นผลไม้แท้
ย้อนคิดเรื่องราวของน้อง จำภาพตอนที่อัลเตอร์ซาวน์น้อง น้องยังตัวกลมๆอยู่เลย อ่านข้อมูลข่าวสารเรื่องการทำแท้งในโลกของอินเตอร์เน็ตไปเรื่อยพร้อมกับความกลัวสุดขั่วหัวใจ แฟนก็นอนหลับท่าเดียว และที่น่ากลัวกว่านั้น พอครั้นถึงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ เรานั่งกินมะม่วง ด้วยความคลื่นไส้ล้วนๆ กินพักใหญ่ๆ และเครียดกับเรื่องน้องไปด้วย กับมะม่วงในปากคลับคลายคลับคลาได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องไห้เบาๆบนที่นอนข้างๆแฟน กัดไปอีกก็ได้ยินไปอีก อยู่สองสามครา ตกใจหนักมาก รีบวิ่งพุ้งไปปลุกแฟนร้องไห้และกอดเขาไว้ด้วยน้ำตา "พี่ๆ หนูได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ เด็กร้องไห้จริงนะ" แฟนตอบกลับมาว่าเราคงคิดมาก และหลับต่อไป ปกติเขาเป็นคนตื่นยากอยู่แล้ว ชอบนอน (ไม่น่าใช่เสียงแมง)
เราเครียดหนัก เรายังไม่พร้อมที่จะมีลูกจริงๆ และไม่กล้าที่จะทำแท้งเหมือนกัน แต่เปอร์เซนที่จะทำแท้งสูงอยู่เหมือนนกัน เพราะฝ่ายชายไม่ยอมให้เอาเด็กไว้ และเรากับแฟนก็ยังเรียนอยู่
ณ ขณะนั้นทำได้เพียงหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่พอน่าเชื่อถือไปเรื่อยๆ ด้วยความที่นอนไม่หลับ และแล้วเหมือนเจอมูลนิธิหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจ ชื่อคือ” มูลนิธิสหทัย” พร้อมอ่านบทความในพับทิป เรื่องราวสุดน่าประทับใจของเด็กชายคนหนึ่งที่ชื่อ สี่เหลี่ยม โดยเรื่องราวถูกบันทึกไว้ในพันทิปเมื่อปี 49 น้ำตาเริ่มไหลพรั่งพรูออกมาเมื่อเห็นพัฒนาการของน้องสี่เหลี่ยม ตอนนี้น้องสี่เหลี่ยมคงอายุเยอะกว่าเราแล้วล่ะ
http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2006/07/L4568240/L4568240.html
ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายที่จะกระโวยกระวายใจ มูลนิธินี้จะดีกับเด็กจริงๆไหม เขาไปอยู่ในมูลนิธิแล้วจะไม่เป็นปัญหาสังคมใช่ไหม จะมีคนดีๆมารับเลี้ยงน้องเขาไหม เรากลัวว่าลูกเขาจะเป็นปัญหาสังคม แต่ว่าถ้ายิ่งเอาเขามาไว้กับเรา เราคงดูแลเขาไม่ดีแน่ๆ เพราะแค่เอาชีวิตตัวเองก็ไม่รอด เราเป็นคนหนึ่งที่ไมได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ตบตีทะเลาะกันประจำ ส่วนมากจะเป็นปัญหาเรื่องเงินๆ แล้วก็พ่อชอบเมาเหล้า แม่มีความเป็นผู้นำที่สูงเกินไป เซิงบังคับ มิหนำซ้ำ บางครั้งเราก็เป็นฝ่ายโดนกระทำ ถึงแม้ตอนนี้ครอบครัวเราจะดีขึ้นแต่เรื่องร้ายๆในชีวิตก็ยังฝั่งใจเราเสมอ เราคิดเสมอว่าถ้าเรามีลูกเราจะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด
พอถึงจุดๆหนึ่งที่เราตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม เรามองไม่เห็นทางที่จะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุดเลย และเราจะไม่ยอมให้ครอบครัวรับรู้เรื่องนี้ บอกเลยไม่อยากให้เขามาเลี้ยงลูกของเรา ความกลัวเยอะแยะมากมายจนบอกไม่ถูก
ถ้าจะฝากเด็กไว้กับมูลนิธิสหทัยจะดีไหม ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จริงๆอยากติดต่อมูลนิธิตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์เลย แต่ไม่ค่อยกล้า จะต้องทำยังไงบ้าง มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง โดยที่ไม่ให้สังคมรับรู้ว่าเราท้อง เราจะต้องเขาศึกษาเป็นเด็กปี 1 ในมหาลัยแห่งหนึ่ง ในเดือนสิงหา จึงไม่อยากให้มีคนรู้ อายุครรภ์น่าจะราวๆ 21-22สัปดาห์ แต่ถ้าถึงเดือนคลอดจริงๆ เราคงต้องทำเรื่องลาคลอดกับมหาวิทยาลัย และเราสามารถแวะเวียนไปดูการเติบโตของเขาได้ตลอดใช่ไหม ถ้าสักวันหนึ่งเราพร้อมแล้วจริงๆ เราสามารถขอเขากลับคืนมารับเลี้ยงได้ไหมคะ
และที่สำคัญที่สุด เราจะเกลี่ยกลอมพ่อของเด็กยังไงดีคะ สุดท้ายแล้วมันอาจจะขึ้นอยู่กับเขา เรากลัวแฟน และวุฒิภาวะการเอาตัวรอดของเราไม่ได้เรื่องเลย การเขียนตั้งกระทู้นี้ จนก.อ่านจะดูไม่เหมือนคนที่พูดคุยรู้เรื่องตามปกติ(หรือคิดไปเอง) แต่การสื่อสารโดยการพูดเราไม่ได้เรื่องเลย คู่สนทนาชอบบอกเราว่า ไม่เข้าใจ พูดให้รู้เรื่องหน่อยได้ไหมToT
-ขอขอบคุณไว้ก่อนสำหรับคนที่ให้คำปรึกษาดีๆ และขออภัย หากทำให้ใครสักคนไม่พอใจไว้มานะที่นี้
#เขียนไว้ยังไม่ได้อ่านซ้ำหรือแก้คำผิด ไม่รู้จะมีคนเข้าใจภาษาจนก.ไหม555 ตั้งกระทู้นี้เสร็จจนก.คงน่าจะนอนหลับลงแล้ว หลับฝันดีนะจนก.