ความฝัน ความหวัง กับการล่องเรือใบรอบโลก หยาดเหงื่อ เลือด และ หยดน้ำตา 2



คำนำ
    นี่คือเรื่องราวความฝันของชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งปรารถนาจะเดินทางรอบโลกด้วยเรือใบ เขาจึงตัดสินใจซื้อเรือหนึ่งลำไว้แล่นรอบโลก แต่ด้วยความที่เขาไม่ได้มั่งมี เรือที่ได้รับมาก็มีสภาพตามงบประมาณในมือ แต่ก็เอาเถอะยังไงซะก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย แล้วเรื่องราวต่อจากนี้ ถูกเขียนขึ้นมาจากชีวิตจริง กลั่นออกมาจากหยาดเหงื่อ หยดเลือด และคราบน้ำตา

ตอน:เรือเล็กควรออกจากฝั่ง
ความเดิมแบบย๊อย่อ
    หลังจากที่เราตัดสินใจใส่เกียร์เดินหน้าท้าชนความฝัน ในการเดินทางรอบโลกด้วยเรือ ด้วยการขายสมบัติที่เริ่มสั่งสมมาตั้งแต่เรียนจบ เพื่อซื้อเรือใบยานพาหนะในการเดินทางบนผืนน้ำทะเลที่กว้างขวางถึง 3ใน4ส่วนของโลกใบนี้ แต่ว่าเส้นทางของเราก็ไม่ได้ถูกปูทางไว้อย่างราบเรียบ และมันก็ไม่ค่อยที่จะราบรื่น ซึ่งอุปสรรค์ต่างๆที่เราฝ่าฟันมา รายละเอียดทั้งหมดถูกจดบันทึกและถ่ายทอดอย่างละเอียดลงในตอนก่อนหน้านี้ และบรรทัดต่อจากนี้ไป คือตอนที่เราลากเรือมาขึ้นคาน โดยได้รับการช่วยเหลือจากมิตรสหาย หลายคนที่มาช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจ

สามารถอ่านตอนก่อนหน้าได้ที่นี่
https://pantip.com/topic/37140617


Scene     : 32
Location  : ภูเก็ต
Date       : 14 กันยายน 2017
Time       : 13:00 น. (โดยประมาณ)
Weather  : ฝน 8 แดด 4

บนความสูงที่ประมาณ 30,000 ฟุต เราชะโงกหน้ามองลงไปยังแผ่นดินเบื้องล่างและเฝ้าสังเกตภูมิประเทศที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ พร้อมกดหน้าจอมอนิเตอร์เบื้องหน้า เปิดดูเส้นทางการบินเฉลยให้เห็นว่าเรากำลังเดินทางข้ามผ่านน่านฟ้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บ้านเกิดของเรา ข้อมูลบนจอยังบอกต่อไปว่า อีกไม่ถึง 40 นาที เราจะถึงสนามบินภูเก็ต กัปตันประกาศถึงการลดระดับลงเพื่อเตรียมตัวลงจอดบนเกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ร่างกายเราเริ่มสนองตอบต่อระดับความสูงที่เปลี่ยนแปลง หูของเราเริ่มอื้อทำให้การได้ยินเสียงเบาลงมาก คลับคล้ายเหมือนอยู่ในห้องอัดเสียง สถานที่ที่เราชอบมากๆเพราะว่ามันเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจ เราชอบความเงียบ เสียงประกาศจากกัปตันบังคับให้เราต้อง กลืนน้ำลายแก้อาการข้างต้น เพื่อให้การรับฟังข้อมูลจากกัปตันถูกต้อง ไม่นานเกินรอเครื่องก็ลงจอด
หลังจากที่เราออกจากสนามบิน ก็เดินไปเช่ารถมอเตอร์ไซค์และตรงดิ่งมาที่เกสท์เฮาส์บริเวณอ่าวฉลอง จัดเก็บสัมภาระที่เตรียมมาอำนวยความสะดวกต่อภารกิจลากเรือในวันพรุ่งนี้ แล้วบึ่งตรงดิ่งมายังบริษัท Thai Sail หรือบ้านพี่เขตนั่นเอง เพื่อนัดแนะเวลาและวางแผนในการลากเรือท้องฟ้าไปขึ้นคาน เราแวะมาทักทายพี่เขตที่กำลังง่วนอยู่กับการสร้างใบเรือรุ่น walkbay ซึ่งมีออเดอร์มาจากบึงหนองบอน สถานที่ที่คอยแนะนำให้บุคคลที่สนใจเกี่ยวกับการแล่นใบได้รู้จักกับกีฬาประเภทนี้ มันตั้งอยู่แถวสวนหลวง ร.9 และที่สำคัญเราเคยไปแล่นใบที่นั่นมาแล้วและยังสมัครเป็นสมาชิกอีกด้วย ใบที่เหล่าชาวกรุงใช้จับลงส่งแรงขับเรือนั้นถูกรังสรรค์มาจากบ้านของพี่เขตนี่เอง


ไม่ทันที่เราจะได้ออกไปหาท้องฟ้าเพื่อตระเตรียมเธอให้พร้อมต่อการถูกนำพาไปขึ้นคานซ่อมแซม ฝนก็เทลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เราไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะเคยได้ยินคำพูดที่บอกต่อๆกันมาที่ว่า ฝนพังงา ฟ้าภูเก็ต นั้นเชื่อไม่ได้ และการบ้านที่เราตระเตรียมมาจากกรมอุตุนิยมวิทยาก็บอกถึงการมาของพายุที่มีนามว่า ทกซูรี ไม่ได้มาที่ภูเก็ตเต็มๆหรอก แต่ก็พอให้ได้รับอานิสงค์ด้วยบ้างไม่มากก็น้อย
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราจึงขออาสาเป็นลูกมือให้กับพี่เขต หาประสบการณ์เกี่ยวกับใบเรือไปในตัว อย่าลืมสิถ้าระหว่างแล่นรอบโลกแล้วใบเรือเราเกิดเสียหาย เราก็จะมีวิชาในการซ่อมมันได้บ้าง

ในการตัดใบเรือเพื่อตระเตรียมส่งไปยังบึงหนองบอนพี่เขตมอบหมายงานง่ายๆให้เราคือ การใส่ battens
battens จะเป็นตัวสร้างความแข็งแรงให้ใบเรือ พี่เขตเล่าให้เราฟัง พร้อมทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เราทำต่ออย่างเชื่องช้า กล้าๆกลัวๆเพราะเกรงว่าจะทำของเขาเสีย ใบที่หนึ่งผ่านไป ใบที่สองผ่านไป จนเริ่มเกิดความชำนาญ ไม่ช้าเราก็ใส่มันครบทุกใบ หลังจากนั้นเราก็ช่วยกันพับใบและแพคใส่ถุงเตรียมส่งไปที่บึงหนองบอน หากใครไปบึงหนองบอนและได้ลองเล่นเรือใบรุ่น walkbay ก็อย่าลืมนึกถึงเรากับพี่เขต ด้วยล่ะ

หลังจากนั้นพี่ตู่ก็ตามมาสมทบ พวกเราเริ่มคุยกันถึงแผนการลากเรือท้องฟ้าในวันพรุ่งนี้ พี่ตู่ให้เราโทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดกับพี่นนท์ เจ้าของคานเรือ Phuket Premier Boatyard ที่เราจะพาเรือลำน้อยนามท้องฟ้าไปฝากไว้ ถึงรายละเอียดการเข้าพัก พี่นนท์ถามกลับมาว่าจะลากมาถึงกี่โมง “ตามแผนออกตอนเช้า น่าจะไปถึงช่วงเย็นครับพี่” เราตอบกลับไปยังปลายสาย พี่นนท์ตอบกลับมาว่าเดี๋ยวเขาโทรกลับ ขอไปเช็คตารางน้ำวันพรุ่งนี้ก่อน ไม่ถึง 5 นาทีพี่นนท์ก็โทรกลับมา “เย็นพรุ่งนี้น้ำลง ต้องเอาขึ้นคานอีกวัน” พี่นนท์แนะนำว่าให้เราลากท้องฟ้ามาจอดแถวนั้นก่อนสักหนึ่งคืนแล้วเช้าอีกวัน ค่อยเอาขึ้นคาน
ฝนยังคงปรอยลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ตกเบาๆพอให้ได้รำคาญใจ เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงหัวค่ำ พี่จ่าหินพระเอกของการลากเรือในครั้งนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรถ TOYOTA FORTUNER คันเก่งของแก แต่ก่อนที่เราจะเริ่มพูดคุยตระเตรียมแผนในวันรุ่งพรุ่งนี้ ข้าวปลาอาหารที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากฝีมือพี่จิ๋มภรรยาคนสวยของพี่เขต ก็ถูกจัดแจงวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อย กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราพูดคุยกันบนโต๊ะอาหารล้อมวงกินข้าวกันอย่างอบอุ่นท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจากไอฝนต้องแรงลมอ่อนๆตลอดเวลา


เมื่อกับข้าวบนโต๊ะเริ่มร่อยหรอลง และความเร็วในการ ตัก เคี้ยว กลืน เริ่มตก บ่งบอกถึงความอิ่มของพวกเราทุกคน มันคงถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มพูดคุยถึงภารกิจครั้งนี้
พี่จ่าหินเล่าว่าเขาได้ตระเตรียมเรือที่ใช้ลากท้องฟ้า พร้อมเชื้อเพลิงไว้เรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งนี้เราควรจะออกกันตั้งแต่เช้า เพราะจากการคาดคะเน เราน่าจะใช้เวลาในการเดินทาง ประมาณ 8 ชั่วโมง (ไม่รวมขากลับ) เราต้องกินข้าวกันบนเรือ เตรียมเสื้อกันฝนมาด้วย พรุ่งนี้ฝนตกหนักแน่นอน พี่จ่าหินกำชับ เราเอ่ยถามกลับไปว่า ถ้าอากาศไม่ดีแบบนี้ เราเลื่อนเป็นวันอื่นก็ได้นะพี่ จ่าหินหันมามองหน้าเราหลังสิ้นประโยคบอกเล่าที่เอ่ยไปพร้อมบอกว่า
“ตกลงกันไว้แล้ว ก็ต้องคำไหนคำนั้น ไปกับพี่ไม่ต้องกลัว”
พี่ตู่ก็หันมาย้ำกับเราว่า ไปกับพี่จ่าหินไม่ต้องห่วงอะไร ห่วงเรื่องของกินจะพอรึป่าวอย่างเดียวก็พอ คำกล่าวที่ว่าทำให้เรามั่นใจขึ้นมาเยอะเลย
หลังจากสรุปแผนการทั้งหมดของวันพรุ่งนี้แล้ว พวกเรา 4 คน ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เรานัดเจอกันที่ท่าเรืออ่าวฉลองกันตอน 6 โมงเช้า รีบกลับไปนอนเอาแรงแล้วไปเจอกันที่นัดหมาย
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่