ความคิดเห็นจาก Expert Account
ความคิดเห็นที่ 4
เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-เบงกอล และนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกครับ
ในหลักฐานร่วมสมัยคือจดหมายของ "คาทอลิกชาวอังกฤษ (English Catholic)" ส่งถึงปิแยร์ ดอร์เลองส์ (Pierre-Joseph d'Orléans) บาทหลวงนิกายเยซูอิตชาวฝรั่งเศส เขียนในสมัยพระเพทราชา กล่าวถึงบิดาของมารี กีมารด์ว่า
"บิดาของนางมีนามว่า ฟานิค (Fanique) เขาเป็นคนผิวดำคล้ำลูกครึ่งเบงกอลและญี่ปุ่น ในวัยเยาว์ยากจนมาก แต่เป็นคนที่ซื่อตรงและเป็นคริสเตียนที่ดี และยังเป็นคนที่มีสติปัญญา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในคนชนชั้นนี้ เขาได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นด้วยความช่วยเหลือของพ่อค้าชาวอังกฤษ ซึ่งได้กำไรไม่น้อยกว่าที่เขาได้ ไม่ว่าพวกเขาจะจ่ายค่านายหน้าให้เขาไปเท่าไหร่ก็ตาม
ฟานิคมีความโชคร้ายเพียงอย่างเดียว คือ ภรรยาของเขาผู้ที่ท่านยกยอว่าเป็น "หญิงผู้ซื่อสัตย์ (virtuous lady)" [ในทำนองประชด เพราะภรรยาฟานิคมักถูกกล่าวถึงว่ามีความประพฤติเสื่อมเสียเรื่องชู้สาวกับชายอื่น - ผู้เขียน] แต่ด้วยจิตวิญญาณคริสเตียนเขาก็วางเฉยโดยไม่อาฆาตพยาบาท
เพื่อที่จะไม่ต้องพบเห็นการกระทำอันเสื่อมเสียเกียรติที่ (ภรรยา) กระทำต่อเขา เขาจึงหลีกไปอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช (Ligor) และเขาก็ล้มป่วยลงจนคิดว่าเขาคิดจะเสียชีวิตลงที่นั้น ในชุมชนโปรตเกสในสยาม เรื่องนี้เป็นเรื่องซุบซิบที่เล่าขานกันทั่วไป..."
...เมื่อข้าพเจ้าบอกท่านว่าฟานิคเป็นคนผิวดำ ขออย่าเพิ่งค้านว่าลูกบางคนของเขามีผิวขาวส่วนคนอื่นผิวคล้ำกว่า เพราะหากทำเช่นนั้นเท่ากับท่านจะเปิดเผยเรื่องอื้อฉาวออกมาเท่านั้น
ฟานิคผู้นี้ไม่เคยปรารถนาจะให้ธิดาของเขาแต่งงานกับ มร.คอนสตันซ์เลย อย่างไรก็ตามพวกเยซูอิตมักจะแสดงปรารถนาในเรื่องนี้อยู่เสมอ และหลายครั้งที่เขาคัดค้านเรื่องนี้
เมื่อหลายปีผ่านไปพร้อมกับที่เขาได้รับการบอกเล่าถึงความเจริญก้าวหน้าของ มร.คอนสตันซ์ ซึ่งประจักษ์ชัดเจนอยู่ เขากลับทำนายว่าเรื่องนี้จะมีแต่ทำให้ครอบครัวของเขาพังพินาศ...ซึ่งเขาทำนายไม่ผิด
ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1686 เขาขอร้องให้ มร.คอนสตันซ์ มาพบเขาหลายครั้งเพื่อที่อาจจะได้สมานความแตกต่างระหว่างทั้งสองคน แต่อีกฝ่ายกลับปล่อยให้เขาตายไปโดยไม่สมปรารถนา
อีกเหตุผลหนึ่งนอกเหนือจากเรื่องการแต่งงาน เขาต้องอยู่ร่วมกันโดยเข้ากันไม่ได้ โดยฟานิคมักให้คำแนะนำที่ดีแก่ มร.คอนสตันซ์อยู่เสมอ เช่นว่าเขาควรลดความหยิ่งผยองและรู้จักปรับตัวในการเจรจากับชาวต่างประเทศมากขึ้น แต่แทนที่จะรับฟัง มร.คอนสตันซ์กลับปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นคนโง่ และยิ่งหลั่นแกล้งใครก็ตามที่มาซื้อสินค้าจากตนมากขึ้นไปอีก...
...เขามักจะลงเรือลำเล็กโดยมีฝีพายสองคน เหมือนกับในยุโรปที่คนมักเดินเท้าโดยถือไม้เท้าไว้ในมือ
เขาได้จากไป โดยได้ทิ้งทรัพย์สินเป็นมรดกให้ภรรยา เงิน ๒๐ catis สำหรับทายาททั้งห้าคน และบางคนก็ยังเป็นเด็กอยู่"
ซึ่งจริงๆ ส่วนตัวคิดว่าฟานิคไม่น่าจะแต่งกายโพกหัวเป็นแขกอย่างในละคร เพราะก็เป็นแค่ลูกครึ่งแขก แต่มีหลักฐานว่าอยู่ในหมู่บ้านญี่ปุ่น และมีหลักฐานที่เรียกลูกสาวเขาว่าเป็น "Japonese" เขาน่าจะแต่งกายไปทางญี่ปุ่นหรือยุโรปอย่างอังกฤษที่เขาใกล้ชิดมากกว่าครับ
ในหลักฐานร่วมสมัยคือจดหมายของ "คาทอลิกชาวอังกฤษ (English Catholic)" ส่งถึงปิแยร์ ดอร์เลองส์ (Pierre-Joseph d'Orléans) บาทหลวงนิกายเยซูอิตชาวฝรั่งเศส เขียนในสมัยพระเพทราชา กล่าวถึงบิดาของมารี กีมารด์ว่า
"บิดาของนางมีนามว่า ฟานิค (Fanique) เขาเป็นคนผิวดำคล้ำลูกครึ่งเบงกอลและญี่ปุ่น ในวัยเยาว์ยากจนมาก แต่เป็นคนที่ซื่อตรงและเป็นคริสเตียนที่ดี และยังเป็นคนที่มีสติปัญญา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในคนชนชั้นนี้ เขาได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นด้วยความช่วยเหลือของพ่อค้าชาวอังกฤษ ซึ่งได้กำไรไม่น้อยกว่าที่เขาได้ ไม่ว่าพวกเขาจะจ่ายค่านายหน้าให้เขาไปเท่าไหร่ก็ตาม
ฟานิคมีความโชคร้ายเพียงอย่างเดียว คือ ภรรยาของเขาผู้ที่ท่านยกยอว่าเป็น "หญิงผู้ซื่อสัตย์ (virtuous lady)" [ในทำนองประชด เพราะภรรยาฟานิคมักถูกกล่าวถึงว่ามีความประพฤติเสื่อมเสียเรื่องชู้สาวกับชายอื่น - ผู้เขียน] แต่ด้วยจิตวิญญาณคริสเตียนเขาก็วางเฉยโดยไม่อาฆาตพยาบาท
เพื่อที่จะไม่ต้องพบเห็นการกระทำอันเสื่อมเสียเกียรติที่ (ภรรยา) กระทำต่อเขา เขาจึงหลีกไปอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช (Ligor) และเขาก็ล้มป่วยลงจนคิดว่าเขาคิดจะเสียชีวิตลงที่นั้น ในชุมชนโปรตเกสในสยาม เรื่องนี้เป็นเรื่องซุบซิบที่เล่าขานกันทั่วไป..."
...เมื่อข้าพเจ้าบอกท่านว่าฟานิคเป็นคนผิวดำ ขออย่าเพิ่งค้านว่าลูกบางคนของเขามีผิวขาวส่วนคนอื่นผิวคล้ำกว่า เพราะหากทำเช่นนั้นเท่ากับท่านจะเปิดเผยเรื่องอื้อฉาวออกมาเท่านั้น
ฟานิคผู้นี้ไม่เคยปรารถนาจะให้ธิดาของเขาแต่งงานกับ มร.คอนสตันซ์เลย อย่างไรก็ตามพวกเยซูอิตมักจะแสดงปรารถนาในเรื่องนี้อยู่เสมอ และหลายครั้งที่เขาคัดค้านเรื่องนี้
เมื่อหลายปีผ่านไปพร้อมกับที่เขาได้รับการบอกเล่าถึงความเจริญก้าวหน้าของ มร.คอนสตันซ์ ซึ่งประจักษ์ชัดเจนอยู่ เขากลับทำนายว่าเรื่องนี้จะมีแต่ทำให้ครอบครัวของเขาพังพินาศ...ซึ่งเขาทำนายไม่ผิด
ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1686 เขาขอร้องให้ มร.คอนสตันซ์ มาพบเขาหลายครั้งเพื่อที่อาจจะได้สมานความแตกต่างระหว่างทั้งสองคน แต่อีกฝ่ายกลับปล่อยให้เขาตายไปโดยไม่สมปรารถนา
อีกเหตุผลหนึ่งนอกเหนือจากเรื่องการแต่งงาน เขาต้องอยู่ร่วมกันโดยเข้ากันไม่ได้ โดยฟานิคมักให้คำแนะนำที่ดีแก่ มร.คอนสตันซ์อยู่เสมอ เช่นว่าเขาควรลดความหยิ่งผยองและรู้จักปรับตัวในการเจรจากับชาวต่างประเทศมากขึ้น แต่แทนที่จะรับฟัง มร.คอนสตันซ์กลับปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นคนโง่ และยิ่งหลั่นแกล้งใครก็ตามที่มาซื้อสินค้าจากตนมากขึ้นไปอีก...
...เขามักจะลงเรือลำเล็กโดยมีฝีพายสองคน เหมือนกับในยุโรปที่คนมักเดินเท้าโดยถือไม้เท้าไว้ในมือ
เขาได้จากไป โดยได้ทิ้งทรัพย์สินเป็นมรดกให้ภรรยา เงิน ๒๐ catis สำหรับทายาททั้งห้าคน และบางคนก็ยังเป็นเด็กอยู่"
ซึ่งจริงๆ ส่วนตัวคิดว่าฟานิคไม่น่าจะแต่งกายโพกหัวเป็นแขกอย่างในละคร เพราะก็เป็นแค่ลูกครึ่งแขก แต่มีหลักฐานว่าอยู่ในหมู่บ้านญี่ปุ่น และมีหลักฐานที่เรียกลูกสาวเขาว่าเป็น "Japonese" เขาน่าจะแต่งกายไปทางญี่ปุ่นหรือยุโรปอย่างอังกฤษที่เขาใกล้ชิดมากกว่าครับ
แสดงความคิดเห็น
ฟานิก พ่อของมะลิ เป็นแขกเหรอครับตามประวัติศาสตร์