มี Dippoma จากอเมริกา สามารถกลับไปสอบมหาลัยในไทยได้ไหม และถ้าสอบต่างประเทศควรทำยังไง

จากกระทู้ที่เราเคยตั้งคราวที่แล้ว ระหว่างเสี่ยงเรียนในสิ่งที่อยากเป็นกับเรียนในสิ่งที่แน่นอนกับอนาคตและพ่อแม่
เราได้เกริ่นไปว่า ตอนนี้เราเป็น นร. ม.5 ที่ตอนนี้มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในประเทศสหรัฐอเมริกาในเกรด 12 (เทียบเท่า ม.6 ) ซึ่งโรงเรียนจะให้ใบจบการศึกษาแก่เรา และเราได้ฝากตั้งคำถามไว้ว่าระหว่างเข้ามหาลัยที่นี่ต่อ (สามารถสอบเข้ามหาลัยในบางวิขาสาขาได้) หรือ กลับไปเรียนที่ประเทศไทย (ซึ่งต้องซ้ำชั้น ม.5และ ม.6 )
เพราะเราอยากที่จะจบการศึกษาให้เร็วที่สุดอยากรีบมาทำงานตอบแทนพ่อแม่
แต่เมื่อ 28 ม.ค ที่ ผ่านมาคุณแม่ของเราได้เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจ
*รายระเอียด (ข้ามได้นะคะ)
  ในระหว่างที่เราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนและเรากำลังอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบพี่สาวได้โทรมาว่าแม่ของเราปวดท้องหายใจไม่ออกซึ่งพี่เราอยู่มหาลัยในอีกจังหวัดและไม่รู้จะทำไงดีเราโทรหาแม่และรีบโทรบอกคนข้างบ้านมาช่วยดูและให้พ่อไปรับส่งโรงพยาบาลหลังจากนั้น 1 วันพี่เรายอกว่าแม่มีเนื้องอกในถุงน้ำดีซึ่งบอกตรงๆนาทีเบาใจมากเพราะตอนแรกที่แม่ไม่สบายและรอไปโรงพยาบาลเราและพี่คุยกันว่ากลัวจะเป็นโรคหัวใจและได้แต่หวังว่าจะไม่เป็นเพราะอาการแม่มันคล้ายเหลือเกิน (พี่เราเป็นนักศึกษาเภสัร) และพ่อก็โทรมาคุยกับเราเรื่องทริปเที่ยวหลังจบการศึกษาว่าคงจะไปไม่ได้เเล้วเพราะประกันของแม่ไม่คุ้มครองและต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดซึ่งโรงพยาบาลที่ไปเป็นโรงพยาบาลกรุงเทพระยอง ค่าผ่าตัด 600,000 บาทและค่าพักคืนละ 30000 เนื่องจากนาทีนั้นจังหวัดเรามีทางเลือกไปโรงพยาบาลที่ถูกและดียากเพราะโรงพยาบาลรัฐช้าและบริการไม่ดีนัก พ่อ เรา และพี่สาวจึงต้องยอมจ่ายเงินเรารู้แค่ว่าแม่ผ่าตัดเสร็จสิ้นและยังอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลา 1 อาทิตย์ เพราะค่าห้องแพงมากพ่อเราจุงตัดสินใจย้ายไปโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งเราก็ไม่อยากให้ย้ายเพราะเรามีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับโรงพยาบาลรัฐตอนเราประสบณ์อุบัติเหตุแต่ก็ต้องจำใจเพราะค่ารักษาแพงเหลือเกินเราก็สงสัยว่าทำไมแม่ถึงรักษาตัวนานเพราะว่าเราเคยผ่าตัดไส้ติ่งแค่ 4 วันก็ออกได้พี่และพ่อก็บอกว่าแม่ผ่าตัดใหญรักษาตัวนาน หลังจากนั้นไม่นานในคืนวันศุกร์หลังจากแม่เข้าโรงพยาบาล 2 อาทิตย์ พี่สาวเราบอกว่าแม่เป็นโรคหัวใจ นาทีนั้นน้ำตาไหลร้องไห้หนักมากแต่พี่ก็บอกว่าคนเป็นโรคหัวใจอยู่ได้นานก็มี เราก็สบายใจขึ้นคิดว่าแม่หายจากผ่าตัดแล้วก็เจอหัวใจอีกก็ต้องดูแลเรื่องอาหารดีแค่นั้นแต่หลังจากนั้นแค่ 1 วันในคืนวันเสาร์ตอนตี 4 พี่สาวโทรหาแล้วพูดว่าเราต้องทำใจแม่เป็นหนักมากเป็นมาตั้งแต่เเรกแล้วและเป็นหัวใจมานานแต่ไม่มีใครรู้และแม่ก็ไม่เคยบ่นอากาศเจ็บปวดในฟังซักนิดทั้งๆที่มีลูกเรียนเภสัร และสาเหตุเกิดจากการผ่าตัดและติดเชื้อในกระแสเลือดและบวกกับโรคที่เป็นอยู่ นาทีหัวใจสลาย ทำไมไม่มีใครสักคนคิดจะบอกทำไมไม่ให้เราได้มีโอกาสคุยกับแม่เลยตอนนั้นแม่ไม่สามารถพูดหรือขยับตัวได้เราเอาแต่ร้องไห้รอให้เช้ารอให้โฮสตื่นเราเตรียมที่จะแพ็คกระเป๋ากลับบ้านไม่สนใจใดใดทั้งสิ้น แต่ในนาทีนั้นพี่สาวเราก็ได้โทรมาบอกว่าให้พูดอะไรซักอย่างแม่เรากำลังจะไปเรากรีดออกมาโดยไม่รู้ตัวเสียเครื่องช่วยหายใจที่ได้ยินค่อยๆถี่ขึ้นเราพยายามขอร้องให้คุณหมอช่วยแต่ไม่มีใครช่วยได้ เราเสียใจอยากกลับบ้านแต่พ่อเราไม่ให้กลับทั้งที่มีประกันคุ้มครองค่าตั๋วเครื่องบินและเขาให้กลับได้เป็นเวลา 10 วันและกลับมาใหม่แต่พ่อก็ไม่ให้กลับเราไม่มีทางเลือกเราเหลือแต่พ่อเราทำอะไรไม่ได้ได้แต่ร้องไห้ทุกวันๆ

ซึ่งที่จะมาถามในวันนี้เพราะความฝันของเราอยากจะเป็นแพทย์แต่เนื่องด้วยตอนนี้รู้ตัวดีว่าความรู้ที่มีอยู่ไม่ถึงเลยอยากซำ้ชั้นและอยากเรียนพิเศษแค่ด้วยตอนนี้ไม่มีแม่แล้วคนที่ค่อยให้การสนับสนุนเรื่องการเรียนมีแต่แม่และพ่อจะเป็นสนับสนุนแค่เรื่องเงินอย่างเดี่ยว อย่าว่าแต่เรียนเลยเรามีบ้านที่พ่อแม่ซื้อและใส่ชื่อเราตังแต่ ป.4 แต่เราไม่รู้เลยว่ากลังจากเรียนจบจากที่นี่และกลับไทยจะไปอยู่กับใคร พ่อบอกว่าอยากให้ไปอยู่กลับป้า เพราะพ่อไม่มีเวลาดูแลมากพอแบะพ่อยังมีภรรยาเก่าที่หลังจากแท่เราเสียไม่นานก็เริ่มกลับมา ตอนนี้เราค่อนข้างรู้สึกแน่มากๆ และพ่อก็ยังขอให้เราไม่ซ้ำชั้นได้ไหมพ่ออยากให้จบเร็วๆ ในใจเราก็อยากจบเร็วดูแลตัวเองได้แต่เรามีความฝันอยากเป็นหมอเเละตอนนี้เราก็รู้ตัวเีว่าเรายังเก่งไม่พอเลยอยากถามว่า ถ้ากลับไปมีใบจบการศึกษาแล้วไปเทียบวุฒิสอบในขณะที่กลับไปเรียน ม.5 ได้ไหม จะได้มีเวลาเตรียมสอบสนามจิงในอีก 2 ปีและมีโอกาสสอบตรงที่ต่างๆไหม คือถ้าติดก็จะไปถ้าไม่ติดจะรอสอบหมอสนามใหญ่หรือต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษและใช้เวลาพอๆกับไทยมีโอกาสไหม
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่