นิทานชาวสวน
๕.ชีวิตยังไม่สิ้น
ขอย้อนกลับมาเล่าเรื่องของตนเองบ้าง เมื่อต้น พ.ศ.๒๔๘๔ ผมสอบไล่ชั้นมัธยมปีที่ ๑ ได้จากโรงเรียนดำเนินศึกษา ที่ตั้งอยู่ในถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้สี่แยกโรงเรียนนายร้อย แล้วลาออกมาเข้าโรงเรียนมัธยมวัดราชาธิวาส เพราะย้ายบ้านมาอยู่สวนอ้อย เรียนชั้น ม.๒ อยู่จนเกิดสงครามญี่ปุ่นชวนประเทศไทยเป็นมหามิตร พอกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศให้งดการสอบไล่ ชั้น ม.๒ ก็เลื่อนยกชั้นไปเรียนชั้น ม.๓ ใน พ.ศ.๒๔๘๕ เราเรียกการเลื่อนชั้นครั้นนั้นว่า โตโจสงเคราะห์ ตามชื่อนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น แต่โรงเรียนก็ยังไม่ปิด คงเปิดเรียนต่อไป จนถึงเดือน กันยายน ปลายฤดูฝน
ผมซึ่งไปเรียนและกลับจากโรงเรียนด้วยการเดิน จากสวนอ้อยไปวัดราชาธิวาส เพียงสองป้ายรถราง แต่ไม่ยอมขึ้นเพราะเสียดายสตางค์ นอกจากจะเกาะไป พอถึงรางหลีกที่บ้านญวน แถวโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล ก็โดดลงหนีคนเก็บค่าโดยสาร ที่เดินจากหัวรถมาเก็บสตางค์ท้ายรถ ทุ่นค่ารถได้สองสตางค์ รถรางสายนี้เป็นรถพ่วงสองคันต่อกัน มีกระเป๋าคนเดียว แกเดินเก็บสตางค์ทั้งสองคัน เวลาจะมาเก็บสตางค์คันหลัง แกก็ต้องโหนระหว่างหัวรถคันหน้ามาคันที่พ่วงเหมือนกัน
เมื่อเกิดสงครามตอนแรก ๆ ยังไม่มีภัยทางอากาศ ก็เรียนไปตามปกติ พอเริ่มมีภัยทางอากาศ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเวลากลางคืนอยู่บ้าน ตอนกลางวันถึงจะมีหวอ แต่ก็ไม่มีเครื่องบินเข้ามาใน พระนคร โรงเรียนของเราไม่ได้ขุดหลุมหลบภัย แต่อาศัยว่ามีคูเล็ก ๆ กั้นทั้งด้านตะวันตก ติดกับอาณาเขตวัดราชาธิวาส และด้านใต้เป็นคลองกั้นระหว่างโรงเรียนกับท่าวาสุกรี สมัยนั้นน้ำลึกขนาดสอบว่ายน้ำลูกเสือสำรอง ไม่ต้องไปไกล เมื่อมีหวอนักเรียนก็ลงจากตึกเรียนไปนั่งอยู่ริมคูและคลองดังกล่าว คงกะว่าถ้ามีเหตุระเบิดใกล้โรงเรียน ก็ให้กระโดดลงน้ำข้ามหนีไปได้ แต่ก็ไม่มีภัยอะไรมาใกล้กราย พอหวอปลอดภัยก็ต้องขึ้นตึกไปเรียนต่อทุกที
วันหนึ่งตอนปลายเดือนกันยายน ผมเดินกลับจากโรงเรียนตอนบ่ายสามโมง ตามทางเท้าซึ่งสมัยนั้นปูอิฐสีแดง ต่ำกว่าระดับถนน เห็นมีน้ำเอ่อขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ พอจะท่วมหลังเท้า ต้องคอยหลบหลีกไส้เดือน ที่ลอยขึ้นมาจากรอยห่างระหว่างแผ่นอิฐ ยั้วเยี้ยไปหมด จนกว่าจะถึงบ้านน้ำท่วมตลอดทาง และสูงขึ้นจนถึงขอบถนน ด้านที่มีรางรถราง และวันต่อมาน้ำก็ค่อย ๆ ท่วมถนนรวมทั้งรางรถราง และมีน้ำขึ้นน้ำลงตามแม่น้ำด้วย แต่ระดับน้ำวันต่อ ๆ มา จะสูงกว่าวันแรก ๆ
ในทีสุดก็ท่วมถนน และน้ำสูงขึ้นจนรถยนต์ต้องลุยครึ่งคัน และรถรางก็วิ่งไม่ได้ ไม่ทราบว่ากลัวไฟฟ้าจะรั่วหรือไม่ สุดท้ายก็ไม่มีรถยนต์แล่นบนถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำที่ขึ้นมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา และขึ้นมากกว่าลง ทำให้สามารถใช้เรือพายบนถนนได้ และเรือก็ใหญ่ขึ้นจนเป็นเรือแจว ที่เคยรับส่งข้ามฟากแม่น้ำ เข้ามาแทนที่รถโดยสารประจำทาง รับส่งคนระหว่างพื้นที่ซึ่งสูงพ้นน้ำท่วม
คือสะพานต่าง ๆ ตั้งแต่บางกระบือ สะพานอนุวัฒวโรดม ถึงสะพายกิมเซ่งหลีหรือสะพานโสภณ ศรีย่าน สะพานเทเวศร์นฤมิตร ที่เทเวศร์ และสะพานนรรัตน์สถาน บางลำพู เพราะบนสะพานนั้นได้เปิดขายของแทนตลาดซึ่งจมอยู่ในน้ำทั้งสี่ตำบล
นอกจากเรือแจวรับส่ง แทนรถโดยสารประจำทาง และรถรางแล้ว ก็มีเรือสำปั้นพายรับจ้างไปส่งที่ต่าง ๆ แทนรถสามล้อด้วยราคาที่ตกลงกันได้ ถ้าเรือไปถึงสะพาน ก็อ้อมหลีกไปได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าใกล้หรือไกล
ความลำบากจากการวิ่งหลบภัยเวลามีหวอ ก็เปลี่ยนเป็นการผจญกับน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม
ชีวิตยังไม่สิ้น ๒ มี.ค.๖๑
๕.ชีวิตยังไม่สิ้น
ขอย้อนกลับมาเล่าเรื่องของตนเองบ้าง เมื่อต้น พ.ศ.๒๔๘๔ ผมสอบไล่ชั้นมัธยมปีที่ ๑ ได้จากโรงเรียนดำเนินศึกษา ที่ตั้งอยู่ในถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้สี่แยกโรงเรียนนายร้อย แล้วลาออกมาเข้าโรงเรียนมัธยมวัดราชาธิวาส เพราะย้ายบ้านมาอยู่สวนอ้อย เรียนชั้น ม.๒ อยู่จนเกิดสงครามญี่ปุ่นชวนประเทศไทยเป็นมหามิตร พอกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศให้งดการสอบไล่ ชั้น ม.๒ ก็เลื่อนยกชั้นไปเรียนชั้น ม.๓ ใน พ.ศ.๒๔๘๕ เราเรียกการเลื่อนชั้นครั้นนั้นว่า โตโจสงเคราะห์ ตามชื่อนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น แต่โรงเรียนก็ยังไม่ปิด คงเปิดเรียนต่อไป จนถึงเดือน กันยายน ปลายฤดูฝน
ผมซึ่งไปเรียนและกลับจากโรงเรียนด้วยการเดิน จากสวนอ้อยไปวัดราชาธิวาส เพียงสองป้ายรถราง แต่ไม่ยอมขึ้นเพราะเสียดายสตางค์ นอกจากจะเกาะไป พอถึงรางหลีกที่บ้านญวน แถวโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล ก็โดดลงหนีคนเก็บค่าโดยสาร ที่เดินจากหัวรถมาเก็บสตางค์ท้ายรถ ทุ่นค่ารถได้สองสตางค์ รถรางสายนี้เป็นรถพ่วงสองคันต่อกัน มีกระเป๋าคนเดียว แกเดินเก็บสตางค์ทั้งสองคัน เวลาจะมาเก็บสตางค์คันหลัง แกก็ต้องโหนระหว่างหัวรถคันหน้ามาคันที่พ่วงเหมือนกัน
เมื่อเกิดสงครามตอนแรก ๆ ยังไม่มีภัยทางอากาศ ก็เรียนไปตามปกติ พอเริ่มมีภัยทางอากาศ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเวลากลางคืนอยู่บ้าน ตอนกลางวันถึงจะมีหวอ แต่ก็ไม่มีเครื่องบินเข้ามาใน พระนคร โรงเรียนของเราไม่ได้ขุดหลุมหลบภัย แต่อาศัยว่ามีคูเล็ก ๆ กั้นทั้งด้านตะวันตก ติดกับอาณาเขตวัดราชาธิวาส และด้านใต้เป็นคลองกั้นระหว่างโรงเรียนกับท่าวาสุกรี สมัยนั้นน้ำลึกขนาดสอบว่ายน้ำลูกเสือสำรอง ไม่ต้องไปไกล เมื่อมีหวอนักเรียนก็ลงจากตึกเรียนไปนั่งอยู่ริมคูและคลองดังกล่าว คงกะว่าถ้ามีเหตุระเบิดใกล้โรงเรียน ก็ให้กระโดดลงน้ำข้ามหนีไปได้ แต่ก็ไม่มีภัยอะไรมาใกล้กราย พอหวอปลอดภัยก็ต้องขึ้นตึกไปเรียนต่อทุกที
วันหนึ่งตอนปลายเดือนกันยายน ผมเดินกลับจากโรงเรียนตอนบ่ายสามโมง ตามทางเท้าซึ่งสมัยนั้นปูอิฐสีแดง ต่ำกว่าระดับถนน เห็นมีน้ำเอ่อขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ พอจะท่วมหลังเท้า ต้องคอยหลบหลีกไส้เดือน ที่ลอยขึ้นมาจากรอยห่างระหว่างแผ่นอิฐ ยั้วเยี้ยไปหมด จนกว่าจะถึงบ้านน้ำท่วมตลอดทาง และสูงขึ้นจนถึงขอบถนน ด้านที่มีรางรถราง และวันต่อมาน้ำก็ค่อย ๆ ท่วมถนนรวมทั้งรางรถราง และมีน้ำขึ้นน้ำลงตามแม่น้ำด้วย แต่ระดับน้ำวันต่อ ๆ มา จะสูงกว่าวันแรก ๆ
ในทีสุดก็ท่วมถนน และน้ำสูงขึ้นจนรถยนต์ต้องลุยครึ่งคัน และรถรางก็วิ่งไม่ได้ ไม่ทราบว่ากลัวไฟฟ้าจะรั่วหรือไม่ สุดท้ายก็ไม่มีรถยนต์แล่นบนถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำที่ขึ้นมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา และขึ้นมากกว่าลง ทำให้สามารถใช้เรือพายบนถนนได้ และเรือก็ใหญ่ขึ้นจนเป็นเรือแจว ที่เคยรับส่งข้ามฟากแม่น้ำ เข้ามาแทนที่รถโดยสารประจำทาง รับส่งคนระหว่างพื้นที่ซึ่งสูงพ้นน้ำท่วม
คือสะพานต่าง ๆ ตั้งแต่บางกระบือ สะพานอนุวัฒวโรดม ถึงสะพายกิมเซ่งหลีหรือสะพานโสภณ ศรีย่าน สะพานเทเวศร์นฤมิตร ที่เทเวศร์ และสะพานนรรัตน์สถาน บางลำพู เพราะบนสะพานนั้นได้เปิดขายของแทนตลาดซึ่งจมอยู่ในน้ำทั้งสี่ตำบล
นอกจากเรือแจวรับส่ง แทนรถโดยสารประจำทาง และรถรางแล้ว ก็มีเรือสำปั้นพายรับจ้างไปส่งที่ต่าง ๆ แทนรถสามล้อด้วยราคาที่ตกลงกันได้ ถ้าเรือไปถึงสะพาน ก็อ้อมหลีกไปได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าใกล้หรือไกล
ความลำบากจากการวิ่งหลบภัยเวลามีหวอ ก็เปลี่ยนเป็นการผจญกับน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม