สวัสดีค่ะ ห่างหายไปนาน วันนี้วันหยุดเลยขอมารีวิวต่อจากกระทู้ที่แล้วค่ะ
ใครยังไม่ได้อ่าน เข้าไปอ่านย้อนหลังกันได้ที่
https://pantip.com/topic/37340749
เที่ยวสวิส 13 เมือง อิตาลี 1 เมือง 10 วัน งบไม่เกิน 80,000 บาท ตอน 1
----------------------------------------------------------------------
ขอเริ่มเล่าต่อเลยนะคะ โดยหลังจากเราเที่ยวในลูกาโน่แล้ว เราก็นั่งรถไฟจากสวิสข้ามไปที่อิตาลีค่ะ

อย่างที่บอกไปในรีวิวตอนที่แล้วว่าเรามี Swiss Pass ทำให้เราสามารถเดินทางในสวิสได้ฟรี ถ้าไปมิลานก็จ่ายแค่ค่าส่วนต่างจากชายแดนถึงเมืองมิลานเท่านั้นเอง จะช่วยให้เราประหยัดได้เยอะเลยค่ะ
ตอนซื้อตั๋วที่เค้าท์เตอร์ในสวิสก็บอกคนขายได้เลยว่าจะนั่งไปมิลาน โดยเรามี Swiss Pass อยู่ คนขายก็จะคิดเฉพาะค่ารถไฟในอิตาลี

ถึงแล้ววววว มิลาโน
ปอยเลือกจองโรงแรมตรงข้ามสถานีรถไฟเลย
ถึงอิตาลีปุ๊บ ลากกระเป๋าไปเก็บของและเตรียมออกเที่ยวได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาหาหรือเดินทางไปโรงแรม
โรงแรมในอิตาลีถูกและดีกว่าสวิสเยอะมากกก สวิสเป็นอะไรที่แพงมากกกกกกก
มาถึงอิตาลีแนะนำว่าให้ระวังตัวเป็นพิเศษเพราะดูเหมือนมีคนจะมายุ่งกับเราตลอดเวลา อย่างตอนซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน ก็มีคนมาบอกให้หยอดเงินนั่นนู้นนี่ ทางที่ดี เดินหนีไปเลยไม่ต้องไปคุยกับเค้าค่ะ แล้วก็ระวังกระเป๋าด้วยเพราะปอยเคยเจอล้วงกระเป๋าตังค์ตอนมาเที่ยวอิตาลีคราวก่อน หายไปหมดเลย รอบนี้เลยระมัดระวังมาก นอกจากนั้นพวกแก๊งผูกข้อมือมาเต็มทำเป็นว่าให้ฟรี สุดท้ายจะเอาเงินให้ได้ อย่าไปคุยกับใครเด็ดขาด
เมื่อมาถึงมิลาน เราก็มุ่งหน้ามาที่ ดูโอโม่
โบสถ์ดูโอโม่นี้สร้างสมัยปี 1386 เห็นเค้าว่าเป็นโบสถ์ที่ Napoleon Bonaparte สวมงกุฎขึ้นเป็นกษัตริย์ อิตาลีในปี 1805 ด้วย
ซึ่งการเข้าชมต้องซื้อตั๋ว เค้ามีเวลาปิดขายตั๋วด้วยเป๊ะมาก
ปอยจำไม่ได้ 4.00หรือ 5.00 เค้าประกาศว่าถ้าถึงเวลาเลิกขายเลย ปอยโชคดีมากกก ได้ซื้อก่อนที่ขายปิด 5 นาทีค่ะ ตั๋วมี 2 แบบ มีแบบชมแค่บาง Part ของวิหารกับ ชมทุกส่วนที่เค้าเปิดให้เข้าชมได้ค่ะ

หามุมที่ไม่มีคนนี่ยากมาก ต้องรีบถ่ายกดรัวๆๆ ระหว่างนั้นต้องระวังมิจฉาชีพด้วยค่ะ

ข้างๆๆดูโอโม่จะเป็นห้าง Galleria Vittorio Emanuele II (กัลเลรีอาวิตโตรีโยเอมานูเอเลเซคอนโด) ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสวยงามตระกานตา

เมื่อเข้ามาชมวิหารดูโอโม่แล้ว ข้างในจะเงียบเหมือนเค้ายังเปิดใช้ทำพิธีกรรมอยู่ ซึ่งก่อนเข้าจะมีทหารถือปืนตรวจของเราอย่างเข้มงวดค่ะ มีบาง Zone ที่เค้าไม่ให้ถ่ายรูปหรือเข้าไปด้วย

จากนั้นเดินอ้อมมาข้างหลังวิหารจะมีทางขึ้นลิฟท์ สำหรับขึ้นชมบนยอดวิหาร ซึ่งต้องซื้อตั๋วแบบ Full นะคะถึงใช้ลิฟท์ได้ เห็นว่ามีแบบเดินขึ้นด้วยปอยไม่แน่ใจเดินขึ้นตรงไหน
เมื่อขึ้นลิฟท์แล้วเดินต่อขึ้นมาบนยอดวิหาร ขอบอกสวยมากกกก คือสถาปัตยกรรมที่เค้าสร้างวิหารมันน่าทึ่งมาก เก็บทุกรายละเอียดมีการออกแบบโครงสร้าง
ที่มีจิตรกรรมทุกอนูเลยคะ ลองคิดดูเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วทำได้แบบนี้ มนุษย์นี่เก่งจริงๆๆๆๆ

วิวจากยอดวิหาร

เมื่อเราชมดูโอโม่เสร็จ ข้างๆๆมีห้าง Galleria Vittorio Emanuele II (กัลเลรีอาวิตโตรีโยเอมานูเอเลเซคอนโด) วิกิพีเดียบอกว่า เป็นหนึ่งในศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ตรงนี้เองแก๊งผูกข้อมือ มหาศาลต้องระวังกันดีๆๆนะ เค้าจะมาบอกว่าผูกให้ฟรี สุดท้ายจะเอาเงินเราให้ได้คะ ทางที่ดีถ้าเจอให้เดินหนีไปเลยดีกว่านะ

เดินไปเรื่อยๆๆเจอร้านไอติมเจลาโต อร่อยมากกก อันนี้ชอบส่วนตัวเลยขอรีวิว ให้ทุกคนที่ไปได้ไปลอง กินไอติมหลายร้านทริปนี้ชอบร้านนี้สุดๆๆเลย
อร่อยถึงโคน

ถ่ายรูปเล่นรอบๆ

เมื่อเดินเล่นดูโอโม่เสร็จก็เดินเล่นชมเมืองเดินไปเดินมา มาเจอ ปราสาทซฟอร์ซ่า ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมิลานเลยค่ะ เห็นว่าตอนแรกสร้างเป็นป้อมปราการ ต่อมาก็เป็นที่พักอาศัยขุนนาง จนในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้เข้าชมได้ค่ะ ปอยไปตอนกลางคืนเลยไม่ได้เข้าชม

ตอนกลางคืนที่มิลานก็ดูอันตรายปอยเลยรีบกลับโรงแรมเพราะพรุ่งนี้ต้องกลับไป Switzerland
พอดีตอนแรกกะอยู่มิลาน สองวันเพราะพยากรณ์อากาศบอกว่า Switzerland ฝนจะตก
พอเช็คอีกทีอยู่ๆๆ พยากรณ์อากาศเปลี่ยนว่าฟ้าเปิดเลยเปลี่ยนแผนซื้อตั๋วกลับสวิสเพื่อไป Interaken ขึ้นจุงฟาวววววววววค่ะ
ดังนั้นแนะนำว่าใครมาเที่ยวต้องเช็คอากาศตลอดเวลานะคะเพราะว่าถ้าวางแผนไปขึ้นเขา ฟ้าไม่เปิดอากาศไม่ดีน่าเสียน่าดู
DAY4
วันที่ 4 ย้ายจากอิตาลี มุ่งหน้าสู่ Interlaken ขึ้น JUNGFRAU ปอยตื่นแต่เช้า ออกจากมิลานโดยขึ้นรถไฟรอบเช้า 7.20 น.
ซึ่งโชคดีซื้อตั๋วไว้ตั้งแต่คืนวันที่ 3 แล้ว

การเดินทางจะมี 2 เส้นทาง ซึ่งมีวิวทิวทัศน์ต่างกัน ปอยเลือกไปทาง กลับทาง จะได้เห็นวิวทั้งสองทางค่ะ
(อย่าลืมพก Swiss Pass มีส่วนลดอีกเช่นกัน)

เริ่มขึ้นเขา ก็เริ่มสูง เริ่มเห็นหิมะ

ระหว่างทางไปนั้นเราจะต้องเปลี่ยนรถ จากรถไฟเป็นรถรางขึ้นเขา

เปลี่ยนไปขึ้นรถราง

นั่งรถรางขึ้นไปต่อ เราก็จะใกล้ดวงอาทิตย์ขึ้นเรื่อยๆ อย่าลืมทาครีมกันแดด กับเตรียมแว่นกันแดดไปนะ

พอถึงสถานีบนยอดจุงเฟราแล้ว จะมีทางให้เดินขึ้นมาก่อนขึ้นมาถึงยอดเขา จะมีร้านอาหารมีมาม่าเกาหลี ขายด้วยคะ แต่ปอยขอแนะนำให้พกอาหารเล็กๆๆน้อยๆๆมาด้วยนะคะเผื่อหิวข้างบนแพงมาก ตอนนั้นปอยหิวมากซื้อกล้วยกิน ลูกละ 2 ฟรังค์จ้า
Hightlight ของจุดชมวิวนั้นก็คือ การถ่ายรูปกับธงชาติสวิสนั่นเอง ซึ่งถ้าใครขึ้นมาช่วงทัวร์จีนขึ้นมาต้องระวังดีดีนะคะ เพราะจะเจอแซง ถ้าเค้าแซงเรา เราต้องบอกเลยว่าทุกคนต่อคิว เพราะทุกคนในคิวจะช่วยเหลือกันอย่างดี 5555 แต่คนจีนบางคนก็ไม่ฟังจริงๆๆ OH MY GODDDDDDD

พอออกมาที่จุดชมวิวแล้ว... อากาศชั่งต่างกันเสียจริง หนาวแต่แดดแรงมาก เพราะเราใกล้พระอาทิตย์ขึ้นมาอีก

เจอนกด้วย นกนี่สุดยอดบินขึ้นมาได้ไง สูงขนาดนี้ ปอยใช้เวลาชมวิวทิวทัศน์ประมาณ 2 ชั่วโมง เวลามันผ่านไปเร็วมาก โชคดีวันนั้นแดดออกเลยไม่หนาวมากกเท่าไหร่ จากนั้นก็เตรียมตัวเดินทางลงเขา

วิวจากหิมะก็ค่อยๆๆกลายเป็นสีเขียว จากนั้นพอลงเขาแล้วปอยก็เดินไปหาของกิน กินข้าวเสร็จกลับบ้านนอน เพราะว่าเมืองปิดเร็วมาก เงียบสงัดตั้งแต่สองทุ่ม
เลยเตรียมนอนเพื่อตื่นไปขึ้นเขา Matterhorn พรุ่งนี้อีก 1 วันค่ะ
เดี๋ยวมาเล่าต่อน้าาา
[CR] เที่ยวสวิส 13 เมือง อิตาลี 1 เมือง 10 วัน ในราคา 80,000 บาท ตอน 2
ใครยังไม่ได้อ่าน เข้าไปอ่านย้อนหลังกันได้ที่ https://pantip.com/topic/37340749
เที่ยวสวิส 13 เมือง อิตาลี 1 เมือง 10 วัน งบไม่เกิน 80,000 บาท ตอน 1
ขอเริ่มเล่าต่อเลยนะคะ โดยหลังจากเราเที่ยวในลูกาโน่แล้ว เราก็นั่งรถไฟจากสวิสข้ามไปที่อิตาลีค่ะ
อย่างที่บอกไปในรีวิวตอนที่แล้วว่าเรามี Swiss Pass ทำให้เราสามารถเดินทางในสวิสได้ฟรี ถ้าไปมิลานก็จ่ายแค่ค่าส่วนต่างจากชายแดนถึงเมืองมิลานเท่านั้นเอง จะช่วยให้เราประหยัดได้เยอะเลยค่ะ
ตอนซื้อตั๋วที่เค้าท์เตอร์ในสวิสก็บอกคนขายได้เลยว่าจะนั่งไปมิลาน โดยเรามี Swiss Pass อยู่ คนขายก็จะคิดเฉพาะค่ารถไฟในอิตาลี
ถึงแล้ววววว มิลาโน
ปอยเลือกจองโรงแรมตรงข้ามสถานีรถไฟเลย
ถึงอิตาลีปุ๊บ ลากกระเป๋าไปเก็บของและเตรียมออกเที่ยวได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาหาหรือเดินทางไปโรงแรม
โรงแรมในอิตาลีถูกและดีกว่าสวิสเยอะมากกก สวิสเป็นอะไรที่แพงมากกกกกกก
มาถึงอิตาลีแนะนำว่าให้ระวังตัวเป็นพิเศษเพราะดูเหมือนมีคนจะมายุ่งกับเราตลอดเวลา อย่างตอนซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน ก็มีคนมาบอกให้หยอดเงินนั่นนู้นนี่ ทางที่ดี เดินหนีไปเลยไม่ต้องไปคุยกับเค้าค่ะ แล้วก็ระวังกระเป๋าด้วยเพราะปอยเคยเจอล้วงกระเป๋าตังค์ตอนมาเที่ยวอิตาลีคราวก่อน หายไปหมดเลย รอบนี้เลยระมัดระวังมาก นอกจากนั้นพวกแก๊งผูกข้อมือมาเต็มทำเป็นว่าให้ฟรี สุดท้ายจะเอาเงินให้ได้ อย่าไปคุยกับใครเด็ดขาด
เมื่อมาถึงมิลาน เราก็มุ่งหน้ามาที่ ดูโอโม่
โบสถ์ดูโอโม่นี้สร้างสมัยปี 1386 เห็นเค้าว่าเป็นโบสถ์ที่ Napoleon Bonaparte สวมงกุฎขึ้นเป็นกษัตริย์ อิตาลีในปี 1805 ด้วย
ซึ่งการเข้าชมต้องซื้อตั๋ว เค้ามีเวลาปิดขายตั๋วด้วยเป๊ะมาก
ปอยจำไม่ได้ 4.00หรือ 5.00 เค้าประกาศว่าถ้าถึงเวลาเลิกขายเลย ปอยโชคดีมากกก ได้ซื้อก่อนที่ขายปิด 5 นาทีค่ะ ตั๋วมี 2 แบบ มีแบบชมแค่บาง Part ของวิหารกับ ชมทุกส่วนที่เค้าเปิดให้เข้าชมได้ค่ะ
หามุมที่ไม่มีคนนี่ยากมาก ต้องรีบถ่ายกดรัวๆๆ ระหว่างนั้นต้องระวังมิจฉาชีพด้วยค่ะ
ข้างๆๆดูโอโม่จะเป็นห้าง Galleria Vittorio Emanuele II (กัลเลรีอาวิตโตรีโยเอมานูเอเลเซคอนโด) ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสวยงามตระกานตา
เมื่อเข้ามาชมวิหารดูโอโม่แล้ว ข้างในจะเงียบเหมือนเค้ายังเปิดใช้ทำพิธีกรรมอยู่ ซึ่งก่อนเข้าจะมีทหารถือปืนตรวจของเราอย่างเข้มงวดค่ะ มีบาง Zone ที่เค้าไม่ให้ถ่ายรูปหรือเข้าไปด้วย
จากนั้นเดินอ้อมมาข้างหลังวิหารจะมีทางขึ้นลิฟท์ สำหรับขึ้นชมบนยอดวิหาร ซึ่งต้องซื้อตั๋วแบบ Full นะคะถึงใช้ลิฟท์ได้ เห็นว่ามีแบบเดินขึ้นด้วยปอยไม่แน่ใจเดินขึ้นตรงไหน
เมื่อขึ้นลิฟท์แล้วเดินต่อขึ้นมาบนยอดวิหาร ขอบอกสวยมากกกก คือสถาปัตยกรรมที่เค้าสร้างวิหารมันน่าทึ่งมาก เก็บทุกรายละเอียดมีการออกแบบโครงสร้าง
ที่มีจิตรกรรมทุกอนูเลยคะ ลองคิดดูเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วทำได้แบบนี้ มนุษย์นี่เก่งจริงๆๆๆๆ
วิวจากยอดวิหาร
เมื่อเราชมดูโอโม่เสร็จ ข้างๆๆมีห้าง Galleria Vittorio Emanuele II (กัลเลรีอาวิตโตรีโยเอมานูเอเลเซคอนโด) วิกิพีเดียบอกว่า เป็นหนึ่งในศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ตรงนี้เองแก๊งผูกข้อมือ มหาศาลต้องระวังกันดีๆๆนะ เค้าจะมาบอกว่าผูกให้ฟรี สุดท้ายจะเอาเงินเราให้ได้คะ ทางที่ดีถ้าเจอให้เดินหนีไปเลยดีกว่านะ
เดินไปเรื่อยๆๆเจอร้านไอติมเจลาโต อร่อยมากกก อันนี้ชอบส่วนตัวเลยขอรีวิว ให้ทุกคนที่ไปได้ไปลอง กินไอติมหลายร้านทริปนี้ชอบร้านนี้สุดๆๆเลย
อร่อยถึงโคน
ถ่ายรูปเล่นรอบๆ
เมื่อเดินเล่นดูโอโม่เสร็จก็เดินเล่นชมเมืองเดินไปเดินมา มาเจอ ปราสาทซฟอร์ซ่า ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมิลานเลยค่ะ เห็นว่าตอนแรกสร้างเป็นป้อมปราการ ต่อมาก็เป็นที่พักอาศัยขุนนาง จนในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้เข้าชมได้ค่ะ ปอยไปตอนกลางคืนเลยไม่ได้เข้าชม
ตอนกลางคืนที่มิลานก็ดูอันตรายปอยเลยรีบกลับโรงแรมเพราะพรุ่งนี้ต้องกลับไป Switzerland
พอดีตอนแรกกะอยู่มิลาน สองวันเพราะพยากรณ์อากาศบอกว่า Switzerland ฝนจะตก
พอเช็คอีกทีอยู่ๆๆ พยากรณ์อากาศเปลี่ยนว่าฟ้าเปิดเลยเปลี่ยนแผนซื้อตั๋วกลับสวิสเพื่อไป Interaken ขึ้นจุงฟาวววววววววค่ะ
ดังนั้นแนะนำว่าใครมาเที่ยวต้องเช็คอากาศตลอดเวลานะคะเพราะว่าถ้าวางแผนไปขึ้นเขา ฟ้าไม่เปิดอากาศไม่ดีน่าเสียน่าดู
DAY4
วันที่ 4 ย้ายจากอิตาลี มุ่งหน้าสู่ Interlaken ขึ้น JUNGFRAU ปอยตื่นแต่เช้า ออกจากมิลานโดยขึ้นรถไฟรอบเช้า 7.20 น.
ซึ่งโชคดีซื้อตั๋วไว้ตั้งแต่คืนวันที่ 3 แล้ว
การเดินทางจะมี 2 เส้นทาง ซึ่งมีวิวทิวทัศน์ต่างกัน ปอยเลือกไปทาง กลับทาง จะได้เห็นวิวทั้งสองทางค่ะ
(อย่าลืมพก Swiss Pass มีส่วนลดอีกเช่นกัน)
เริ่มขึ้นเขา ก็เริ่มสูง เริ่มเห็นหิมะ
ระหว่างทางไปนั้นเราจะต้องเปลี่ยนรถ จากรถไฟเป็นรถรางขึ้นเขา
เปลี่ยนไปขึ้นรถราง
นั่งรถรางขึ้นไปต่อ เราก็จะใกล้ดวงอาทิตย์ขึ้นเรื่อยๆ อย่าลืมทาครีมกันแดด กับเตรียมแว่นกันแดดไปนะ
พอถึงสถานีบนยอดจุงเฟราแล้ว จะมีทางให้เดินขึ้นมาก่อนขึ้นมาถึงยอดเขา จะมีร้านอาหารมีมาม่าเกาหลี ขายด้วยคะ แต่ปอยขอแนะนำให้พกอาหารเล็กๆๆน้อยๆๆมาด้วยนะคะเผื่อหิวข้างบนแพงมาก ตอนนั้นปอยหิวมากซื้อกล้วยกิน ลูกละ 2 ฟรังค์จ้า
Hightlight ของจุดชมวิวนั้นก็คือ การถ่ายรูปกับธงชาติสวิสนั่นเอง ซึ่งถ้าใครขึ้นมาช่วงทัวร์จีนขึ้นมาต้องระวังดีดีนะคะ เพราะจะเจอแซง ถ้าเค้าแซงเรา เราต้องบอกเลยว่าทุกคนต่อคิว เพราะทุกคนในคิวจะช่วยเหลือกันอย่างดี 5555 แต่คนจีนบางคนก็ไม่ฟังจริงๆๆ OH MY GODDDDDDD
พอออกมาที่จุดชมวิวแล้ว... อากาศชั่งต่างกันเสียจริง หนาวแต่แดดแรงมาก เพราะเราใกล้พระอาทิตย์ขึ้นมาอีก
เจอนกด้วย นกนี่สุดยอดบินขึ้นมาได้ไง สูงขนาดนี้ ปอยใช้เวลาชมวิวทิวทัศน์ประมาณ 2 ชั่วโมง เวลามันผ่านไปเร็วมาก โชคดีวันนั้นแดดออกเลยไม่หนาวมากกเท่าไหร่ จากนั้นก็เตรียมตัวเดินทางลงเขา
วิวจากหิมะก็ค่อยๆๆกลายเป็นสีเขียว จากนั้นพอลงเขาแล้วปอยก็เดินไปหาของกิน กินข้าวเสร็จกลับบ้านนอน เพราะว่าเมืองปิดเร็วมาก เงียบสงัดตั้งแต่สองทุ่ม
เลยเตรียมนอนเพื่อตื่นไปขึ้นเขา Matterhorn พรุ่งนี้อีก 1 วันค่ะ
เดี๋ยวมาเล่าต่อน้าาา