เมมเบอร์BNK48 ในมุมมองของครูเอ๊ะ แต่ละคนเป็นอย่างไรกัน..

ที่มา - http://www.spicydisc.com/magazine/53

ครั้งแรกที่รู้ว่าต้องเข้ามาทำงานกับ BNK48 ความคิดแรกที่เกิดขึ้นคือวงเกิร์ลกรุ๊ปรูปแบบไหน?

    เอ๊ะ : พี่เอ๊ะรู้จักวงสไตล์นี้มาตั้งแต่ AKB48 แล้ว ก็มองเป็นเกิร์ลกรุ๊ปญี่ปุ่น ที่มาในรูปแบบของไอดอล พอได้คุยกันกับนักลงทุนพี่เอ๊ะก็รู้สึกว่า เฮ้ย! มันเป็นสิ่งใหม่ที่จับต้องได้ ไม่ใช่สิ่งแปลก มันมีความน่าสนใจ แล้วก็มีเรื่องราวมากกว่าการที่คุณจะเสพแต่เพลงอย่างเดียว เป็นการสร้างสังคมย่อยๆ เพื่อสนับสนุนกัน ให้กำลังใจกัน

    บ้านเราไม่เคยมีวงเกิร์ลกรุ๊ปแบบนี้มาก่อน เลยกลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ แล้วเราจะทำยังไงให้คนจับต้องเรื่องนี้ได้จริง? ทำยังไงให้เขาเปิดใจยอมรับ? พี่เอ๊ะคิดว่าเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เรามีคือ ‘เพลง’ เพลงเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวงนี้มาก่อนหันมามอง นึกภาพง่ายๆ เหมือนเราเดินไปตามห้างสรรพสินค้า เพลงเข้าหูแล้วก็ผ่านไป กับเพลงที่เข้าหูแล้วเราต้องหันกลับมามองว่า ‘เอ๊ะ นี่เพลงใครอะ?’ เพราะฉะนั้นเราเลยใช้เพลงเพื่อดึงดูดคนที่ไม่รู้จักเรา ไม่เคยเห็นเรา ให้เขาหันกลับมามอง พอเขามาสนใจและได้ศึกษาว่ามันเป็นสังคมยังไง ได้เห็นการเติบโตของเด็กๆ และด้วยความที่มีกระแสของ AKB48 อยู่แล้ว ในวันแรกที่ประกาศว่าจะมีวงน้องสาวที่กรุงเทพฯ (Bangkok) เปิดเพจวันแรกมีคนเข้ามาไลก์ 20,000 คน คือเขาเป็นแฟนคลับของ AKB48 อยู่แล้ว เป็นคนไทยนี่แหละ แล้วเขาก็รอคอยว่าเมื่อไหร่ประเทศไทยจะมีน้องๆ มาให้ชื่นชม

ในฐานะของครูใหญ่ การศึกษาหาข้อมูลมาทำงานอ้างอิงมาจาก AKB48 อย่างเดียวเลยไหม?

    เอ๊ะ : ควบคู่กันครับ ศึกษาของไทยด้วย เกิร์ลกรุ๊ปไทยที่หายไปเพราะขาดการเชื่อมต่อกันระหว่างแฟนคลับกับศิลปิน แต่คอนเซปต์ของไอดอลญี่ปุ่น คุณสามารถเจอเขาได้ คุณรู้จักเขาได้ คุณสัมผัสเขาได้ สามารถสื่อสารกันได้ นี่คือความแตกต่าง อีกอย่างคือไอดอลของไทยเรา สมัยก่อนจะมีความเป็นสไตล์เกาหลี มีความเป็น Perfectionist ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบแต่นี่ไม่ใช่ นี่จะเป็นเด็กธรรมดา เหมือนเด็กข้างบ้านที่มีฝัน และมีความอยากเดินไปสู่ความสำเร็จ มีความพยายาม และต้องการกำลังใจ คนที่สนับสนุนก็จะติดตามน้อง ให้กำลังใจน้อง ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้กัน แล้วเดินไปด้วยกันกับน้องๆ แล้วฐานมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ


สำหรับศิลปินไทย เราสามารถจับมือได้ ขอถ่ายรูปได้เลยทันที แต่กับน้องๆ ต้องมีเงื่อนไข คิดว่าตรงนี้เป็นปัญหามั้ย?

    เอ๊ะ : สมมติว่าเราชอบศิลปินคนหนึ่ง แล้วศิลปินคนนี้ไม่เคยถ่ายรูปกับใครเลย ถ้าเราอยากจะเจอเขา คือเราต้องซื้อตั๋วไปหาเขา ถึงจะได้เจอ ได้พูดคุย ถ้าเราซื้อรูปเขาไปประมาณล้านบาท วันดีคืนดีมีใครก็ไม่รู้ไปถ่ายรูปกับเขาโดยที่คนนั้นไม่ได้เสียเงินสักบาทเลย มันก็ไม่แฟร์ต่อคนที่สนับสนุน ถ้าอยากจะเจออยากจับมือก็มาเลย เรามีงานจับมือ มีบัตรจับมือ ซื้อตั๋วมาจับมือน้องได้ อยากจับนานๆ ก็ซื้อไปเลย 1,000 ใบ มาจับเลยพันครั้ง น้องๆ ยินดี แต่ถ้าไปข้างนอกจับไม่ได้นะ มันไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆ เป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ เป็นการให้ความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างตัวศิลปินและแฟนคลับด้วย แฟนๆ ก็เข้าใจครับ ไม่มีปัญหาอะไร


โมเดลธุรกิจแบบใหม่สไตล์ไอดอล

    เอ๊ะ : มันเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เหมือนคนๆ หนึ่งเจออะไรมากมาย มีท้อแท้ มีผิดหวัง ต้องการกำลังใจ มันก็ได้จากพ่อแม่พี่น้อง เพื่อน หรือใครก็ได้ที่สามารถมาเติมเต็มเราได้ วันหนึ่งเราไปเจอคนนึงที่กำลังเติบโต และมีความพยายาม เขาน่ารัก น่าสนับสนุน แล้วเขาก็สู้ชีวิตจังเลย อะ…เราสนับสนุนน้อง ให้กำลังใจน้อง ทำให้มันเกิดการหันมามองตัวเองว่า ทำไมเราไม่สู้บ้าง เราต้องสู้ชีวิตสิ เราเจออะไรเราก็ต้องผ่านไปให้ได้เหมือนกับน้อง ในท้ายที่สุดการแลกเปลี่ยนกันซึ่งความรู้สึกแบบนี้มันทำให้เกิดความรัก เป็นพลังที่ส่งต่อกันแล้วมันขยายใหญ่ขึ้น เพราะใครๆ ล้วนก็ต้องการกำลังใจ
                                                                                           .
                                                                                           .


    ในช่วงแรกๆ นี่หนัก เพราะเด็กๆ ยังมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า ยังไม่มีใครรู้จัก ไม่มีอะไรเลย อยู่กับความว่างเปล่า ต้องซ้อม ต้องฝึก ต้องเจอภาวะกดดัน ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด สิ่งที่เราให้ได้ คือ ต้องถามว่าแล้วรักกับสิ่งที่ทำรึเปล่า เลือกมาแล้วเธอชอบไหม ความสุขของเธอคืออะไร ถ้าเธอเหนื่อยหยุดพักได้ หายเหนื่อยก็ซ้อมต่อ แต่ถ้าถามแล้วมีความสุข ถึงมันจะเหนื่อยมันก็เป็นกำลังใจของเธอ ถ้าถามแล้วคำตอบคือไม่ได้รักมัน เธอก็กลับไปเถอะ อยู่ต่อไปมันก็ทรมานเปล่าๆ

    ทำให้ย้อนกลับมาที่ตัวพี่เอ๊ะเองเหมือนกัน พี่เอ๊ะทำอะไรหลายอย่างก็ใช่ว่าจะสำเร็จทั้งหมด แต่พี่เอ๊ะก็ไม่หยุดเดิน มันเป็นสิ่งที่พี่เอ๊ะสะสมมาตั้งแต่แรกเริ่มชีวิต พี่เอ๊ะไม่เคยทำลายความฝันตัวเอง ทำมาเรื่อยๆ จนวันนึงมันเป็นไปได้ อีกอย่างคือสิ่งที่พี่เอ๊ะทำเป็นสิ่งที่พี่เอ๊ะรัก พี่เอ๊ะอยากมาอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องทำให้เด็กๆ มีความชัดเจนและเข้าใจให้ได้ว่า อยู่จุดนี้เพื่ออะไร เพื่อชื่อเสียงหรือความโด่งดังรึเปล่า ซึ่งแท้จริงแล้วพวกนี้คือโบนัสนะ ในท้ายที่สุดคือเด็กๆ ต้องไปยืนอยู่บนยอดพีระมิดของตัวเองให้ได้
                                                                                   .
                                                                                   .
                                                                                   .




                       ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ดูแล้วทำให้เข้าใจหลายอย่างเช่น ก่อนที่ได้รับโอกาสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ - ความพยายามนั้นผู้ใหญ่เห็นและดูอยู่เช่นกัน, ส่วนเด็กในกลุ่มที่ต้องปรับปรุงเพิ่มนั้นคงต้องรอวันที่จะเปล่งประกายไปพร้อมกับรุ่น 2 และทีม NIV...
     คงต้องรอบทความแบบนี้อีกครั้งที่จะกล่าวถึงรุ่น2...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่